สู้มือ สู้เท้า ทันเกม ทันใจ เอกภพ โฆษกรัฐบาลสาย ‘เพรสซิ่ง’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ/วิรวินท์ ศรีโหมด
เอกภพ เพียรพิเศษ เป็นโฆษกรัฐบาลคนที่ 2 ของรัฐบาลอนุทิน 2
รัฐบาลตัดสินใจ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” จาก “รัชดา ธนาดิเรก” มาเป็น “เอกภพ” หลังจากเป็นรัฐบาลได้เพียงแค่ 5 เดือน
ก่อนหน้านี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี สั่งให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งพีอาร์ผลงานของรัฐบาลทุกช่องทาง หลังจากความนิยมหล่นวูบ และยัง “แพ้ทาง” การเมืองพรรคประชาชน แกนนำฝ่ายค้าน
ที่เปิดเกมชิงกระแสในโซเชียลมีเดีย
เอกภพเคยเป็นหนึ่งในขุนพลของพรรคอนาคตใหม่ภาคเหนือ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นพรรคก้าวไกล ซึ่งในเวลานี้คือพรรคประชาชน
เป็น 1 ใน 9 สส.พรรคก้าวไกลที่ไม่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และกลายเป็น “งูเห่า” ในเวลาต่อมา ก่อนเปลี่ยนเสื้อคลุมจาก “ส้ม” เป็น “น้ำเงิน”
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “เอกภพ” ในตึกนารีสโมสร อันเป็นฐานที่มั่นของโฆษกรัฐบาล ถึงภารกิจ “กู้ชีพ” ภาพลักษณ์ของรัฐบาลอนุทิน 2
การปะ ฉะ ดะ การเมืองอย่างเผ็ดร้อนคู่แค้นฝ่ายค้าน ในฐานะโฆษกที่ “สู้มือ-สู้เท้า”
โฆษกสไตล์เพรสซิ่ง
นับตั้งแต่ “เอกภพ” เข้ามาประจำการในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล หน้าฉากอาจเห็นการตอบโต้การเมืองด้วยท้วงท่าขึงขังจริงจัง และแข็งกร้าว แต่เขาเล่าถึงสไตล์การเป็นโฆษกของตัวเอง สิ่งที่พูดต้องเป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เป็นข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย
“ผมไม่โจมตีใคร แต่ถ้ามีใครบิดเบือน โจมตี หรือกวนใจ แล้วทำให้รู้สึกว่าต้องเตือนกลับไปบ้าง ผมจะเตือนแรง ๆ”
“สู้มือ สู้เท้า ทันเกม ทันใจ” คือ สไตล์ของ “เอกภพ”
“คำว่าสู้มือสู้เท้า คือ ต้องมีความอดทนหรือทนแรงกดดันได้ เพราะการเป็นโฆษกเราอยู่ข้างหน้าทั้งคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี แล้วเราต้องรับแรงปะทะต่าง ๆ ได้ และสนองต่อแรงปะทะนั้นได้ทันท่วงที ไม่ว่าสิ่งที่มานั้นเป็นเชิงบวก เราก็สนองเชิงบวก ถ้าเชิงลบ อันไหนที่เราดูดซับไว้ก่อนได้เราก็ดูดซับไว้ ถ้าอันไหนเราต้องตอบโต้ เพื่อให้รู้ว่ามันไม่ไหวแล้ว”
“หน้าที่โฆษกจะเป็นเหมือนตัวดูดซับ ในทางเดียวกันก็เป็นเหมือนกระจกทั้งส่องตัวเองและส่องสะท้อนออกไปด้วย”
ในฐานะที่เป็นแฟนฟุตบอลลิเวอร์พูล เขาจึงชอบสไตล์ “เพรสซิ่ง” ตามแบบฉบับ Gegenpressing ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมหงส์แดง
“สมมติเป็นฟุตบอล เราเล่นฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ผมชอบเกมเพรสซิ่ง คุณเพรสซิ่งมา ผมเพรสซิ่งกลับ คุณเตะผิดกติกามา ผมไม่เตะผิดกติกากลับ แต่ผมเล่นแรงในกติกาแล้วให้คุณรู้ว่าชนะในกติกามันทำได้ โดยไม่ต้องเล่นนอกกติกา”
แก้ปมตกประชาสัมพันธ์
