คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ “ปิดทอง” เปิดผลวิจัยหลังผ่านโควิด
ต้องยอมรับว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลกจนทำให้เศรษฐกิจพังพาบ หลายธุรกิจสงบนิ่ง กระทั่งส่งผลกระทบถึงผู้คนมากมายหลายระดับ แต่กระนั้นหากคลี่คลายลงแล้วจะพบว่ามีปัญหาต่าง ๆ รอให้แก้ไขอีกมากมาย
เพียงแต่ก่อนที่จะลงมือแก้ไขในปัญหาดังกล่าว สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ ต้องรู้ “ปัญหา” ที่แท้จริง เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่แตกต่างกัน สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” เพื่อการขับเคลื่อนสังคมไทยหลังวิกฤตการระบาดของไวรัสโคโรน่าได้วิจัยถึงผลกระทบในหลายมิติ คือ ด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
ที่ล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านสภาวะภูมิอากาศ จนทำให้รูปแบบการทำธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคโลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนั้น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการร่วมมือกันฟื้นประเทศให้ตรงจุด
หลังโควิดไม่มีอะไรเหมือนเดิม
“คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” เกิดจากความร่วมมือจาก 8 องค์กร คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย, สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา, สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสำนักข่าวไทยพับลิก้า สนับสนุนการลงพื้นที่สำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วทุกภาคของประเทศ โดยผลการศึกษาระบุว่า รูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างมาก และจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
นอกจากที่ต้องรับมือกับการระบาดของโรคแล้ว ไทยยังต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของโลก (megatrends) แล้วยังต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นอีก คือ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะภูมิอากาศ ส่งผลให้รูปแบบการทำธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน ที่สำคัญยังส่งผลต่อ “ภาคแรงงาน” ที่ถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ตกงานเพิ่ม-มีงานทำแต่จน
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการจ้างงาน และกระทบต่อรายได้ในกลุ่มอาชีพที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ ส่วนรายได้ที่ลดลงจากผลผลิตต่อไร่ที่น้อยลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และบางอาชีพมีความเสี่ยงมากขึ้น ที่สำคัญแรงงานกลับมีผลิตภาพน้อยลง
อีกทั้งสภาพแวดล้อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแรงงานก่อสร้างและแรงงานในภาคเกษตร รวมถึงการจ้างงานที่ลดลง หรือถูกทดแทน เช่น อุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษสูง หรือสินค้าและบริการที่ไม่เป็นที่ต้องการแล้ว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน (internal combustion engine) ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง มีแนวโน้มจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle)
ส่วนในแง่ผลกระทบการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า และความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและไทย โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ประเมินว่า แรงงานไทยในภาคธุรกิจมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ถึง 21 ล้านคน จากจำนวนแรงงาน 37 ล้านคน
โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว, ร้านอาหาร ภัตตาคาร, การขนส่ง และภาคบริการ แรงงานเหล่านี้มีความเสี่ยง “ตกงาน” ถูกลดชั่วโมงทำงาน หรือถูกลดค่าจ้าง โดยมีการคาดการณ์ว่าแรงงานไทยที่ตกอยู่ในภาวะมีงานทำแต่ “ยากจน” (working poverty) จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมี “นัยสำคัญ” จากร้อยละ 4.7 เพิ่มเป็นร้อยละ 11 ของการจ้างงานทั้งหมดในปี 2563
กลุ่มเสี่ยงตกงานหุ่นยนต์แทนที่
