เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘Apple’ จับมือ ‘Meta’ ดันโมเดล Muse AI ประมวลผลบน Mac Studio
Tech ‘Apple’ จับมือ ‘Meta’ ดันโมเดล Muse AI ประมวลผลบน Mac Studio
ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.86% อยู่ที่ 81,953 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.86% อยู่ที่ 81,953 เหรียญสหรัฐ
ดวงรายสัปดาห์ 18-24 ตุลาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 18-24 ตุลาคม 2569
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ดูทั้งหมด

ปณิธาน ชี้ระเบียบโลก World of War – ภาวะ Polycrisis แนะไทยเร่งปรับเข็มทิศยุทธศาสตร์

24 ส.ค. 2569 | 11:48น.

รศ.ดร.ปณิธาน บรรยายพิเศษหลักสูตร ป.เอก รปศ. DPU ชี้ระเบียบโลกเปลี่ยนผ่านสู่ “World of War” และภาวะ “Polycrisis” แนะไทยเร่งปรับเข็มทิศยุทธศาสตร์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้จัดสัมมนาทางวิชาการในรายวิชา PS804 สัมมนาศาสตร์นโยบายสาธารณะ ให้แก่นักศึกษาดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 1 และ 2

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มาร่วมบรรยายพิเศษและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ทิศทางความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์โลก และทางรอดเชิงนโยบายสาธารณะของประเทศไทย โดยมี รศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 225 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

รศ.ดร.ปณิธาน ได้ฉายภาพโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเข้าสู่ยุคสงครามและการเผชิญหน้า โดยระบุว่าภูมิภาคเอเชียและวงแหวนอินโด-แปซิฟิกยังคงเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งของมหาอำนาจ ซึ่งถือเป็น Rimland หรือแนวแถบชายฝั่งทะเลและดินแดนรอบนอกที่ล้อมรอบใจกลางทวีป หรือ Heartland เอาไว้ ขณะที่การรวมตัวของกลุ่มประเทศบนแผ่นดินยูเรเชียและซีกโลกใต้ผ่านกรอบ SCO และ BRICS กำลังสร้างเกราะป้องกันความมั่นคงทางบกในแกน Heartland พร้อมเดินหน้าลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและถ่วงดุลอำนาจกับชาติตะวันตก

ส่งผลให้ระบบระหว่างประเทศเกิดกับดักความมั่นคงที่ทุกฝ่ายเร่งสะสมแสนยานุภาพ นำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของการระดมทุนระดับโลกในปัจจุบัน

สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (The Global Polycrisis) ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหาร ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนยากต่อการรับมือด้วยระบบบริหารแบบแยกส่วน

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังขับเคลื่อนด้วยตรรกะสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ตามแนวคิดของ John J. Mearsheimer ที่มองว่าในระบบโลกที่เป็นอนาธิปไตย มหาอำนาจต่างดิ้นรนแสวงหาอำนาจสูงสุดเพื่อความอยู่รอด ซึ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และจีนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนไม่ให้ผู้กำหนดนโยบายมองโลกบนความไว้วางใจเพียงฝ่ายเดียว

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีระดับการเชื่อมโยงกับโลกอยู่ในกลุ่ม Top 50 ของ Globalization Index แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกแช่แข็ง (Risk of Being Frozen) เนื่องจากองค์ความรู้เดิมตั้งแต่ยุคสงครามโลก สงครามเย็น และสงครามคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถใช้รับมือกับสงครามเศรษฐกิจและการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันได้ ภาคเอกชนไทยกำลังแบกรับผลกระทบอย่างหนัก

ขณะที่ประเทศยังขาดสมดุลใหม่และตกอยู่ในสภาวะขาดมิตรแท้ที่พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การติดหล่มกรอบคิดชาตินิยมแบบตั้งรับ หรือการดำเนินนโยบายตามกระแสโซเชียลมีเดียที่ใช้อารมณ์เข้าปะทะ ล้วนบั่นทอนอำนาจต่อรองและสร้างความเสียหายต่อเครื่องมือยุทธศาสตร์ของประเทศ

