สูตรน้ำเงิน-แดง-เขียว อภิปรายไม่ไว้วางใจ เปลี่ยนขั้วการเมือง
คอลัมน์ : Politics policy people forum
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล ที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน บวกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 145 ชีวิต ยื่นญัตติซักฟอกคนในรัฐบาล 18 คน ประกอบด้วย 1 นายกรัฐมนตรี 17 รัฐมนตรี
แต่กลับถูก “ล็อกคอ-หักดิบ”เดินเกมด้วยการให้อภิปรายไม่ไว้วางใจแค่ 3 วัน 27-30 ตุลาคม
ฝ่ายค้านอาจอภิปรายเฉลี่ยรวมชั่วโมง ได้แค่ 2 วัน ที่เหลือ 1 วัน เป็นการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล
เท่ากับ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 วัน ลงมติอีก 1 วัน เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ห้ามไม่ให้ลงมติวันเดียวกับวันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ และวันรุ่งขึ้น 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีภารกิจไปเยือนภูฏาน อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ฝ่ายค้านยังอาจได้เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจน้อยกว่ายุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน ลงมติวันที่ 5 ด้วยซ้ำ
ดีลภูมิใจไทย – กล้าธรรม
นอกจากฝ่ายค้านถูก “บีบ” ด้วยเวลาอภิปราย สถานการณ์ของฝั่งรัฐบาลภูมิใจไทย ณ เวลานี้ ถือว่าอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบฝ่ายค้าน แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีขุนพลอภิปรายฝีปากกล้าได้กลับเข้าสภา อย่างพรรคประชาธิปัตย์
แต่คณิตศาสตร์การเมืองขณะนี้รัฐบาลมีจำนวนมือที่อาจมากกว่าฝ่ายค้านเกิน 2 เท่า โดยที่ฝ่ายค้านมีแค่ 145 เสียง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมี 292 เสียง หากบวกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายคอย 58 เสียง เสียงไว้วางใจรอบนี้อาจทะลุ 350 เสียง
เป็นการการันตีว่าฝ่ายค้านไม่อาจล้มรัฐบาลในสภาได้ และหากนับย้อนไป การเมืองยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา เกือบ 3 ทศวรรษ ไม่มีพรรคฝ่ายค้านที่ล้มรัฐบาลในสภาได้สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ยกเว้นรัฐประหาร
ภาพที่ “อนุทิน” ดินเนอร์อาหารอินเดียกับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่ร้าน Punjab Grill Bangkok โรงแรมเรดิสัน สวีท แบงค็อก สุขุมวิท มี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่แม้ตัวอยู่พรรคน้ำเงิน แต่ก็ผสมสีเขียว ทำงานการเมืองคู่กับ ร.อ.ธรรมนัส ยืนประกบข้าง จนเป็นภาพไวรัลในสังคมการเมือง เป็นภาพความสัมพันธ์ ที่ขยายเพิ่มจากนาฬิกา Casio รุ่น AE-1200WH (Casio Royale) ที่ฝ่ายกล้าธรรมอ้างว่า “อนุทิน” ถอดจากข้อมือให้กับ ร.อ.ธรรมนัส
เกมที่พรรคฝ่ายค้านปูทาง-ปูประเด็นไปสู่อภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงถูกกลบด้วยข่าวที่พรรคกล้าธรรมเตรียมเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยหลังจบศึกซักฟอก – อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อตอบแทนเสียงโหวต
จังหวะข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงกลายเป็นจังหวะของข่าวปล่อยที่พรรคกล้าธรรมจะเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นพรรคที่ 17 ถึงขั้นที่พรรคกล้าธรรมมีข่าวว่าจะคัมแบ็กกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แม้ว่าความสัมพันธ์ “อนุทิน-ธรรมนัส” ใกล้ชิดแน่นแฟ้น แต่ธรรมนูญการเมืองสีน้ำเงินใช่ว่า “อนุทิน” จะเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย แม้ว่าที่สุดแล้วพรรคกล้าธรรมจะเท 58 เสียงให้รัฐบาลในเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หากย้อนไปตอนตั้ง ครม.อนุทิน 2 พรรคกล้าธรรมถูกกันออกจากสมการรัฐบาล แม้พรรคเขียวไม่พอใจผู้นำจิตวิญญาณที่บุรีรัมย์ แต่ก็ยอมถูกมนต์สะกดจากผู้มีอำนาจให้อยู่นิ่ง ๆ “รอสัญญาณ” ร่วมรัฐบาล ไม่แปลกที่ ร.อ.ธรรมนัสจึงหายเข้ากลีบเมฆ ก่อนจะเริ่มขยับมาหน้าฉาก และเริ่มเคลื่อนไหวในนาทีนี้
เพื่อไทยไม่มีแตกแถว
