Skip to content

โฉมหน้ารัฐบาลชิงเหลี่ยม ภูมิใจไทย กำ 280 เสียง ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ?

14 ก.พ. 2569 | 06:45น.
โฉมหน้ารัฐบาลชิงเหลี่ยม ภูมิใจไทย กำ 280 เสียง ฝ่าปัจจัยเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ?

พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดในการเมือง นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คืนอำนาจให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2562

แช็งแกร่งกว่า พรรคพลังประชารัฐ ในยุคที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่ได้ สส.แค่ 116 เสียง แต่สามารถจัดตั้งรัฐบาล 9 พรรค 254 เสียง

แข็งแกร่งกว่ายุคที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง 151 เสียง แต่พรรคอันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทย 141 เสียงได้จัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง

สถานะการตั้งรัฐบาลพลังประชารัฐ การตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ล้วนแต่ปั่นป่วน มีคลื่นใต้น้ำ เพราะเป็นรัฐบาลผสมกว่า 10 พรรค

แต่ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยที่มี 193 เสียง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย คุมเกมเบ็ดเสร็จ

อนุทินบอกความในใจถึงภาพรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า “รัฐบาลต้องแข็งแกร่ง ต้องมีเสถียรภาพ อันนี้เป็นความตั้งใจ”

จับขั้วรัฐบาลเดิม

อย่างไรก็ตาม มองเผิน ๆ พรรคภูมิใจไทยจะมีเสียงมากถึง 193 เสียง สามารถกำหนดเกมในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ลึก ๆ แล้วกลับปรากฏร่องรอยการชิงเหลี่ยมของนักเลือกตั้งเขี้ยวลากดิน ระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม

สูตรรัฐบาลที่จัดขั้วกันล่วงหน้า คือสูตรไม่เปลี่ยนแปลง ภูมิใจไทย+เพื่อไทย+กล้าธรรม ดังนั้น หลังผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมา คณิตศาสตร์การเมือง พรรครัฐบาลจึงลงตัวที่ พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคกล้าธรรม 58 เสียง เป็นรัฐบาลผสม 3 พรรค 325 เสียง

ภูมิใจไทยชิงเหลี่ยม “ธรรมนัส”

ระหว่างที่รอการดีลของแต่ละพรรค เกิดข่าวใต้ดินว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม รวบรวมกำลังกับพรรคขนาดเล็ก รวมเสียงได้ 70-80 เสียง ขอเข้าร่วมรัฐบาล เพราะต้องการเบียดพรรคเพื่อไทยให้พ้นจากสมการ เหลือแค่ “น้ำเงิน-เขียว-พรรคเล็ก” เพื่อรักษาโควตาเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกมนี้ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยไม่ล่วงรู้แผนการลดอำนาจต่อรอง ร.อ.ธรรมนัสจึงเปิดฉากขึ้น เมื่อ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” แกนนำภูมิใจไทย ต่อสายตรงไปยังหัวหน้าพรรคเล็ก ชิงเปิดหน้า-เปิดตัวพรรคเล็ก-จิ๋ว 4 พรรค รวม 10 เสียง เป็นว่าที่ฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง

ขณะที่พรรคเพื่อไทย 74 เสียง เปิดดีลเจรจาล่วงหน้าไว้ แต่ยังไม่ “ปิดดีล” ท่ามกลางข่าว “มุ้งใหญ่” สส.ในกลุ่มสุริยะเปิดดีลเข้าร่วมชายคารัฐบาลภูมิใจไทย การันตี 30 เสียง แต่เพียงข้ามคืนสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปฏิเสธว่า “ไม่จริง”

บ่ายวันรุ่งขึ้น จึงปรากฏภาพแกนนำเพื่อไทย ทั้ง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, ภูมิธรรม เวชยชัย และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดตัวเดินทางไกล เข้าพบแกนนำพรรคภูมิใจไทย ณ ที่ทำการพรรคย่านพหลโยธิน

