Skip to content

แห่หาเสียงรถไฟฟ้าตั๋วถูก คมนาคมรับลูกแบ่งโซนนิ่ง-เอกชนหนุน

14 ม.ค. 2569 | 07:31น.
แห่หาเสียงรถไฟฟ้าตั๋วถูก คมนาคมรับลูกแบ่งโซนนิ่ง-เอกชนหนุน

เลือกตั้ง 2569 เดือด 4 พรรคการเมืองใหญ่ แข่งนโยบายนั่งรถไฟฟ้าราคาถูก ซื้อใจคนกรุงเทพ-ปริมณฑล เพื่อไทยสานต่อ 20 บาทตลอดสาย ส่วนภูมิใจไทยเหมาจ่าย 40 บาท ประชาธิปัตย์ 30 บาท ส่วนพรรคประชาชนเหมาทั้งรถเมล์-รถไฟฟ้า เริ่มต้น 8 บาท คมนาคมชี้เป็นไปได้พร้อมเร่ง “ระบบตั๋วร่วม” รับนโยบายรัฐบาลใหม่ เปิด 2 แนวทาง คิดค่าโดยสารร่วม-คิดตามโซนนิ่ง ซื้อคืนสัมปทานเอกชนแสนล้าน ทีดีอาร์ไอชี้นโยบายมาถูกทาง อสังหาฯเชียร์ หนุนกระจายที่อยู่อาศัย คนซื้อบ้านราคาถูก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองใหญ่แข่งนโยบายลดค่าเดินทางรถไฟฟ้า สู้ศึกการเลือกตั้ง ชิงฐานเสียงคนกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือบัตรหนึ่งใบไปได้ทุกสถานี, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ใช้ระบบบัตรร่วม EMV เชื่อมต่อกันทุกสี, พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอนโยบายนั่งรถเมล์และรถไฟฟ้าจ่ายตามระยะทาง 8-45 บาท, พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่งรถเมล์และรถไฟฟ้า เริ่ม 5 บาท สูงสุดไม่เกิน 30 บาทต่อเที่ยว, พรรคพลังประชารัฐอุดหนุนค่ารถไฟฟ้า เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน จากชานเมืองกับใจกลางกรุงเทพฯ

BTS-BEM กุมสัมปทานเดินรถ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดบริการ มีเอกชน 2 บริษัท รับสัมปทานโครงการ ประกอบด้วย 1.บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC รับสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินรถสายสีเขียวส่วนหลักสายสุขุมวิท หมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จะสิ้นสุดปี 2572 ยังรับจ้างเดินรถส่วนต่อขยายช่วงที่ 1 สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง

ส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต สัญญาสิ้นสุดปี 2585 สายสีทอง สถานีกรุงธนบุรี-คลองสาน สัญญาสิ้นสุดปี 2593 ยังรับสัมปทานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เดินรถสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง สัมปทานสิ้นสุดปี 2596

2.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เดินรถสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค และส่วนต่อขยาย หัวลำโพง-หลักสอง สัมปทานสิ้นสุดปี 2592 ยังรับจ้างเดินรถสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ สัญญาสิ้นสุดปี 2586ตกลง

ขณะที่สายสีแดง ตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต มีบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด บริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้เดินรถ ส่วนสายแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มีบริษัท เอเชีย เอราวัณ จำกัด หรือกลุ่ม ซี.พี. เป็นผู้รับสัมปทาน

สำหรับรถไฟฟ้าอยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมจะเปิดบริการใหม่ในปี 2571-2573 ได้แก่ สายสีส้ม บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มี BEM รับสัมปทานเดินรถ 30 ปี ส่วนสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ทาง รฟม.อยู่ระหว่างศึกษาเปิด PPP Gross Cost หรือสัญญาจ้างเดินรถ 25-30 ปี เหมือนกับสายสีม่วงปัจจุบัน

คมนาคมชูตั๋วร่วม-แบ่งโซนนิ่ง

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากนโยบายแต่ละพรรคที่มุ่งลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย ทุกสี มีโอกาสและมีแนวทางที่จะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม, พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ขณะนี้รอกฎหมายลูกที่จะออกมารองรับ พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม คาดว่าจะออกมาภายใน 2 เดือนนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ค่าโดยสารร่วม เป็นต้น รวมทั้งรอนโยบายรัฐบาลใหม่ด้วยจะให้เดินหน้ารูปแบบไหน

“การจะผลักดันโครงการมี 2 แนวทาง เริ่มจากทำค่าโดยสารร่วมผ่านระบบตั๋วร่วม โดยบัตรใบเดียวนั่งรถไฟฟ้าได้ทุกสี ทุกสาย ในราคาที่กำหนด เช่น คิดตามราคาต้นทุนจริง หรือตามโซนนิ่ง ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำลังศึกษา เบื้องต้นมี 3 โซน โซน 1 พื้นที่ในเมือง รัศมี 10 กม. ค่าโดยสาร 20 บาท โซน 2 ค่าโดยสาร 25 บาท และโซน 3 ค่าโดยสาร 30 บาท หรือจะเก็บราคาตามนโยบายรัฐบาลใหม่ เช่น 20 บาทตลอดสาย 40 บาทตลอดวัน แต่ไม่ว่าอย่างไร ในระยะแรกรัฐต้องชดเชยรายได้ที่เป็นส่วนต่างให้เอกชนที่รับสัมปทาน” แหล่งข่าวกล่าว