เอกภพเข้ามาเป็นโฆษกรัฐบาลในจังหวะเวลาที่ไม่สวยนักในทางการเมือง เมื่อรัฐบาลอนุทิน 2 ต้องเจอกับภัยน้ำท่วม เขาต้องเข้ามารับหน้าเสื่อปรับระบบการสื่อสารในทันที
“แน่นอนอาจจะยังวัดตัวเองว่าการตอบโต้ข้อมูลช้านิดหนึ่ง แต่พยายามทำให้เร็วขึ้น และยังมีเวลาในการจัดกระบวนงานภายใต้สำนักโฆษกยังไม่ถึงแบบที่ต้องการ เพราะไม่มีเวลา แต่ถ้ามีเวลาให้หายใจหายคอน่าจะได้เห็นอะไรที่สนุกขึ้น”
“ในฐานะโฆษกรัฐบาลและไม่มีพื้นฐานของการทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ยอมรับว่าเป็นงานหนัก เพราะผมตรวจคนไข้มาตลอดชีวิต ได้เป็น สส. มีทักษะอภิปรายในสภาได้บ้าง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีเรื่องความล่าช้าในการสื่อสารที่เข้าใจยาก หรือการตีกรอบโฆษกรัฐบาลทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้”
“ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ขีดเส้นชัด ว่า สื่อสารการเมืองแค่ไหน ก็จะบอกว่าทำไมโฆษกรัฐบาลมาพูดเรื่องนี้ ด่าพรรคการเมืองนั้น มาแตะเรื่องนี้ ผมต้องบอกว่าโฆษกรัฐบาลในนามของหมอเอกไม่มีกรอบ ไม่ต้องมาตีกรอบ กรอบของผมกรอบเดียวคือไม่ทำผิดกฎหมาย ประชาชนไม่เดือดร้อนจากการทำงานของผม”
“ดังนั้นถ้าคนมาอ้างกรอบอื่น..ไม่มีครับ ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองนั้นมาด่าผม แล้วโฆษกรัฐบาลตอบโต้กลับไม่ได้ อันนี้ก็อย่าเป็นโฆษกรัฐบาลในฐานะหมอเอก ถ้านายกฯ คิดว่าผมทำงานแบบนี้เหมาะสมแล้ว หรือประชาชนคิดว่าผมทำงานโฆษกรัฐบาลแบบไม่มีกรอบ เห็นว่าเหมาะสม ก็สามารถติดตามงานของผมได้”
เสมอตัวคือไม่ถูกด่า
ภาพจำติดตาของคนในช่วงน้ำท่วมคือ นายกรัฐมนตรีไปที่ไหนก็มีแต่คนด่า “เอกภพ” มองภาพนั้นในสายตาคนทำพีอาร์รัฐบาล โดยยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่แฟลตคลองจั่น
“สิ่งที่ทุกคนเห็นที่แฟลตคลองจั่น นายกฯ เลือกเข้าไปหาเอง เพราะรู้ว่าเขาลำบากและมีปัญหา เข้าไปเสร็จปุ๊บก็เจอปัญหาว่าไม่มีข้าวกิน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีนมให้ลูก นายกฯ เข้าไปจึงระดมทุกสรรพกำลัง วันรุ่งขึ้นนายกฯไปซ้ำทั้งที่วันแรกมีเสียงด่า สิ่งที่นายกฯ ทำและทุก ๆ คนเห็น มีคนหนึ่งคนด่า แต่กว่าหมื่นชีวิตกลับมามีชีวิตปกติได้หลังจากนายกฯ ไปวันแรก ถือว่าเป็นการด่าที่คุ้ม ถ้าไปเฉพาะที่มีเสียงชื่นชมเราจะไม่เห็นปัญหาจริงของประชาชน”
“เสมอตัวคือไม่ด่า ดีกว่านั้นคือชื่นชม แต่ดีที่สุดในฐานะของรัฐบาล คือการแก้ปัญหาให้ประชาชนพ้นจากปัญหาที่เราเจอ”
“เสียงด่าที่เรารู้ว่าด่าอะไร ด่าเพราะมีปัญหาอยู่ในใจ เราอธิบายพร้อมเข้าไปหาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ถ้าด่าพ่อ ด่าแม่ ด่าญาติโกโหติกาแล้วไม่เกิดอะไรเลยก็ปล่อยผ่าน แค่นั้นเอง”
หมอ คือใบเบิกทาง
เส้นทางชีวิตของ “เอกภพ” หรือ “หมอเอก” ที่ชาวบ้านในอำเภอเทิง จ.เชียงราย เรียกขาน ในฐานะที่เป็นหมอโรงพยาบาลชุมชน 9 ปี ก่อนจะลงเล่นการเมือง แต่ประวัติจริง ๆ เขาเกิดที่ จ.สิงห์บุรี ก่อนจะย้ายมาโตที่ จ.เชียงใหม่ และอยู่กับพ่อที่เป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเป็นครูฝ่ายปกครอง หลังจากแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