ในมุมพรรคเพื่อไทย มองเกมยาวมากกว่าเกมสั้น การได้เข้าร่วมรัฐบาลอาจเป็นทางที่ดีกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะอย่างน้อยมีสนามให้ “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 พิสูจน์ฝีมือการบริหารกระทรวง หากทำดีมีสิทธิสร้างเรตติ้ง กลายเป็น “คนสูงท่ามกลางหมู่คนเตี้ย” ย่อมดีกว่าเป็น “ตัวประกอบ” ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่น่าจะมี 2 พรรคคือ พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญการแสดงตัวร่วมรัฐบาลตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าเป็นฝ่ายค้านแล้วทำให้เกิดภาพ “งูเห่า” เพื่อไทย แยกตัวไปร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยในภายหลัง

ศุกร์ 13 พรรคที่ปรากฏตัวเป็นฝ่ายรัฐบาล ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีชื่อ-หน้าพรรคกล้าธรรม ภายใต้สูตรรัฐบาล “สีธงชาติ” ทำให้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ในฐานะเจ้าของพรรคกล้าธรรม คำรามดัง ๆ ว่า “การเมืองของผมเดินสเต็ปไม่ธรรมดาก็แล้วกัน และสมการทางการเมือง ณ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอนในการที่จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และไม่กังวลการคำนวนสูตรจัดตั้งรัฐบาลธงชาติไทยน้ำเงิน ขาว แดง เพราะอาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน”

เลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ ?

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยมีเสียงไว้ในมือ 203 เสียง และเสียงของเพื่อไทยที่ถูกนำมาใส่พานให้ถึงที่ 74 เสียง มีชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้แล้ว 280 เสียง

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งเกม การจัดตั้งรัฐบาล การเป็นรักษาการได้นานที่สุด ก็นับว่าเป็นทั้งโชค-ทั้งวาสนา

คู่ขนานไปกับความเสี่ยงและความสับสนของการนับคะแนนเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีการร้องเรียน และมีหลักฐานประกอบ ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ พฤติการณ์ของการรวมคะแนน ถูกนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายรายตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะนำไปสู่สถาณการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

นอกจากความปั่นป่วนในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ที่มีกลุ่มประชาชนชุมนุมให้ “นับคะแนนใหม่” เพราะพบข้อพิรุธในการจัดเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งในจุด “ยุบรวมหน่วย” เช่น หีบบัตรเลือกตั้งทำไมไม่มีการใช้สายรัด และแผ่นกระดาษนับคะแนนไปอยู่ในถังขยะ

แม้สุดท้ายที่ประชุม 7 เสือ กกต.จะระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด สรุปได้ว่ายังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรีเขตเลือกตั้งที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เห็นควรยุติเรื่อง

โดยแหล่งข่าวจาก กกต.อธิบายว่า การคัดค้านการนับคะแนนต้องเป็นตามมาตรา 140 (2) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่กำหนดว่า การคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนนให้คัดค้านในระหว่างเวลาที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จ หรือในกรณีคัดค้านการรวมคะแนน ให้คัดค้านก่อนประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

ซึ่งในการนับคะแนน กกต.เปิดช่องให้พรรคการเมือง บุคคลทั่วไปสามารถไปสังเกตการณ์การนับคะแนนได้โดยเปิดเผยอยู่แล้ว และหากพบความผิดปกติก็สามารถโต้แย้งการนับคะแนน และประธาน กกต.ประจำเขตจะส่งเรื่องมายัง กกต.กลางเพื่อให้พิจารณานับคะแนนใหม่หรือไม่

ดังนั้น เรื่องของชลบุรี เขต 1 นั้นเลยจุดที่จะนับใหม่ไปแล้ว เพราะจุดที่ประชาชนไปชุมนุมเป็นสถานที่ “ยุบรวมหน่วย” ไม่ใช่หน่วยเลือกตั้ง