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่นี้ แต่ยังมีประเด็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมและรูปแบบการค้าโลก ทำให้แรงงานมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนด้วยคอมพิวเตอร์และระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มอาชีพเสี่ยงต่อภาวะไร้งานสูงสุดคือกลุ่มที่มีลักษณะการทำงานซ้ำ ๆ ตามคำสั่งเฉพาะ (routine tasks) มีแรงงานที่เสี่ยงตกงานถึง 12 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของกำลังแรงงานในปัจจุบัน โดยกลุ่มอาชีพที่เสี่ยงตกงานมากที่สุด คือ เสมียน และกลุ่มอาชีพปฏิบัติการด้านเครื่องจักรในโรงงาน

การวิจัยครั้งนี้ยังระบุถึงกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่าง “รุนแรง” จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและไทยใน 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากโควิด-19 แต่มีความเสี่ยงตกงานน้อยจากการถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ และผลทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้ากว่า 166 อาชีพ รวมแรงงานจำนวน 12.20 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32.26 ของแรงงานไทย ได้แก่ ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์นม, พ่อครัว, แม่ครัว, คนงานก่อสร้างอาคาร, งานรื้อถอนอาคาร, ช่างเครื่องและช่างซ่อมเครื่องยนต์, คนงานและผู้ช่วยทำความสะอาด กลุ่มนี้เปลี่ยนที่ทำงานได้ยากเนื่องจากเป็นงานที่ผูกติดกับเครื่องจักร
2) กลุ่มอาชีพที่มีความ “เสี่ยงสูง” ที่จะตกงานจากการทดแทนด้วยหุ่นยนต์ และผลทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้ารวม 81 อาชีพ ครอบคลุมแรงงาน 4.78 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 12.63ของกำลังแรงงานไทย เช่น พนักงานเคาน์เตอร์บริการอาหาร, เสมียนคลังสินค้า, บัญชี, คนคุมเครื่องจักรเย็บผ้าและเครื่องจักรปักลวดลาย เป็นต้น
และ 3) กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการระบาดของโควิด-19 และมีความเสี่ยงสูงที่จะตกงานจากการถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ รวมถึงผลทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้ารวม 11 อาชีพครอบคลุมแรงงาน 1.27 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.35 ของกำลังแรงงานไทย เช่น งานคุมเครื่องจักรเย็บผ้า และเครื่องจักรปักลวดลาย เสมียนนับสินค้าและแรงงานผสมเครื่องดื่ม เป็นต้น
ประมง-เกษตรรายได้หาย 50%
เมื่อศึกษาลงลึกถึงผลกระทบและความสามารถในการปรับตัวของแรงงานไทยจาก 1,466 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มที่มีการศึกษาน้อย รายได้หายไปในสัดส่วนที่สูงกว่าคนที่มีการศึกษาและสถานภาพทางเศรษฐกิจสูง เมื่อแยกเป็นภูมิภาคพบว่าในแต่ละภาคประชากรมีรายได้ลดลงตั้งแต่ระดับร้อยละ 40-50
โดยอาชีพที่ขาดรายได้อย่างรุนแรง คือ ประมง และเกษตร อยู่ที่ร้อยละ 50 อาชีพพื้นฐาน เช่น แม่บ้าน, ค้าขาย, รับจ้าง หายไปร้อยละ 45 ช่างฝีมือ, ก่อสร้าง, ไฟฟ้า, หัตถกรรม คิดเป็นร้อยละ 42 กลุ่มที่รับมือไม่ไหว ร้อยละ 35 และส่วนที่ยังไม่มีทางออก ร้อยละ 5.6
ไม่เพียงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เท่านั้น ยังต้องเผชิญกับภัยแล้ง ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า “คนรุ่นใหม่” ส่วนหนึ่งได้กลับไปพัฒนาทุนของครอบครัวที่บ้านเกิด (reverse brain drain) และต้องการให้กลไกของท้องถิ่นสนับสนุนให้เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ขาดเงินทุนปรับตัวยาก
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องของการ “ปรับตัว” มีทั้งเปลี่ยนอาชีพ หาวิธีใหม่ ๆ ในอาชีพเดิม และไม่ทำอะไรเลย โดยส่วนหนึ่งมาจาก “ข้อจำกัด” ในการปรับตัว คือ ขาดเงินทุน องค์ความรู้ และที่สำคัญคือ กลัวการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการปรับตัวใน 2 ประการ คือ
1) ทุนทางสังคมต้องมีเครือข่ายที่เป็นกลไกกระจายความเสี่ยง และลดผลกระทบจากปัจจัยลบภายนอก รวมถึงตลาดที่รองรับสินค้าและบริการในท้องถิ่น
2) ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเวลาในช่วงวิกฤตในระดับต่ำ เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาชีพ หรือไม่ได้รับเงินเดือนมากเท่ากับภาวะปกติและแรงงานยังต้องเผชิญกับ “ความไม่รู้” คือไม่รู้ว่าต้องปรับตัว ตามมาด้วยทุนมนุษย์ รู้ว่ามีทางเลือกแต่ยังขาดทักษะและองค์ความรู้