ความจริงแล้ว “หมอเอก” ไม่ได้ฝันอยากเป็นหมอ แต่เขาอยากเป็นนักการทูต
“พ่อบอกว่าเราไม่ได้เป็นบ้านใหญ่โต ไม่ได้เป็นตระกูลใหญ่ จะไปเป็นนักการทูตมันต้องมีพื้นฐานครอบครัวพอสมควร ก็คือพ่ออยากให้เป็นหมอ แต่พยายามตะล่อม ๆ”
“ในยุคที่ผมอยู่ ม.ปลาย เป็นยุคที่วิศวกรรม บริหารธุรกิจกำลังรุ่งเรือง มีเพื่อนไปเรียนธุรกิจบ้าง เพื่อนไปเรียนวิศวะบ้าง ผมก็เอ้… จะไปเรียนสายนั้นดีไหม แต่พ่อก็ไม่ให้อีกนั่นแหละ บอกว่าเรียนหมอเหอะ สุดท้ายก็ต้องเรียนหมอ”
แต่การเป็นหมอกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ชีวิต จากหมอโรงพยาบาลชุมชน มาสู่หมอโรงพยาบาลในจังหวัด หมอประจำฟุตบอลทีมชาติไทย และนักการเมือง
“ตอนเรียนหมอจบแล้วมาอยู่ที่เชียงราย มีคนรู้จักเคยพูดไว้คำหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะเป็นจุดที่ทำให้เราฉุกคิดมั้งว่า จริง ๆ แล้วถ้าไม่อยากเป็นหมอก็เป็นหมอไปเถอะ แล้ววันนึงในการเป็นหมอจะนำพาเราไปสู่อีกเวทีอื่น ความเป็นหมอมันได้เปรียบเป็นนักการเมืองก็ได้นะ เป็น สส. ก็ได้นะ แม้ในวันนั้นเราก็ไม่ได้สนใจอะไร”
“คนหนึ่งที่เป็นไอดอล คือ สตีฟ จ็อบส์ เขาเคยพูดเรื่องของการเชื่อมต่อจุดในชีวิต ว่า เราไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าหรอกว่าจุดที่เราเกิดขึ้นในวันนี้จะส่งผลอะไรต่ออนาคตบ้าง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลัง ทุกเหตุผลหรือทุกกระบวนการ หรือทุกเหตุการณ์ในชีวิต เราสามารถเชื่อมต่อมันได้ แบบที่เราอาจจะคิดไม่ถึง ผมคิดว่าอาจจะเป็นแบบนั้นได้”
สัมพันธ์บ้านใหญ่ ติยะไพรัช
ตอนที่ “เอกภพ” เป็น “หมอเอก” ในโรงพยาบาลชุมชน เขาได้พัฒนาพื้นที่หลังโรงพยาบาลให้เป็นสนามฟุตบอลในอำเภอเทิง จนกลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรมช่วงเย็นของทุกคน เป็นจังหวะเดียวกับที่มีอดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ซึ่งเป็นคนอำเภอเทิง กลับไปอยู่บ้าน ทั้งสองจึงชวนกันรวบรวมเด็กมัธยมเป็นทีมฟุตบอล แข่งขันในรายการต่าง ๆ
จากเดิมเป็นแค่ทีมแจกแต้ม แต่นานไปกลายเป็นทีมที่ถูกดึงไปแข่งที่ต่างประเทศ
และอาจเป็นโชคดีที่ช่วงเวลานั้นลีกฟุตบอลในไทยกำลังเริ่มต้น หมอเอกกับทีมจึงตั้งทีมฟุตบอลเชียงรายเอฟซี ซึ่งตั้งหลังเชียงราย ยูไนเต็ด ของบ้านใหญ่ติยะไพรัช 1 ปี
ทว่าด้วยความที่เป็นหมอ ต้องมีภาระรักษาคนไข้ เขาจึงตัดสินใจหยุดภารกิจฟุตบอล แต่โชคชะตาก็พาให้เขาโคจรไปร่วมทางกับบ้านใหญ่ “ติยะไพรัช” เมื่อเชียงราย ยูไนเต็ด กำลังหาแพทย์ประจำทีม หมอเอกจึงได้รับการทาบทาม
ซึ่งอีกบทบาทหนึ่งของ “มิตติ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด คือการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลเยาวชนทีมชาติ อายุ U17 “หมอเอก” จึงกลายเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไปด้วย เขาจึงรู้จักนักฟุตบอลเยาวชน ที่ปัจจุบันกลายเป็นทีมชาติชุดใหญ่