ทางออกเชิงนโยบายสาธารณะของไทยจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมเพื่อคำนวณหาสมดุลแนช (3-Player Nash Equilibrium) ร่วมกันระหว่างไทย สหรัฐ และจีน โดยเปลี่ยนจากการอยู่นิ่งเฉยมาเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุกที่สร้างผลประโยชน์ผูกมัดร่วมและเพิ่มต้นทุนแก่มหาอำนาจหากคิดจะกดดันไทย พร้อมทั้งเร่งยกระดับไปสู่ Thailand’s Diplomacy 2.0 ภายใต้กรอบคิด Complex Engagement และ Calibrated Re-engagement ที่เน้นความเฉียบคมทางยุทธศาสตร์ ความรวดเร็ว เอกภาพ และการสื่อสารอย่างมีพลัง โดยยึดมั่นในการใช้กระบวนการทางการทูตและข้อเท็จจริงตามหลักสากลในการแก้ปัญหา เหมือนกรณีการชี้แจงรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจำเป็นต้องบูรณาการพลังของการทูตระดับประมุขแห่งรัฐ (Royal Diplomacy) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ระดับสูงที่สร้างความไว้วางใจสูงสุดและความต่อเนื่องเชิงนโยบายเหนือความผันผวนทางการเมือง โดยฝ่ายบริหารและระบบราชการยุคใหม่ต้องรับไม้ต่อในการแปลงมิตรภาพระดับสูงกับนานาประเทศ ทั้งจีน ออสเตรเลีย ยุโรป และภูฏาน ให้กลายเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่จับต้องได้

สอดรับกับระเบียบโลกใหม่แบบพหุอารยธรรม (Multiplex World) ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ Amitav Acharya ที่เปิดโอกาสให้ประเทศในเอเชียสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น มรดกพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนสุวรรณภูมิ มาใช้เป็นพลังละมุนในการสร้างบทบาทนำและจุดยืนที่มั่นคงในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ในมิติความมั่นคงและการบริหารจัดการภาครัฐหลังยุคโควิด ยังจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูความไร้สมดุลในการปกครอง (Governmental Imbalance) โดยสร้างความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนผ่าน 3 เสาหลัก คือ ความสุจริตโปร่งใส (Clean & Clear) ความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม (Free & Fair) รวมถึงการดูแลกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง (Care & Share) ควบคู่กับการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมที่ต้องประสานแรงปะทะระหว่างค่านิยมสากล วัฒนธรรมเสมือนจริงในโลกไซเบอร์ อัตลักษณ์ชาติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปิดช่องว่างไม่ให้ภัยคุกคามลูกผสม (Hybrid Threats) เข้ามาแทรกแซงความมั่นคงภายใน

ในระดับการขับเคลื่อนแผนงานภาครัฐ การบรรยายได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ของนโยบายหาเสียงระยะสั้นที่มักขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยต้องใช้กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นหมุดยึดทิศทางการพัฒนาประเทศ แต่เปิดพื้นที่ให้กลไกนโยบายมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ตามพลวัตโลก ซึ่งจะช่วยผสานรอยต่อระหว่างเป้าหมายเชิงโครงสร้างกับความคล่องตัวในการรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ย้ำเตือนถึงบทบาทของนักบริหารและผู้วางนโยบายสาธารณะรุ่นใหม่ว่า ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลเชิงสถาบันและปรับตัวสู่ความเป็นผู้นำทางยุทธศาสตร์ที่ไม่ยึดติดกับระบบราชการแบบดั้งเดิม การสัมมนาครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดมุมมองเชิงวิชาการด้านความมั่นคงร่วมสมัย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้สามารถนำกรอบคิดการทูตเชิงรุก การบริหารความเสี่ยงระดับสากล และการสร้างดุลยภาพใหม่ ไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สนใจในหลักสูตรนี้ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/course/profile/profile-doctor-of-philosophy-program-in-public-administration