และ 3) เงินทุน การขาดเงินทุนนั้นส่งผลต่อการดำรงชีพและการปรับตัว
สำหรับกรอบแนวนโยบายส่งเสริมการปรับตัวของประชาชนด้วยแนวพระราชดำริต้องอยู่บนหลักการที่ว่า ภาครัฐต้องมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและองค์ความรู้ ให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่แทรกแซง
พร้อมทั้งการออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันที่ส่งเสริมทัศนคติและแรงจูงใจที่ดีเพื่อให้บรรลุผลตามหลักความคิดระดับบุคคล และปรับโครงสร้างเชิงสถาบันที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมไปในทิศทางเดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุด
ตามแนวนโยบายที่ 1 ความเท่าเทียม 3 มิติ คือ ความเท่าเทียมด้านทรัพยากรตั้งต้น ความเท่าเทียมด้านโอกาส และความเท่าเทียมด้านความสามารถในการแข่งขันในตลาด เช่น การสร้างสมดุลระหว่างผู้เล่นในสินค้าเกษตร ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ให้ประชาชนมีระบบนิเวศการผลิตที่สมบูรณ์ครบห่วงโซ่ เพื่อลดอำนาจต่อรองของพ่อค้าคนกลาง
แนวนโยบายที่ 2 คือ การส่งเสริมองค์ความรู้ท้องถิ่นที่ดีอยู่แล้ว และแนวนโยบายที่ 3 คือ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การวิจัยครั้งนี้ยังระบุถึงการปรับตัว 3 ประเด็นของสังคมไทย คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อให้มีความช่วยเหลือจากภาครัฐด้านการเกษตร ตั้งแต่การจัดระบบน้ำ บูรณาการระหว่าง smart farm เข้ากับปราชญ์ชาวบ้าน และสนับสนุนอาชีพที่ 2 ของเกษตรกร การกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และบูรณาการการท่องเที่ยวกับภูมิปัญญา และปรับรูปแบบเศรษฐกิจจังหวัด จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น การจัดตั้งสำนักงานดิจิทัลจังหวัด
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม คือ ควรสร้างกลไกทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างช่วงวัย (generation) ของครอบครัวเกษตรกร เพื่อการถ่ายโอนทักษะซึ่งกันและกันระหว่างทักษะรุ่นพ่อรวมกับทักษะด้านเทคโนโลยีและการตลาดสมัยใหม่ของคนรุ่นลูก และใช้โอกาสในช่วงนี้ในการส่งเสริมให้ประชาชนสร้างวินัยทางการเงินรวมถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ฉะนั้น เมื่อศึกษาถึงการนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้สนับสนุนการปรับตัว พบว่า การสร้างแรงจูงใจและทัศนคติที่ดีในการรับมือการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขและสร้างแรงจูงใจใน 3 ระดับ คือ
– หลักคิดระดับบุคคล ด้วยการปรับความคิดและทัศนคติให้ปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
– การสร้างพื้นฐานครอบครัวให้เข้มแข็งตามโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
– โครงสร้างเชิงสถาบันระดับมหภาค ด้วยการปรับเงื่อนไขเชิงสถาบันเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ดี และลดข้อจำกัดในการปรับตัวของประชาชน
ทั้งนี้ ชาวบ้านเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และบุคคลที่นึกถึงมากที่สุดช่วงวิกฤตโควิด-19 คือในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะเดียวกัน สังคมไทยมีเครือข่ายทางสังคมในชุมชนที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยมีพื้นฐานจากทุนทางสังคมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ทั้งยังสามารถพัฒนาต่อได้อีกตามแนวพระราชดำรัสด้านอื่นมาปรับใช้ คือ
1) การไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงสามารถแก้ไขได้ตามแนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงตัวเอง เปิดใจ ปรับปรุง พร้อมรับวิกฤต
2) การขาดทักษะและองค์ความรู้รู้จักตัวเองและแสวงหาความรู้ใหม่ เช่น รู้จักตัวเองว่ามีภูมิปัญญาและความสามารถด้านใด พร้อมกับน้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการเรียนรู้วิทยาการใหม่อยู่เสมอ
และ 3) การขาดเงินทุน แก้ไขด้วยการอาศัยหลักการการบริหารทรัพยากรทางการเงินตามแนวพระราชดำริ สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ ใช้ทรัพยากรทางการเงินอย่างคุ้มค่า