“แอลพีเอ็น” รีแบรนดิ้ง 30 ล้าน รุกตลาดพรีเมี่ยมหนีเศรษฐกิจซึม

อสังหาฯถึงจุดเปลี่ยน คาดเศรษฐกิจซึมอีก 2 ปี กลุ่มลูกค้ากลาง-ล่างเริ่มนิ่ง พี่ใหญ่ LPN ประกาศทุ่ม 30 ล้าน รีแบรนดิ้งปรับภาพลักษณ์สู่ตลาดพรีเมี่ยม กว้านซื้อที่ในเมือง สร้างห้องชุด ตร.ม.ละ 2 แสน ทาวน์เฮาส์ 15-17 ล้าน บ้านเดี่ยว 30-50 ล้าน ลุยทำเลพระราม 3 เปิดแบรนด์ใหม่ “บ้าน 365” เจาะลูกค้าเศรษฐี

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ LPN เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้ใช้งบฯ 30 ล้านบาท เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ หรือรีแบรนดิ้งในรอบ 10 ปี

รีแบรนด์รอบ 10 ปี

“10 ปีที่แล้วเราสร้างแบรนด์ชุมชนน่าอยู่เป็นจุดขายเข้าไปรับบริหารนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งเป็นบริการหลังการขายภายใต้ธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ แต่รอบนี้บริษัทรีแบรนด์เพื่อสร้างจุดขายใหม่ เพราะต้องการเข้าสู่ตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยม”

โดยจะจัดกิจกรรมการตลาด วางตำแหน่งสินค้าทั้งแนวสูงและแนวราบ ภายใต้แบรนด์ใหม่ ๆ ในตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น

เพิ่มพรีเมี่ยม 60% ของรายได้

จากโมเดลธุรกิจ LPN ที่เป็นเจ้าตลาดคอนโดฯระดับกลาง-ล่าง ราคายูนิตละ 1-3 ล้านบาท นายโอภาสกล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง มีผลกระทบต่อธุรกิจ เพราะลูกค้าคนเดิม รายได้เดิม ในภาวะเศรษฐกิจดีก็กู้ได้ไม่ยากนัก แต่ลูกค้ารายเดิมมีปัญหาถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงมากติดต่อกันหลายปี ส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจ LPN ที่เน้นเจาะกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง หรือห้องชุดราคา 1-3 ล้านเป็นหลัก ดังนั้น เพื่อรักษาสถานะการแข่งขันจึงต้องปรับตัวไปเจาะลูกค้าตลาดกลาง-บนมากขึ้น  แต่ยังให้ความสำคัญกับตลาดกลาง-ล่างอยู่ ตามแผนต้องการให้มีสัดส่วนรายได้ตลาดเดิม 40% ตลาดพรีเมี่ยม 60% ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้ภายใน 2 ปี (2560-2561)

ปรับพอร์ตคอนโดฯใหม่หมด

เอ็มดี LPN กล่าวต่อว่า คอนโดฯกลาง-ล่าง บริษัทมี 4 แบรนด์หลัก ประกอบด้วย 1.ลุมพินี คอนโดทาวน์ เริ่มตารางเมตรละ 2.5 หมื่นบาท 2. ลุมพินีวิลล์ เริ่มตารางเมตรละ 4 หมื่นบาท 3. ลุมพินีเพลส เริ่มตารางเมตรละ 6 หมื่น และ 4. ลุมพินีสวีท เริ่มตารางเมตรละ 8 หมื่น

ปัจจุบันต้นทุนพัฒนาโครงการสะวิงมากขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินแพงเป็นปัจจัยกดดัน ทำให้ราคาขายต่อตารางเมตรเริ่มต้นสูงเป็น 2 เท่า เช่น ลุมพินีคอนโดทาวน์ เริ่ม 5 หมื่นบาท, ลุมพินีวิลล์ เริ่ม 8 หมื่นบาท, ลุมพินีเพลส เริ่ม 1.2 แสนบาทและลุมพินีสวีท เริ่ม 1.5 แสนบาท

แตกแบรนด์บ้านเดี่ยว 50 ล้าน

นอกเหนือจากสินค้าคอนโดฯที่มุ่งเจาะตลาดลูกค้าพรีเมี่ยมแล้ว LPN เตรียมลงทุนพัฒนาโครงการแนวราบระดับพรีเมี่ยมมากขึ้นด้วย นายโอภาสเปิดเผยว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทเปิดโมเดลธุรกิจใหม่โดยหันมาพัฒนาโครงการแนวราบ มีทั้งบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ตลาดแมส ราคายูนิตละ 2-3 ล้านบาท โดยสร้างจุดขายบริการชุมชนน่าอยู่

