Skip to content

SCGP ปลูกป่า-ปลูกรายได้ ดูดซับคาร์บอน 3 แสนตัน

21 พ.ค. 2569 | 12:06น.
SCGP ปลูกป่า-ปลูกรายได้  ดูดซับคาร์บอน 3 แสนตัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ไม้ยูคาลิปตัสประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือ SCGP ผู้ประกอบธุรกิจไม้ครบวงจรของไทย นำไม้ดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ผลผลิตส่วนเกินจากเกษตรกรในปริมาณใกล้เคียงกัน บริษัทได้ดำเนินการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยูคาลิปตัสอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2564 ได้รับรางวัล Best Innovation Award จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สาขาการพัฒนายูคาลิปตัสสายพันธุ์ไฮบริด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ H44 และ H46 ซึ่งให้ผลผลิตดีกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 40% และมีระบบรากไม่แผ่ขยายออกด้านข้าง ซึ่งไม่ทำลายหน้าดิน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการปลูกบริเวณริมคลองหรือคันนา เนื่องจากช่วยพยุงดินและป้องกันดินถล่ม

SCGP
มหาศาล ธีรวรุฒม์

มหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือ SCGP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า บริษัทมีการดำเนินงานครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย ปัจจุบันรวมกว่า 93,000 ไร่ กระจายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายด้านการจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่

บริษัทจึงหันมาใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ และ Machine Learning ในการถ่ายภาพทางอากาศแล้วแปลผลเพื่อประเมินการเจริญเติบโตของต้นไม้ ทดแทนการส่งพนักงานเดินสำรวจและวัดต้นไม้ทีละต้น ซึ่งใช้เวลาและต้นทุนสูงกว่ามาก

มหาศาล ธีรวรุฒม์

นอกจากนี้ อัลกอริทึ่มที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวยังถูกนำไปยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ภายใต้โครงการ T-VER จนได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ว

ทำให้ปัจจุบันบริษัทสามารถดูดซับคาร์บอนจากสวนไม้ได้ประมาณ 3 แสนตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายพื้นที่ปลูกในอนาคตการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการอยู่บนการบริหารสวนป่า ไปจนถึงการจัดหาไม้และเชื้อเพลิงชีวมวลป้อนอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของ SCGP ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

และยึดมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน FSC เป็นแกนหลัก ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่มุ่งสร้างความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปลูกเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง

มหาศาล ธีรวรุฒม์

ในปี 2564 ได้รับรางวัล Best Innovation Award จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สาขาการพัฒนายูคาลิปตัสสายพันธุ์ไฮบริด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ H44 และ H46 ซึ่งให้ผลผลิตดีกว่าสายพันธุ์เดิมถึง 40% และมีระบบรากไม่แผ่ขยายออกด้านข้าง ซึ่งไม่ทำลายหน้าดิน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการปลูกบริเวณริมคลองหรือคันนา เนื่องจากช่วยพยุงดินและป้องกันดินถล่ม

มาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน

มหาศาลกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน FSC (Forest Stewardship Council) ได้มีการดำเนินการครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการจัดการสวนป่าให้มีการเจริญเติบโตที่ดี ควบคุมต้นทุน และเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม

ด้านสังคม ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยไม่เบียดเบียน เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมและมีรายได้ รวมถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน และด้านสิ่งแวดล้อม กำหนดให้มีแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ โดยมาตรฐาน FSC กำหนดให้สวนป่าต้องมีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย 10% ของพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่อนุรักษ์อยู่ที่ 11% หรือรวมแล้วกว่า 6,200 ไร่ทั่วประเทศ

บริษัทได้รับการรับรอง FSC ทั้งในรูปแบบ Controlled Wood สำหรับไม้จากเกษตรกรรายย่อยที่มีแหล่งที่มาชัดเจน รูปแบบ FSC Group สำหรับเกษตรกรที่มีแปลงขนาดไม่ถึง 50 ไร่ แต่รวมกลุ่มกันเป็นสมาชิก และรูปแบบสวนป่า FM/CoC สำหรับ Plantation ขนาดใหญ่ของบริษัทเอง (ใบอนุญาต FSC รหัส FSC-C012207)

Biodiversity

ตั้งแต่ปี 2564 บริษัทร่วมมือกับศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุก 2 ปี ครอบคลุมทั้งพรรณไม้ แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ปัจจุบันบริษัทมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC รวมทั้งสิ้น 55,369 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่ โดยดำเนินการสำรวจและติดตามความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุม 2 จังหวัดหลัก ได้แก่ กาญจนบุรีและกำแพงเพชร

ผลการสำรวจในกาญจนบุรีพบว่าป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีมีพรรณไม้ 65 ชนิด จาก 27 วงศ์ ในระดับปานกลาง (ปี 2564) ก่อนที่ป่าอนุรักษ์เขาชะอางค์จะพัฒนาขึ้นสู่ระดับสูง โดยพบพรรณไม้ถึง 100 ชนิด จาก 30 วงศ์ ในปี 2565

ขณะที่พื้นที่หลักอย่างกำแพงเพชร ปัจจุบันมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC จำนวน 8,174 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่ ล่าสุดพบพรรณไม้ทั้งหมด 82 ชนิด จาก 37 วงศ์

ทั้งนี้ บริษัทยังมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์กระจายอยู่ในอีกกว่า 15 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ราชบุรี นครราชสีมา หนองคาย และสตูล เพื่อขยายผลการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้างต่อไป

มหาศาลกล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทมีแผนขยายแนวทาง Nature Positive ไปยังพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพเติบโตคู่ขนานไปกับการขยายธุรกิจสวนป่าของบริษัทอย่างยั่งยืน

ยูคาริมคลอง โมเดลสร้างรายได้

สยามฟอเรสทรีได้ริเริ่ม “โครงการยูคาริมคลอง” ด้วยแนวคิดการนำพื้นที่ริมคลองที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่ริมน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในรอบการเก็บเกี่ยว โดยรายได้ที่ได้รับยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นกองทุนหมู่บ้านเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

ปัจจุบันดำเนินการใน 8 จังหวัด 36 อำเภอ 432 หมู่บ้าน นับรวม 726 โครงการ บนพื้นที่ 7.5 หมื่นไร่ โดยมีแผนเพิ่มพื้นที่รับรองสวนไม้ยูคาลิปตัสอีก 1 หมื่นไร่ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม 1 พันไร่ในปี 2570

โครงการนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกภาคส่วน เกษตรกรมีรายได้ขั้นต่ำ 600 บาทต่อตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 252 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทีมตัดไม้กว่า 200 ทีมในพื้นที่กำแพงเพชรมีรายได้เฉลี่ย 400 บาทต่อตัน หรือราว 168 ล้านบาทต่อปี

ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลพื้นที่ริมคลองได้มากกว่า 5 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ SCGP เองได้รับประโยชน์จากแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงและยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SCGP ปลูกป่า