นี่ทำให้ “หมอเอก” ได้ผูกสัมพันธ์กับตระกูล “ติยะไพรัช” ในงานด้านกีฬา แต่ไม่ใช่งานด้านการเมือง
“ในวันที่ตัดสินใจลงการเมือง คุณแม่สลักจฤฎดิ์ (ติยะไพรัช) ซึ่งเป็นแม่ของคุณมิตติ ก็ยังถามเลยว่า อ้าว…หมอไม่เคยบอกเลยว่าสนใจการเมือง”
“ผมก็…ผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน”
ตัดสินใจเข้าพรรคส้ม
วันที่ “เอกภพ” ตัดสินใจสมัคร สส.ของพรรคอนาคตใหม่ ผ่านทางออนไลน์ โดยที่เขาไม่รู้จักใคร ไม่รู้ด้วยว่ากลุ่มอนาคตใหม่ในวันนั้นคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน
“ไม่รู้เลย แต่รู้ว่ามีกลุ่มที่ต้องการทำงานเคลื่อนไหว ที่จะต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ”
ด้วยความที่เป็นหมอในชนบท เป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัว สัมผัสเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของผู้คนในชนบท เขาเล่าว่า มีเคสหนึ่งที่ต้องการฟอกไตด่วน แต่ทั่วประเทศการฟอกไตจะต้องฟอกที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้น เขาพยายามช่วยเหลือคนไข้ไปฟอกไตที่โรงพยาบาลจังหวัด ประสานทุกทางเท่าที่จะทำได้ แต่พอวันรุ่งขึ้นคนไข้เสียชีวิต
“วันนั้นก็เริ่มเป็นจุดคิดว่า…ไม่ได้ ต้องมีอะไรที่เราทำมากกว่าการเป็นหมอตรวจคนไข้แล้ว ถ้าเราจะขยับเวทีที่เราทำ จากการตรวจคนไข้ทุกวัน ไปสู่อะไรที่มากกว่านั้น เราจะมีโอกาสไหม แล้วบังเอิญมันเป็นจังหวะพอดี ที่มีโฆษณาขึ้นมา ของกลุ่มอนาคตใหม่ แนวร่วมอนาคตใหม่”
จากนั้น “ชัยธวัช ตุลาธน” ก็เป็นคนสัมภาษณ์ “เอกภพ” ในร้านอาหารใกล้ ๆ โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งเขาได้เป็น สส.สมัยแรก ในนามพรรคอนาคตใหม่ และย้ายต่อมาในนามพรรคก้าวไกล
แต่จุดแตกหักสำคัญระหว่างเขากับพรรคส้ม คือ การที่ไม่ร่วมลงชื่อในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 “ใครไม่สบายใจที่จะเซ็นก็ไม่เห็นต้องบังคับ มันเป็นสิทธิ” เขาย้อนถึงเหตุผลที่ไม่ลงชื่อร่วมแก้ไขกฎหมายร้อน และอีกหลายเหตุผล จนทำให้เขาถูกตราหน้าเป็น “งูเห่า”
“ถ้าคำว่าคนย้ายพรรคคืองูเห่า ผมคือคนที่เป็นงูเห่า แต่ถ้าคนที่ย้ายพรรคด้วยอุดมการณ์ ผมเป็นคนที่อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าผมเป็นงูเห่าเพราะอุดมการณ์ผมเปลี่ยน…ไม่ใช่”
หลังจากเปลี่ยนสีเสื้อ “เอกภพ” ก็ขอมาช่วย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่เป็นรองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาจึงรู้จิต รู้ใจ นายกฯ หนู พอสมควร
แม้ว่า “เอกภพ” จะสอบตกในการเลือกตั้งปี 2566 แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตัวเขามีคะแนนส่วนตัวระดับพื้นที่ 15,644 คะแนน
ถามคำถามสุดท้าย การเป็นโฆษกรัฐบาลเขาเป็นเด็กเส้นนายกฯ หรือเปล่า “เอกภพ” ตอบทันที “ผมเป็นเพื่อนลูกเทพครับ ผมไม่ได้บ้านใหญ่ บ้านเก่า จึงมีคำนิยามว่าผมเป็นเพื่อนลูกเทพ” (หัวเราะ)