เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
Real Estate กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
Columns จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
เศรษฐกิจภูมิภาค หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
Tech ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
“น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
HR “น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
Biz Movement เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
Finance หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
Automotive กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
Politics รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
ดูทั้งหมด

ซีไอเอ็มบี ไทย เปิด 3 เมกะเทรนด์ Bankability คาร์บอนต่ำ-AI-โลกร้อน

21 ส.ค. 2569 | 12:17น.

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศมุมมองใหม่ต่อทิศทางการเงินเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ระบุว่าโลกการเงินกำลังก้าวข้ามยุคของการติดป้าย (Lable) ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ยุคใหม่ที่ให้น้ำหนักกับการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) โดยมี 3 เมกะเทรนด์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

นายเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความยั่งยืนในความหมายของธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่หลายองค์กรมองว่าความยั่งยืนคือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เช่น การเก็บขยะชายหาดหรือทาสีวัด มาสู่ยุคที่ความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนต้องถูกสะท้อนอยู่ในงบกำไรขาดทุน งบดุล และกระแสเงินสดขององค์กรโดยตรง

ปัจจัยเร่งสำคัญคือมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนระหว่างประเทศ หรือ IFRS S1 และ S2 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องเริ่มปฏิบัติตามในปี 2570 โดยมาตรฐานดังกล่าวกำหนดให้บริษัทต้องระบุอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและกระแสเงินสดอย่างไร 

ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อคาร์บอนเครดิต หรือความเสี่ยงทางกายภาพของทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสินเชื่อ แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็เริ่มดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Stress Test) เพื่อประเมินว่าสินเชื่อที่ปล่อยออกไปมีความเสี่ยงจากปัจจัยทางกายภาพมากน้อยเพียงใด

“ก่อนหน้านี้เราติดป้ายว่าโครงการนี้เป็นสีเขียวหรือไม่ ยั่งยืนหรือไม่ แต่ตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว ภาคธุรกิจเริ่มมองข้ามเรื่องฉลากไปสู่คำถามที่จับต้องได้มากขึ้นว่าจะระดมทุนได้จริงหรือไม่” 

นายเจสันอธิบายนิยามของ Bankability อย่างง่ายว่า คือโครงการหรือธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ มีกระแสรายได้ที่มั่นคงและมีศักยภาพเพียงพอที่จะชำระหนี้และให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ

โดยยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาก่อนไทยหลายปี และมีกระทรวงความยั่งยืนรวมถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืนระดับประเทศ ที่มองความยั่งยืนครบทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ต่างจากไทยที่ยังคงแยกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกจากมิติเศรษฐกิจ ทำให้สิงคโปร์สามารถวางยุทธศาสตร์และแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างชัดเจนกว่า

เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 

เมกะเทรนด์แรกที่ธนาคารให้ความสำคัญคือ การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ซึ่งกำลังมีความคืบหน้าเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ตราสารหนี้ประเภทใหม่ ได้แก่ Transition Bond และ Thailand Amber Bond ซึ่งจะกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ (Asset Class) ที่หลายประเทศยังไม่มี

อย่างไรก็ตาม นายเจสันชี้ว่าคอขวดที่แท้จริงของการระดมทุนกำลังเคลื่อนจากประเด็นเรื่องเครื่องมือทางการเงิน ไปสู่ความพร้อมขององค์กร เนื่องจากตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแผนการเปลี่ยนผ่านเอง ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องรู้อย่างชัดเจนว่าจะปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร โครงการใดควรเริ่มก่อน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับตามความคาดหวังของสถาบันการเงินและนักลงทุน

นายเจสันอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า คำว่า Net Zero ที่หลายฝ่ายพูดถึงนั้น จำเป็นต้องระบุให้ชัดว่าศูนย์จากฐานอะไร เช่นเดียวกับส่วนลดสินค้าที่ต้องรู้ราคาตั้งต้นก่อนจึงจะประเมินความคุ้มค่าได้จริง โดยประเทศไทยกำหนดปีฐานการคำนวณไว้ที่ปี 2562 (ค.ศ. 2019) และตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งหมายความว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า 

ประเทศไทยจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 130,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 47 จากปีฐาน โดยกิจกรรมหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านยานยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การลดการพึ่งพาถ่านหินและเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงการเริ่มพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

ธนาคารประเมินว่าโอกาสทางธุรกิจจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 230,000 ล้านบาท หรือราว 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในกรอบเวลา 10 ปี โดยโครงการต่าง ๆ จะถูกจัดลำดับความพร้อมผ่านดัชนีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (Commercial Readiness Index) ซึ่งบางเทคโนโลยี เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่มีความพร้อมสูงและสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ยังอยู่ในขั้นตอนนำร่องและต้องรอความชัดเจนด้านกฎหมายเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดตราสารหนี้ไทยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) อย่างต่อเนื่อง จากมูลค่าการออกประมาณ 9,000 ล้านบาทในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นราว 19,000 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และคาดว่าจะแตะระดับ 22,000 ล้านบาทในปีนี้

เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านความพร้อมขององค์กร นายเจสันได้พัฒนาเครื่องมือ Climate Transition Canvas เครื่องมือวางแผนแบบหน้าเดียวที่ช่วยให้องค์กรเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เข้ากับมาตรการลดคาร์บอนที่ชัดเจน ความต้องการเงินลงทุน ทางเลือกด้านแหล่งเงินทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างการกำกับดูแล โดยเครื่องมือดังกล่าวได้เปิดตัวและนำร่องใช้งานจริงกับภาคธุรกิจกว่า 20 รายในงาน The Cooler Earth Thailand 2026 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (Brown Sector) ที่ยังขาดตัวเลขและแผนงานที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่าน

AI และ Data Center 

เมกะเทรนด์ที่สองคือการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล ซึ่งประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในกลุ่มดิจิทัลที่สูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท

นายเจสันอธิบายว่า การพิจารณาศักยภาพของศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscale ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 1 กิกะวัตต์ขึ้นไป ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงประมาณ 8.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 เมกะวัตต์ หากประเทศไทยตั้งเป้าดึงดูดกำลังการผลิตราว 5 กิกะวัตต์ภายใน 10 ปีข้างหน้า จะต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ คือตั้งอยู่ระหว่างระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีนและสหรัฐอเมริกา จึงจำเป็นต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับบริบทของประเทศ

โดยธนาคารให้ความสำคัญกับนโยบายภาครัฐเริ่มขยับจากการพิจารณาเพียงปริมาณการลงทุน ไปสู่การให้น้ำหนักกับคุณภาพของการลงทุนมากขึ้น โดย BOI ได้เพิ่มเกณฑ์การคัดกรองโครงการศูนย์ข้อมูลทั้งในมิติประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

“AI อาจทำงานอยู่บนระบบคลาวด์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาลทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำ ความพร้อมของระบบจัดการพลังงานจึงกลายเป็นตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ” 

แม้ศูนย์ข้อมูลจะออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์การเงินสีเขียวได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า ความสามารถในการรับมือความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ และคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในประเทศควบคู่กันไป

ธนาคารประเมินว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานของศูนย์ข้อมูล ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ราว 1,000-2,000 ล้านบาทภายในปีนี้ นายเจสันยังแสดงความเห็นว่าการมาของ AI ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการจ้างงานในภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ แม้อาจส่งผลกระทบต่องานอิสระ (Freelancer) บางประเภท แต่กลับสร้างความต้องการแรงงานใหม่ในสายวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำ

หนึ่งในโอกาสทางธุรกิจใหม่คือนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular Water) ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคเริ่มมีความร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะเดียวกับที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ (WHA) และอมตะดำเนินการอยู่แล้ว โดยนำน้ำเสียกลับมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อใช้ในระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติและเพิ่มความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมกะเทรนด์สุดท้ายคือการปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ซึ่งนายเจสันระบุว่าที่ผ่านมาการเงินเพื่อความยั่งยืนมักให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เป็นหลัก แต่มิตินี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่เผชิญทั้งภาวะอากาศร้อนจัดและน้ำท่วมในหลายพื้นที่พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นงบประมาณด้าน Climate Adaptation สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนไม่น้อยไปกว่าการลดคาร์บอน

“น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน อาจเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุนการดำเนินงาน หรือมูลค่าหลักประกัน มันจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินทันที การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติจึงต้องถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดสรรเงินทุนหลักของธุรกิจ” 

นายเจสันกล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น ผ่านแนวทางโซลูชั่นที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การฟื้นฟูป่าชายเลน โดยหากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนด้านการปรับตัว คาดว่าอาจสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 7% จากผลกระทบของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิต ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติมักหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เผชิญภัยพิบัติซ้ำ ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์ข้อมูล ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกทำเล

ธนาคารประเมินว่าเงินลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ราวครึ่งหนึ่งจะมาจากภาครัฐ ผ่านการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งจะมาจากภาคเอกชน โดยรวมมูลค่าการลงทุนด้านนี้ตลอด 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสูงถึงราว 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับโอกาสจากด้าน Transition Finance แล้ว จะทำให้มูลค่ารวมของโอกาสด้าน Bankability ในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปีข้างหน้า

5 แนวโน้มที่ต้องจับตาในไทย

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย สรุปแนวโน้มสำคัญ 5 ประการที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงปี 2569-2571 ดังนี้

  1. ความพร้อมของโครงการ จะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญมากขึ้นในการเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เมื่อเทียบกับข้อจำกัดด้านเครื่องมือทางการเงินซึ่งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว
  2. การแข่งขันด้านพลังงาน ความพร้อมและความคุ้มค่าด้านพลังงานสะอาดจะมีอิทธิพลมากขึ้นต่อการตัดสินใจเลือกที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ในภูมิภาคอาเซียน
  3. ปัจจัย Bankability รูปแบบใหม่ ทรัพยากรน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ จะมีน้ำหนักมากขึ้นในการประเมินความเป็นไปได้และความน่าเชื่อถือทางการเงินของโครงการศูนย์ข้อมูล
  4. งบฯลงทุนด้าน Adaptation ภาคธุรกิจมีแนวโน้มจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนการเงินมากขึ้นอย่างเป็นระบบ
  5. บทบาทของฝ่ายความยั่งยืนในภาคการเงิน จะขยับจากบทบาทตรวจสอบการจัดประเภทผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืนแบบเดิม ไปสู่การเป็นผู้ให้ข้อมูลและมุมมองประกอบการตัดสินใจด้านการจัดสรรเงินทุนในระดับกลยุทธ์ขององค์กร

นายเจสันสรุปทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารในวันนี้คือความยั่งยืนเป็นมากกว่าของการติดฉลากสีเขียว สีเหลือง หรือสีชมพู โครงการต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทั้งสามวัตถุประสงค์นี้ล้วนต้องการเงินทุนที่จับต้องได้เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

“เม็ดเงินลงทุนที่จะเกิดขึ้นตามเมกะเทรนด์เหล่านี้ ช่วยป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศลดลงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีศักยภาพที่จะช่วยขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตขึ้น และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น หากภาคธุรกิจมีแผนงานที่ชัดเจนรองรับ”