เด็กเกิดน้อย โลกเปลี่ยนไป ‘เอแบค’ ชูบทบาทมหา’ลัยยุค AI ปั้นผู้ประกอบการ-นักศึกษานานาชาติ
ปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษารวมทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบัน กว่า 400 แห่ง ขณะที่จำนวนนักศึกษาที่จะป้อนเข้าระบบกลับหดตัวจากราว 1 ล้านคนเมื่อ 10 ปีก่อน เหลือเพียงราว 400,000 คนเศษในปัจจุบัน ทำให้สถาบันทั้งหมดต้องแย่งชิงนักเรียนกันอย่างหนัก ในจำนวนนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนรวมกว่า 70 แห่งที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ต้องพึ่งพาตนเองทั้งหมด
ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) เปิดเผยว่า ใบปริญญาเพียงอย่างเดียวไม่การันตีความสำเร็จอีกต่อไป แต่เป็นเพียงใบเบิกทางขั้นต้น เพราะความรู้ปัจจุบันหาได้ง่ายจาก AI และแหล่งออนไลน์

สิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการจริงคือทักษะความเป็นมนุษย์ทั้งภาษาต่างประเทศ 2-3 ภาษา ความสามารถใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการทำงานเป็นทีม ความยืดหยุ่นทางใจ และการบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่ามหาวิทยาลัยจึงปรับบทบาทอาจารย์จากผู้สอนความรู้เป็นโค้ชที่ช่วยบ่มเพาะทักษะเหล่านี้ควบคู่ไปกับวิชาการ
จุดขายหลักที่เอแบควางไว้ต่อสู้ในตลาดนี้คือการปั้นบัณฑิตให้มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการควบคู่ทักษะภาษาอังกฤษ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกของไทยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ตั้งเป้าให้บัณฑิตก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือระดับผู้จัดการได้ภายใน 3-5 ปีหลังจบการศึกษา
มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงาน แต่ใช้วิธีให้บุคลากรเกษียณอายุ 60 ปี และย้ำเรื่องความโปร่งใสทางการเงิน แม้อธิการบดีจะปฏิเสธว่าไม่ต้องการให้มองมหาวิทยาลัยเป็นธุรกิจโดยระบุว่าเอแบคเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร รายได้ที่เกิดขึ้นต้องนำกลับไปลงทุนต่อ ไม่สามารถนำออกไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวได้ก็ตาม
แต่ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยยอมรับว่าต้องนำเทคนิควิธีการทางธุรกิจเข้ามาบริหารจัดการเพื่อคุมต้นทุนและความอยู่รอด ทั้งการวางตำแหน่งทางการตลาด การหารายได้จากนักศึกษาต่างชาติ และการทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับภาคเอกชน ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่สถาบันการศึกษาทั่วโลกใช้แข่งขันกันในตลาดที่หดตัว
ตอบโจทย์นักศึกษาต่างชาติ
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีนักศึกษารวมทุกระดับตั้งแต่ปริญญาตรีถึงเอก โดยอธิการบดีให้ตัวเลขรวมไว้ที่ 7,000 กว่าคน แบ่งเป็นนักศึกษาไทย 3,800 คน และนักศึกษาต่างชาติ 3,500 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก
ชาติที่มีนักศึกษาเรียนที่เอแบคมากที่สุดคือเมียนมา ด้วยจำนวนกว่า 2,200 คน อธิการบดีระบุว่า นักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีฐานะทางบ้านดี จ่ายค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนโดยไม่ได้ขอรับทุนการศึกษา ตามมาด้วยจีน ราว 865 คน ซึ่งจุดที่แตกต่างจากเมียนมาคือกลุ่มนักศึกษาจีนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาโทและเอก อันเป็นผลจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในจีนที่ทำข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ ส่งนักศึกษามาเป็นลอต โดยผู้เรียนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์และผู้บริหารที่ต้องการอัพเกรดวุฒิการศึกษา เรียนเป็นคอร์สสั้น 1-2 วิชาแล้วเดินทางกลับไปทำงาน
อธิการบดีย้ำว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างนักศึกษาต่างชาติกับนักศึกษาไทย ความเป็นชุมชนนานาชาติ 60 ชาติถูกใช้เป็นจุดขายสำคัญคู่กับหลักสูตรภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมตั้งแต่ในห้องเรียน ซึ่งมหาวิทยาลัยมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตทำงานในระดับโลกได้จริง ไม่ใช่แค่การเรียนในตำรา
เดิมพันที่ทักษะ
ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ อธิบายว่า มหาวิทยาลัยเลือกปรับหลักสูตรย่อยอย่างต่อเนื่องทุกปี แทนที่จะรอปรับใหญ่ทุก 5 ปีตามเกณฑ์กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมเปิดหลักสูตรระยะสั้น 7-10 วัน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และระบบธนาคารหน่วยกิต สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกไม่เข้าสู่ระบบปริญญาแต่ยังต้องการทักษะเฉพาะทาง เช่น ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ อีสปอร์ต และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีข้อตกลงกับภาคธุรกิจรายใหญ่อื่น เช่น เซ็นทรัล และลอรีอัล ทั้งในรูปแบบโครงการวิจัยร่วม การนำโจทย์ธุรกิจจริงมาให้นักศึกษาฝึกทำ และการเปิดโอกาสฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐ สิงคโปร์ อังกฤษ และจีน เปิดทางให้นักศึกษาไปเรียนต่างประเทศ 1 ปีแล้วได้รับสองปริญญา
ปัจจุบันเอแบคมี 10 คณะ คณะที่เปิดใหม่ล่าสุดคือคณะแพทยศาสตร์ ส่วน 3 คณะยอดนิยมได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์
ขณะที่ ดร.ณรงค์ อภิรัตน์สกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เสริมว่า คณะมีความร่วมมือกับเอ็มจี บริษัทรถยนต์ จัดตั้งศูนย์วิจัยร่วมกัน โดยฝ่ายอุตสาหกรรมจะช่วยชี้ทิศทางเทคโนโลยีที่ควรเน้นสอน ตนมองว่า AI ไม่ใช่คู่แข่งของมนุษย์แต่เป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนทุกสาขาวิชาต้องสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงระบบ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการสร้างนวัตกรรม

ด้าน ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ คาดว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 400 แห่งในไทยน่าจะเกิดการควบรวมกันมากขึ้นโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหายไปทั้งหมด บางแห่งอาจไปรวมกับสถาบันอื่นแลดำเนินกิจการต่อได้ แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์และสุขภาพมากขึ้น แต่หัวใจของวิชาชีพยังคงอยู่ที่การตัดสินใจเชิงวิชาชีพ ความเข้าใจมนุษย์ จริยธรรม และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ต้องได้รับการปลูกฝังผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และการทำงานร่วมกับผู้คนจริง

สำหรับเอแบคเองอธิการบดีย้ำว่า มหาวิทยาลัยจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย เพราะยึดจุดแข็งเรื่องระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ผสานความสัมพันธ์แบบครอบครัวกับความเป็นนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอกเลียนได้ยากกว่าการปรับหลักสูตรเพียงอย่างเดียว