เล็งซื้อสัมปทานเอกชนแสนล้าน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งถึงจะเป็นการซื้อสัมปทานคืน ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างผลักดันนโยบาย Single Ownership โดยให้ รฟม.เป็นผู้มีสิทธิกำหนดอัตราค่าโดยสาร พร้อมรับโอนรถไฟฟ้ามาดูแลทั้งหมด แบ่ง 2 ระยะ ในระยะแรกมี 4 สาย คือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง

ระยะที่ 2 มีสายสีม่วง สีส้ม สีทอง และสีแดง เบื้องต้นระยะแรกมีกรอบวงเงินซื้อคืนกว่า 1-2 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดกำลังปรับตัวเลขใหม่ ทำให้มูลค่าการซื้อคืนยังไม่นิ่ง คงต้องใช้เวลา ประกอบกับต้องตั้งกองทุนเหมือนกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระดมเงินซื้อคืนด้วย

“หลังมีรถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดงกับสีม่วง ผลตอบรับค่อนข้างดี หลังหมดโครงการ ได้ทำรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน สายสีแดงและสีม่วงต่อ เริ่มวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 20% เพราะเป็นกลุ่มเฉพาะใช้บัตร EMV จากผลตอบรับรัฐบาลพยายามเร่งผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม แต่การเดินหน้ายังต้องใช้เวลา ขณะที่เอกชนเท่าที่คุยเบื้องต้นก็เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐ แต่ต้องดูรายละเอียดกันอีก” แหล่งข่าวกล่าว

พิพัฒน์ซื้อแน่ ภท.เป็นรัฐบาล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จะเสนอเรื่อง Single Ownership และหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้ภายใน 3 เดือน ส่วนการซื้อคืนจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น คาดว่าใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายลดค่าเดินทางที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนเพราะดำเนินการผ่านกองทุน

“ผมหารือกับภาคเอกชน และ รฟม. ซึ่งในอนาคตต้องเป็นเจ้าของระบบรถไฟฟ้าทั้งหมด และเรายังคิดต่อเนื่องไปถึงการกำหนดอัตราค่าโดยสารจะกำหนดอย่างไร เรากำลังศึกษาระหว่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง ว่าความเหมาะสมของราคาค่าโดยสารควรจะคิดอย่างไร ทั้ง กทม.คิดกี่บาท หรือคิดเป็นโซนนิ่ง กำลังหารือกับบริษัทที่ปรึกษา แต่ยุบสภาไปเสียก่อน” นายพิพัฒน์กล่าว

ชัชชาติเชื่อ ปชช.ได้ประโยชน์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า หลัง กทม.ชำระหนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสจำนวน 70,929 ล้านบาทแล้ว หลักการต่อไปคือให้รัฐบาลเป็นเจ้าของโครงการเพียงรายเดียว หรือ Single Ownership ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะดำเนินการต่อกับรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้รัฐบาลรับซื้อสัมปทานกลับคืนไป เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“เงินจำนวนที่นำมาชำระหนี้มาจากเงินสะสมจ่ายขาดที่ กทม.ได้จากการบริหารงบประมาณอย่างจำกัดและมีประสิทธิภาพ แม้ชำระหนี้ไปแล้ว กทม.ยังคงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเดินรถและจ่ายค่าบริการบีทีเอสเป็นรายเดือน เพราะรายได้จากการเดินรถในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่ทำสัญญาไว้ โดยมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับต้นทุน 6,000-8,000 ล้านบาท กทม.จึงต้องพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์” นายชัชชาติกล่าว

ทีดีอาร์ไอ-อสังหาฯหนุน

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การเดินหน้าค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาถูก ตามที่พรรคการเมืองหาเสียงในขณะนี้ ไม่ว่าจะ 20 บาทตลอดสาย 40 บาทตลอดวัน หรือจ่ายตามโซนนิ่ง น่าจะมีโอกาสที่จะทำได้

และคาดว่าจะได้เห็นภายใน 1-2 ปีนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม มีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามามีเครื่องมือในการผลักดันนโยบาย ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมายังมีข้อจำกัด จึงทำให้ได้เฉพาะสายสีแดงและสีม่วง ส่วนค่าโดยสารจะเท่าไหร่คงต้องรอดูนโยบายที่ประกาศออกมา ส่วนการซื้อคืนก็ต้องดูอย่างรอบคอบทั้ง
ค่าโดยสารและเงื่อนไขต่าง ๆ และดูเป็นรายเส้นทาง

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายรถไฟฟ้าราคาถูกที่แต่ละพรรคหาเสียงเลือกตั้ง ทั้ง 20 บาทตลอดสาย 40 ตลอดวัน หรือคิดแบบโซนนิ่ง เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เข้าเมืองสะดวก ยังทำให้การพัฒนาเมืองมีการกระจายตัวออกไปยังทำเลปลายสายของรถไฟฟ้าได้ ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ

ทั้งยังทำให้ต้นทุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยถูกลง ทำให้คนซื้อบ้านและคอนโดฯในราคาไม่สูงมากได้ โดยเฉพาะราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่จะขยายตัวมากขึ้น ขณะที่คอนโดฯในเมืองที่ยังมีสต๊อกเหลืออยู่จะได้เปรียบ เกิดแรงซื้อเพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑล

แต่ต้องทำนโยบายให้ต่อเนื่องและยั่งยืน ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ไม่เพิ่มภาระงบประมาณของประเทศ เพราะถ้าทำได้ถือว่าดีกับทุกส่วนอยู่แล้ว