ฟาก 74 เสียงพรรคเพื่อไทย แม้ 8 รัฐมนตรีของพรรคไม่ได้อยู่ในลิสต์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็พร้อมจะยกมือโหวตให้กับรัฐบาล โดย “ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ว่าการอภิปรายจะไม่มีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย แต่เราจะขอดูเนื้อหาการอภิปรายในสภา เพราะพรรคเพื่อไทยมีภารกิจหลายอย่างที่ทำงานสอดคล้องกับรัฐบาล และพร้อมที่จะชี้แจงการทำงานของพรรคเพื่อไทยรวมถึงรัฐมนตรีภายใต้พรรคเพื่อไทยทั้งหมด
พรรคเพื่อไทยนาทีนี้อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมที่จะออกลวดลายการเมือง ในบางจังหวะผู้นำพรรคยังสั่งให้ลูกพรรคพูดสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในสภา ทำตัวเป็น “เด็กดี” เพราะรัฐมนตรี 8 คนอยู่ในจุดที่ “ลงตัว” ดังตัวอย่างที่กระทรวงเกษตรฯ ของบฯ เปลี่ยนผ่านพลังงาน จัดซื้อจัดจ้างรถไถอีวี แซงหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ของพรรคภูมิใจไทย
ประกอบกับนายใหญ่-ทักษิณ ชินวัตร ก็เพิ่งขอใช้สิทธินิรโทษกรรม ทั้งที่ยากจะเข้าเงื่อนไขในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 และคำร้องของทีมทนายก็มี “จุดอ่อน”
เพราะในคำร้องที่เป็นส่วนสำคัญกลับมีข้อ “บกพร่อง” ต้องขอกลับไปแก้ซ้ำสอง ในขณะที่นายใหญ่เดินทางโคจรไปอังกฤษ – สหรัฐอเมริกา
ดังนั้น ซึ่งเกมนิรโทษกรรมใช่ว่านายใหญ่จะกุมความได้เปรียบในการลองใจพรรคสีน้ำเงินเสมอไป แต่ 74 เสียงของพรรคเพื่อไทยไม่มีสิทธิแตกแถว เพราะ 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมพร้อมเสียบตลอดเวลา
“รัฐบาล” ตั้งรับพรรคส้ม
แม้พรรครัฐบาลจะกุมความได้เปรียบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ “ไม่ประมาท” โดยในส่วนเตรียมความพร้อมการรับมือฝ่ายค้านนั้น “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดสภาเพื่ออภิปรายรัฐบาล ตามมาตรา 151 ว่า นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกกระทรวงเตรียมพร้อม หากประเด็นที่ถูกพาดพิงเกี่ยวข้องกับกระทรวงใด รัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลต้องชี้แจง
เบื้องต้นรัฐมนตรีแต่ละคนกำลังพิจารณาประเมิน ว่ามีประเด็นอะไรเข้าข่ายอาจจะถูกอภิปรายบ้าง ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านสอบถามบ่อย ๆ หรือบางทีรัฐบาลตอบแล้วเขาอาจแกล้งไม่เข้าใจ ต้องเตรียมพร้อมชี้แจง
ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีอาจถูกอภิปรายประเด็นกว้าง ๆ ฉะนั้นรัฐมนตรีทุกคนจะคอยซัพพอร์ตข้อมูล แต่ส่วนตัวอยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องที่มีข้อมูลจริง และถ้ามีหลักฐานชัดก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะตอบได้ ดีกว่าฝ่ายค้านกล่าวหากันแบบเลื่อนลอย ทั้งนี้ จากการติดตามข่าวสารพอทราบว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายรัฐมนตรีแบบ 1 : 1 ก็ไม่มีปัญหา
ส่วนจะถึงขั้นฝ่ายรัฐบาลต้องจัดตั้งทีมองครักษ์หรือไม่ “สิริพงศ์” เชื่อว่า หากฝ่ายค้านพูดเนื้อหาสาระที่ควรพูด ก็คงไม่ต้องตั้งองครักษ์พิทักษ์หรือมีการประท้วง แต่ถ้าหากกล่าวหาเกินเลยประเด็นนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เช่นอภิปรายเรื่องส่วนตัวหรือพาดพิงบุคคลภายนอก หรือเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีองครักษ์คงต้องมีการประท้วงกันแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนต้องการฟังเรื่องที่เป็นประโยชน์
พุ่งเป้า “กล่องดวงใจสีน้ำเงิน”
ส่วนการประเมินบุคคลหรือกระทรวง ที่ฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าอภิปราย “สิริพงศ์” มองว่า การอภิปรายครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นประเด็นการเมือง มากกว่าประเด็นบ้านเมือง เพราะถ้าเป็นประเด็นบ้านเมืองจะไม่มีการอภิปรายลักษณะนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่างที่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในศึกซักฟอกครั้งนี้ เช่น ปัญหาพลังงานหรือเกษตร แต่กลับถูกพุ่งเป้าประเด็นการเมือง
และเชื่อว่าประเด็นที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าอภิปรายหลัก ๆ จะมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายไชยชนก ชิดชอบ ที่ฝ่ายค้านเขาคิดว่าเป็นกล่องดวงใจ