ประกอบกับ มาตรา 124 กำหนดว่า เมื่อ กกต.ได้รับรายงานผลการนับคะแนนแล้ว ถ้าปรากฏหลักฐาน “อันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดย “สุจริตหรือเที่ยงธรรม” หรือการนับคะแนน “เป็นไปโดยไม่ถูกต้อง” กกต.จะงดการประกาศผล แล้วสั่งให้เลือกตั้งใหม่ หรือสั่งให้นับเฉพาะหน่วยเลือก หรือทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตนั้นก็ได้

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวว่า “คิดว่าประเด็นการนับคะแนนจะไม่ลุกลามบานปลาย เพราะในอดีตก็มีการชุมนุมเพราะไม่พอใจการทำงานของ กกต.มาแล้ว ซึ่งการทำหน้าที่ของ กกต.ยึดตามระเบียบ กฎหมาย แต่ต้องไม่ลืมว่า ลำพัง กกต.ไม่มีบุคลากรที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงต้องอาศัยกลไกของฝ่ายปกครอง ข้าราชการครู เข้ามาเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่บุคลากรของ กกต.โดยตรง ถ้าหากมีการทุจริตที่กรรมการประจำหน่วย กกต.ตรวจพบก็สั่งดำเนินคดี ติดคุกไปแล้วก็มี”

แห่ยื่นคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย คือกรณีการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ หากพิสูจน์ได้ว่าการมี “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าสามารถตรวจสอบย้อนหลังไปยังต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้ใครได้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยวิธีลับ

ขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ จากกรณีดังกล่าว “ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์” ผู้สมัคร สส.เขต 8 ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะคนโพสต์ต้นเรื่องในโซเชียลมีเดีย ได้เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

“ขอฟังคำชี้แจงจาก กกต. ถ้าฟังไม่ขึ้นเราก็จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดิน และมองว่าถ้าสิ่งที่คิดเป็นจริง เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ อย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะ”

ส่วนที่ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วคือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ให้ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 โดยระบุว่าจะรอ 15 วัน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

ขณะที่พรรคเพื่อไทย โดย “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคกำลังประชุมปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็จะไม่เป็นความลับ ซึ่งเป็นเรื่องจะต้องร้องว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ผ่านมาจะมี 2 เรื่องที่สั่งให้เป็นโมฆะ คือข้อแรก การไม่เป็นความลับ สามารถรู้ได้ และข้อสอง คือเลือกตั้งไม่พร้อมกัน และถ้ามีข้อมูลเพียงพอก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“จากการศึกษาการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ไม่สามารถวินิจฉัยได้เอง ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ มีหน้าที่เพียงแค่สั่งเลือกตั้งใหม่ และนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีปัญหา หากกระบวนการเป็นแบบนี้ก็คงต้องไปถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเรามีทีมทำงาน และปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดในประเด็นนี้” นายชูศักดิ์กล่าว

เลือกตั้งไม่ลับเป็นโมฆะ

การเลือกตั้งโมฆะครั้งแรก เกิดในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่จัดการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 แต่การจัดการเลือกตั้งโดย กกต.ชุด “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ” ได้กำหนดให้หันคูหาออกนอกหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ จึงสั่งให้เป็นโมฆะ

และครั้งที่สอง เกิดในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจัดการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ปรากฏว่ามีการชุมนุม กปปส. ประท้วงหน้าหน่วยเลือกตั้งหลายจุด จนทำให้หลายหน่วยไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ที่สุดแล้วนำมาสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะเนื่องจากไม่ได้เป็นการเลือกตั้งวันเดียวทั่วราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด

เกมชิงเหลี่ยมการจัดตั้งรัฐบาลอาจผ่านไปได้ด้วยการโหวตชื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการอาจต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ หากถึงตอนนั้น เกมการเปลี่ยนนายกฯ อาจได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง