สัญญาณดีปฏิรูปประกันสังคม รื้องบปรับสูตรดันบำนาญเพิ่ม
สัญญาณเลือกตั้งท่วมท้น ฉายแววสวัสดิการที่จับต้องได้ “ษัษฐรัมย์” กางโรดแมปปฏิรูปกองทุนประกันสังคม 3 ล้านล้าน เปิดมุมมอง “ประกันสังคมก้าวหน้า” มุ่งนโยบาย Quick Win เน้นโปร่งใส รื้องบฯ 5,000 ล้าน ปิดรอยรั่ว ดันวาระปฏิรูป ผ่าโครงสร้างใหม่ภายใน 1 ปี เผยสูตรบำนาญแคร์ปรับมูลค่าเงิน ดันบำนาญเพิ่ม 10% ยันไม่กระทบเสถียรภาพกองทุน ประหยัดงบฯรักษาพยาบาล 8 หมื่นล้าน สปส.เผยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเกิน 1 ล้านคน เทียบปี 2566 สัดส่วนนายจ้างเพิ่ม 733% ส่วนผู้ประกันตนพุ่ง 533%
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลักล้านคนนั้น พิสูจน์ชัดว่าประกันสังคมเป็นเรื่องสวัสดิการที่อธิบายได้ง่าย ประชาชนรู้สึกได้ทันที หากออกมามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและสามารถเปลี่ยนอนาคตสวัสดิการของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล เงินบำนาญ หรือเงินอุดหนุนบุตร

“ตลอด 2 ปีที่การทำงานของทีมเริ่มฉายภาพการปฏิรูป ทำให้คนรู้สึกว่าสวัสดิการดีได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ส่งผลให้มีคนออกมาใช้สิทธิตัวเลขหลักล้าน ภาพที่ออกมาสะท้อนความเป็นตัวแทนของผู้ประกันตนและนายจ้างที่มีความยึดโยงมากกว่าระบบสรรหาแบบเดิม ซึ่งมีความเข้มข้นยิ่งกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2566”
ส่วนทิศทางการบริหารกองทุนสวัสดิการที่มีมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาทนั้น นโยบาย Quick Win สามารถทำได้ทันที ทั้งการผ่าโครงสร้างการบริหารงบประมาณสำนักงาน การปฏิรูปสูตรบำนาญด้วยระบบ “บำนาญแคร์” ตลอดจนการวางระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันการลงทุนที่ไร้ประสิทธิภาพในระยะยาว
ผ่าโครงสร้าง-ปฏิรูป
สำหรับนโยบาย Quick Win รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ระบุว่า เป็นการบริหารจัดการข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส อาทิ เปิดเผยรายงานการประชุมบอร์ด เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมสังเกตการณ์ผ่านการถ่ายทอดสด หรือระบบ Zoom ซึ่งสามารถใช้อำนาจบอร์ดอนุมัติให้เปิดเผยรายงานการประชุมได้นับจากนี้
ขณะที่วาระสวัสดิการในโครงสร้างเดิม ทีมตั้งเป้าผลักดันให้ผ่านมติบอร์ดโดยเร็วที่สุด ภายใต้กรอบระยะเวลา 1 ปี ได้แก่
1.การขยายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน และการขยายเงินอุดหนุนบุตรดูแลต่อเนื่องจนถึงอายุ 15 ปี
2.การพัฒนาระบบบำนาญไฮบริด (Hybrid Pension) ที่เปิดทางให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกรับได้ทั้งเงินบำเหน็จและเงินบำนาญ
รื้องบฯปิดรอยรั่ว
ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณและพอร์ตการลงทุน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ชี้ว่าปัจจุบันประกันสังคมมีงบประมาณบริหารจัดการสำนักงานอยู่ราว 5,000 ล้านบาทต่อปี (งบฯ 10% ที่กันมาจากเงินสมทบได้สูงสุดราว 20,000 ล้านบาทต่อปี)
“สิ่งแรกที่จะทำคือ พยายามลดเพดานงบฯบริหารจัดการให้ใช้จ่ายไม่เกิน 3% เพื่อไม่ให้เกิดภาวะงบประมาณล้นเกิน”
ที่ผ่านมางบฯสำนักงานมักถูกใช้ไปกับงานประจำ โดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าโครงการเหล่านั้นสร้างสิทธิประโยชน์คืนสู่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด การปรับลดเพดานงบฯจะช่วยให้ระบบการใช้น้ำเลี้ยงกองทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่องบฯบริหารจัดการเหลือ เงินส่วนนี้จะถูกตีกลับไปเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน โดยจะวางกรอบกระจายการลงทุนเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของฝ่ายสำนักงาน และสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างมั่นคง
นอกจากนี้จะยกระดับกลไกบริหารความเสี่ยงในสินทรัพย์นอกตลาดอย่างเข้มงวด โดยนำกรณีศึกษาการลงทุนที่เป็นปัญหาในอดีตอย่าง “ตึกสกายไนน์-Sky Nine” มาเป็นบทเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่โปร่งใสเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนระยะยาวของกองทุน
สูตรแคร์ดันบำนาญเพิ่ม 10%
เมื่อถามถึงนิยามของ “สูตรบำนาญแคร์” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์อธิบายว่า ระบบเดิมอิงกับแนวคิดของระบบราชการที่ใช้ฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้าย (60 เดือนสุดท้าย) ทว่าในภาคเอกชน ช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณไม่ได้เป็นช่วงที่เงินเดือนสูงสุดเสมอไป และผู้ประกันตนที่เปลี่ยนมาส่งต่อในมาตรา 39 อาจทำให้เงินที่เคยสมทบมาตลอด 20 ปีสูญเสียมูลค่าไป
“สูตรบำนาญแคร์คือการปรับมูลค่าเงินที่เคยสมทบในอดีตให้สะท้อนมูลค่าจริงตามกาลเวลา ก่อนนำมาคำนวณเฉลี่ย”
ยกตัวอย่าง เงินสมทบ 7,000 บาทในปี 2542 เมื่อนำมาคำนวณเกษียณในปี 2569 จะไม่ถูกคิดที่มูลค่า 7,000 บาทแบบเดิม แต่จะถูกนำมาคูณปรับค่าเงินตามกาลเวลา ซึ่งอาจมีมูลค่าเทียบเท่า 15,000 บาทในปัจจุบัน การคำนวณแบบนี้ช่วยให้ฐานบำนาญของผู้ประกันตนสะท้อนความจริงอย่างเป็นธรรม
ปัจจุบันมีผู้รับบำนาญอยู่ราว 8 แสนคน จำนวนนี้มีถึง 570,000 คนที่ได้รับบำนาญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับสูตรบำนาญแคร์ การปรับใช้สูตรใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ในภาพรวมระยะยาว
ยันไม่ทำกองทุนเจ๊ง
ต่อความกังวลเรื่องเสถียรภาพกองทุน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ยืนยันว่า ในทางคณิตศาสตร์กองทุน สูตรบำนาญแคร์กับสูตรเดิมไม่ได้มีความแตกต่างกันในแง่ของงบประมาณภาพรวม เมื่อระยะเวลาผ่านไปเกิน 5 ปี เพราะเป็นการจ่ายบำนาญตามสัดส่วนการสมทบจริงที่ถูกปรับมูลค่าอย่างเหมาะสม
ในทางกลับกัน การปรับเปลี่ยนนี้ยังช่วยแก้โจทย์ใหญ่ด้านงบประมาณการรักษาพยาบาลของประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 80,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากมีผู้ประกันตนสูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวนมากยอมจ่ายเงินสมทบมาตรา 39 ต่อไปเรื่อย ๆ
เพราะเห็นว่าบำนาญที่จะได้รับมีเพียงเดือนละ 1,000 กว่าบาท จึงเลือกส่งต่อเพื่อถือสิทธิรักษาพยาบาลเอาไว้ ทั้งที่ระบบการรักษาพยาบาลของประกันสังคมอาจไม่ได้ตอบโจทย์โรคผู้สูงอายุได้ดีเท่าที่ควร แต่กลับสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กองทุนสูงมาก
หากเปลี่ยนมาใช้สูตรบำนาญแคร์ เงินบำนาญที่ได้รับอาจขยับขึ้นจาก 1,200 บาท เป็น 5,000 บาทต่อเดือน เมื่อได้รับบำนาญอย่างเหมาะสม ผู้สูงอายุจะเปลี่ยนสิทธิการรักษาพยาบาลไปใช้ “สิทธิบัตรทอง” ซึ่งมีกลไกรองรับการดูแลผู้สูงอายุอย่างตรงจุดมากกว่า
“ประกันสังคมจะประหยัดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลมหาศาล ขณะที่ผู้ประกันตนได้ประโยชน์ 2 ทาง คือได้รับบำนาญเพิ่มขึ้น และได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่เหมาะสมตามช่วงวัย นี่คือกลไกสร้างความยั่งยืนให้กองทุนระยะยาว”
ดันวาระปฏิรูป
ส่วนประเด็นเสถียรภาพความแข็งแกร่งของ 14 เสียงในบอร์ด รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ชี้ว่า เกราะกำบังสำคัญสุดของการปฏิรูปคือประชาชน แม้ทีมจะมี 14 เสียงจาก 21 เสียง แต่แนวทางการทำงานยังคงเหมือนวันแรกที่มีเพียง 6 เสียง
คือการรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
“การตื่นตัวของประชาชนครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองเรื่องสวัสดิการเป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ อยากเชิญชวนทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หันมาใส่ใจวาระการปฏิรูปประกันสังคมร่วมกัน” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวทิ้งท้าย
ใช้สิทธิกว่า 1 ล้านคน
นางสาวจีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) อย่างไม่เป็นทางการ (12 ตุลาคม 2569) ขณะนี้การบันทึกผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ จากที่เลือกตั้งรวม 5,233 แห่ง ทั่วประเทศ เสร็จสิ้นครบทุกที่เลือกตั้งแล้ว
โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 1,003,615 คน แบ่งเป็นนายจ้าง 12,200 คน และผู้ประกันตน 991,415 คน เมื่อเทียบกับปี 2566 สัดส่วนการใช้สิทธิของนายจ้างเพิ่มขึ้น 733% และสัดส่วนการใช้สิทธิของผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 533%