แต่ล่าสุดตามแผนรีแบรนดิ้งเราจะรุกระดับพรีเมี่ยมให้มากขึ้นอีกคือทำทาวน์เฮาส์ราคา 15-17 ล้านบาท กับบ้านเดี่ยวราคา 30-50 ล้านบาทโดยเน้นกลยุทธ์เรื่องทำเลกลางเมือง ที่ดินเริ่มต้น 20 ตารางวาขึ้นไป ส่วนบ้านเดี่ยวเริ่มที่ 50 ตารางวา ดีไซน์หรูขนาด 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 300 ตารางเมตรขึ้นไป เทียบเท่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ไซซ์ใหญ่

แบรนด์ใหม่ “บ้าน 365”

ที่สำคัญ ไตรมาสที่ 1/2561 จะเปิดตัวแนวราบแบรนด์ใหม่ “บ้าน 365” ที่ดินรวม 24 ไร่ ทำเลถนนพระราม 3 มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท คอนเซ็ปต์มิกซ์โปรดักต์ คือมีทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมพรีเมี่ยม 100 ยูนิต อย่างละครึ่ง/ครึ่ง แผนธุรกิจตลาดพรีเมี่ยมปี 2561 ตั้งเป้าลงทุนแนวราบ 2-3 โครงการ มีจุดขายคือไม่จอดรถหน้าบ้าน จะออกแบบให้มีที่จอดรถส่วนกลางสำหรับแขกผู้มาเยือน

“สัดส่วนรายได้จากแนวราบถือว่าไม่เยอะ อยู่ที่ 10-20% ยังบอกตัวเลขชัด ๆ ไม่ได้ เพราะกำลังศึกษาแผนธุรกิจอยู่”

อยู่กับความจริง-ยอดไม่เข้าเป้า

สำหรับเป้ายอดรับรู้รายได้หรือยอดโอนนั้น นายโอภาสกล่าวว่า ปีนี้ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท ผลดำเนินการ 8 เดือน เพิ่งทำได้กว่า 4,000 ล้านบาท คาดว่าผลประกอบการ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาท และทั้งปีไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาทโดย 4 เดือนหลังที่เหลือ มีแผนเปิดตัวคอนโดฯใหม่ 3 โครงการ ดังนี้ 1.ลุมพินี พาร์ค พหลฯ 32 เตรียมเปิดตัวปลายเดือนกันยายนนี้ บนที่ดิน 4 ไร่เศษ ใกล้สถานีโรงพยาบาลเมโย ราคาเริ่มต้น 1.35 แสนบาท/ตารางเมตร2.ลุมพินีเพลส ทำเลพระราม 3 ใกล้สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ 3. ลุมพินีเพลส หัวมุมสาธุประดิษฐ์-รัชดาฯ เดินเพียง 5 ก้าวถึงห้างเซ็นทรัล พระราม 3 ราคาเริ่มต้น 1 แสนบาท/ตารางเมตร

JV “นายน์ เอสเตท-ช.การช่าง”

นอกจากนี้ LPN ยังได้ร่วมลงทุนหรือจอยต์เวนเจอร์ (JV) กับพันธมิตรธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดได้ร่วมถือหุ้น 25% ในโครงการ “กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง” บนหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาทซึ่งผู้ถือหุ้นประกอบด้วย กลุ่ม ช.การช่าง 28.5%, บริษัท นายน์ เอสเตท จำกัด ในเครือนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ 25%, บริษัทชีวาทัย 25% และ พญ.นาฎ ฟองสมุทร 1.5%

“LPN ต้องการเรียนรู้ตลาดซีเนียร์ลิฟวิ่ง หรือลูกค้าวัยเกษียณ โครงการนี้เน้นลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก เป็นโมเดลสิทธิการเช่า หรือ leasehold ระยะยาว โดยมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งมากคือกลุ่มนายน์ เอสเตท กับ ช.การช่าง ซึ่งเป็นคนดีลเช่าที่ดินจากเอกชนในโครงการนี้” นายโอภาสกล่าว

Previous articleสรุปมูลค่าซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน 8 กันยายน 2560
Next article“ศรีวราห์” ยันข้อมูลตร. พบ”ยิ่งลักษณ์”นั่งเก๋งจากบ้านไปสระแก้ว 23 ส.ค. อัพเดตหนีทุก5วัน ไม่พบเข้าเขมร