แตะ “คนนอกใกล้ชิดรัฐบาล-ฝ่ายค้าน”ประท้วงวุ่น
เมื่อถูกถามท่าทีรัฐบาลและ สส.ภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร หากฝ่ายค้านอภิปรายพาดพิงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ฯ ครูใหญ่ผู้นำจิตวิญญาณภูมิใจไทย นายสิริพงษ์มองว่า หากคุยกันข้างนอกจะเป็นอีกเรื่อง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคนนอกไม่ว่าชื่อใดถูกนำมากล่าวหาพาดพิงทำให้เสียหายในสภาก็ถือว่าผิดข้อบังคับ เพราะบุคคลที่ถูกกล่าวหาอยู่นอกสภาไม่มีโอกาสชี้แจง
มั่นใจมือเพื่อไทย-กล้าธรรม
ส่วนท่าทีรัฐมนตรีเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แกนนำภูมิใจไทยยืนยันว่าดูจากท่าทีพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีปัญหา และก็ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าแม้ไม่ถูกอภิปรายแต่พร้อมซัพพอร์ตให้ข้อมูล เช่นถ้าหากถูกพาดพิงถึงหน่วยงานที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลก็ช่วยชี้แจง
เมื่อถูกถามย้ำว่า ยังเชื่อใจมิตรพรรคสีแดงอยู่ใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ย้ำว่า ไม่มีประเด็นอะไร ส่วนท่าทีของพรรคกล้าธรรมมองว่าบทบาทของพรรคสีเขียวมาจากพรรคประชาชนผลักเขาออกไป ฉะนั้นการที่พรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไรนั้นเป็นดุลพินิจ
รัฐมนตรีไม่ประมาท
ขณะที่ตัวแทนรัฐบาล “เอกภพ เพียรพิเศษ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความพร้อมรัฐบาล รัฐมนตรีแต่ละคนเตรียมทำข้อมูลเพื่อชี้แจงฝ่ายค้านแล้ว และได้ข้อมูลมาว่าฝ่ายค้านจะล็อกเป้าอภิปรายรัฐมนตรีแบบ 1 : 1 ส่วนประเด็นคาดว่าจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านเคยตรวจสอบเรียกร้องให้ชี้แจง แต่ยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนไม่ประมาท และอยากให้เวทีอภิปรายนี้เป็นเวทีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน
ทั้งนี้รัฐบาลไม่ต้องการให้นำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาพูดในสภา เพราะปัญหาของบ้านเราตอนนี้คือมีการนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมากล่าวหากัน จึงทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องคอยชี้แจงกันอยู่เรื่อย ๆ ฉะนั้นหากนำข้อเท็จจริงมากางรัฐบาลไม่กลัว
ส่วนการเตรียมตัวของรัฐบาลทั้งผู้ที่จะถูกอภิปรายและไม่ถูกอภิปรายนั้น ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมหากถูกอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน จะได้ลุกขึ้นมาชี้แจง เพราะการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบันจะเชื่อมต่อและมีผลสำเร็จร่วมกัน ไม่แบ่งแยกกระทรวง และรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยก็ให้คำยืนยัน ว่าให้รัฐบาลภูมิใจไทยสบายใจพรรคเพื่อไทยจะคอยสนับสนุน
“อยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายแบบเน้นเนื้อหาล้วน ๆ ไม่ฟุ้งกระจาย หากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลชอบมาก แต่ถ้าอภิปรายแบบน้ำท่วมทุ่ง เน้นวาทกรรม ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร และรัฐบาลก็อยากตอบวาทกรรมกลับไปด้วย” โฆษกรัฐบาลระบุ
เปิดเวทีแจงนอกสภา
ขณะที่การทำงานของทีมโฆษกรัฐบาลช่วงการอภิปรายเอกภพระบุว่า ไม่ได้มีการเตรียมอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่เตรียมข้อมูลเพื่ออธิบายประชาชน โดยรูปแบบการชี้แจงของทีมโฆษกรัฐบาลจะมีการเตรียมการสรุปข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่าย
และในการอภิปรายรอบนี้ทีมโฆษกรัฐบาลจะทำงานเชิงรุกขึ้น เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องสภาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉะนั้นทีมโฆษกมีหน้าที่ต้องช่วยทำงาน
เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถูกลากไปไกลกว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เคลื่อนสู่ข่าวการดีลระหว่างพรรคภูมิใจไทย – พรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาลหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ !