เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
Real Estate ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
Real Estate ‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
Real Estate ‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
Economic ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
ดูทั้งหมด

ดึงเงินลงทุนสไตล์ ‘ฮ่องกง’ ทำยังไงได้ใจ ‘สตาร์ตอัพ-SMEs’

17 ส.ค. 2568 | 18:11น.

“ฮ่องกง” ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นเมืองท่องเที่ยว “สายมู” เพราะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมาย แต่อีกด้านก็เป็น “เขตเศรษฐกิจ” ที่โดดเด่นในเอเชีย ขึ้นแท่นตลาดอันดับท็อปที่เหล่าสตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอี (SMEs) พยายามขยายธุรกิจไป ด้วยแนวคิด “Go Global” สร้างการเติบโตจากการเปิดตลาดใหม่ ๆ

หนึ่งในศูนย์กลาง “สตาร์ตอัพ”

“ลู่ ชินหยง” รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจสตาร์ตอัพ สำนักงานส่งเสริมการลงทุนฮ่องกง (InvestHK) กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสตาร์ตอัพที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ระบบนิเวศสตาร์ตอัพเติบโตในอัตราเฉลี่ย 7-10% ต่อปี

โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา มีจำนวนสตาร์ตอัพมากถึง 4,700 แห่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ที่น่าสนใจก็คือ สัดส่วนของผู้ก่อตั้งที่เป็นชาวต่างชาติสูงถึง 28% สะท้อนว่าฮ่องกงเป็นตลาดที่เปิดรับและเอื้อต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการจากทั่วโลก

“ฮ่องกงกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายทางอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการเข้ามาได้ใน 2 ลักษณะหลักคือ 1.ขยายธุรกิจเดิม เช่น การเปิดสาขาหรือสำนักงานใหม่ เพื่อใช้ฮ่องกงเป็นฐานเชื่อมต่อกับตลาดเอเชียและจีนแผ่นดินใหญ่ และ 2.เริ่มต้นธุรกิจใหม่ทั้งหมด ใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดลอง (Test Bed) สินค้าและนวัตกรรมต่าง ๆ”

เปิด 5 อุตสาหกรรมเด่น

สำหรับอุตสาหกรรมที่โดดเด่นมีโอกาสเติบโตสูงมีด้วยกัน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1.Fintech ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย มีธนาคารกว่า 160 แห่ง และธนาคารเสมือน (Virtual Bank) อีก 8 แห่ง รวมถึงสถาบันการเงินระดับโลกก็มองหานวัตกรรมด้านการชำระเงิน การปล่อยสินเชื่อ และการจัดการสินทรัพย์

2.ICT ครอบคลุมซอฟต์แวร์, SaaS, AI, โซลูชั่นดิจิทัล และระบบจัดการข้อมูล 3.e-Commerce ใช้ความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์และการเป็นจุดเชื่อมระหว่างตลาดฮ่องกงกับผู้บริโภคในจีนแผ่นดินใหญ่

4.Education & Learning เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) ได้รับแรงหนุนในช่วงโควิดอย่างมาก ทั้งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย และการพัฒนาองค์กร และ 5.Data Analytics การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยธุรกิจวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค

นอกจาก 5 อุตสาหกรรมนี้ ยังมี Health & Medical ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เพราะประชากรที่อาศัยอยู่ในฮ่องกงมีความตื่นตัวสูงต่อการดูแลสุขภาพ ทั้ง Physical Health และ Mental Health โดยเฉพาะหลังโควิด ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจในบริการปรึกษาออนไลน์ โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ และโซลูชั่นดูแลพนักงานในองค์กร

เปิดกว้าง-สิทธิประโยชน์จัดเต็ม

“ลู่” กล่าวถึงจุดเด่นในการดึงดูดการลงทุนว่า ฮ่องกงเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่มีขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทที่รวดเร็ว และเปิดกว้างมากที่สุดในโลก กระบวนการต่าง ๆ ทำได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ซับซ้อน ไม่จำกัดสัญชาติผู้ถือหุ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% โดยไม่มีข้อจำกัดด้านโควตาหรือสัดส่วน

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังสามารถจดทะเบียนเป็นเจ้าของกิจการได้เต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องหาหุ้นส่วนในฮ่องกง และเมื่อจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะได้รับสถานะเป็นนิติบุคคลฮ่องกง มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐบาล และยื่นขอทุนได้เช่นเดียวกับบริษัทท้องถิ่น เช่น Hong Kong Science Park (HKSTP), Cyberport สำหรับธุรกิจสายเทคโนโลยี และโปรแกรมสนับสนุน SMEs เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเศรษฐกิจ ด้วยการเก็บภาษีนิติบุคคลแค่ 8.25% สำหรับกำไร 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงแรก (8.2 ล้านบาท) และ 16.5% สำหรับส่วนที่เกิน ทั้งไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT หรือ GST) และที่สำคัญยังเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงติดอันดับหนึ่งของโลกด้านการใช้จ่ายสินค้าหรู และมีระบบการเงินเปิดเสรี

ในฝั่งของการดึงดูด “หัวกะทิ” เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็มีการวางนโยบายไว้หลากหลาย เช่น Top Talent Pass Scheme ที่เปิดให้บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 199 แห่งทั่วโลกเข้ามาฮ่องกง เพื่อทำงานหรือเริ่มธุรกิจได้ทันที มีวีซ่าผู้ประกอบการและวีซ่านักลงทุนสำหรับผู้ที่ต้องการตั้งบริษัท และเมื่อพำนักครบ 7 ปี จะยื่นขอสัญชาติฮ่องกงได้ ต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่ขั้นตอนเข้มงวดกว่า

“ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความเป็นสากลสูง นอกจากโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบกฎหมายที่โปร่งใส ยังใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ จึงช่วยให้การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น”

กรณีศึกษาธุรกิจไทย

“ลู่” ยกตัวอย่างกรณีศึกษาธุรกิจไทยที่ขยายตลาดไปฮ่องกงผ่านเครือข่าย InvestHK ได้สำเร็จ เช่น Yindi App แพลตฟอร์มจัดการอาหารส่วนเกิน และช่วยลดขยะอาหาร ที่มีจุดแข็งในการจับคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการร่วมมือกับ Big C Hong Kong เปิดบริการ “Surprise Box” นำอาหารและสินค้าที่ใกล้หมดอายุมาจำหน่ายราคาพิเศษ ปัจจุบันฮ่องกงกลายเป็นตลาดหลักที่สร้างรายได้สูงสุดของบริษัท

อีกแบรนด์คือแบรนด์จิวเวลรี่ Ravipa ที่เปิดร้านแรกในฮ่องกงเมื่อ ธ.ค. ปี 2567 ที่ผ่านมา และขยายสาขาที่สองใน 6 เดือน เป็นผลมาจากการทำการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้แม่นยำ และการปรับกลยุทธ์สินค้าให้เหมาะกับรสนิยมท้องถิ่น ส่วนแบรนด์ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มก็มีที่ปรับตัวได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติในร้านอาหารเพื่อลดต้นทุนแรงงาน และขยายสาขาไปในย่านชุมชนที่มีความหนาแน่นของผู้พักอาศัยสูง แทนการกระจุกตัวในย่านธุรกิจกลางเมือง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดที่นิยมใช้บริการใกล้บ้าน และใช้บริการดีลิเวอรี่มากขึ้น

“สิ่งสำคัญในการเข้าสู่ตลาด คือต้องสร้างความแข็งแกร่งในตลาดบ้านเกิดก่อน มีฐานลูกค้าในประเทศที่มั่นคง เพื่อใช้เป็นจุดแข็งเมื่อต้องแข่งขันในตลาดใหม่ พร้อมปรับโมเดลธุรกิจให้เข้ากับโครงสร้างตลาดฮ่องกง ที่มีค่าครองชีพและค่าเช่าสูง ควรใช้ทีมขนาดเล็ก พื้นที่ทำงานกะทัดรัด และพึ่งพาช่องทางดิจิทัลเพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงยอดขาย”

สิทธิประโยชน์ที่เปิดกว้าง และการโอบรับการลงทุนจากต่างชาติในแบบ “ฮ่องกง” เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับบ้านเราได้เช่นกัน หากต้องการดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SMEs สตาร์ตอัพ ฮ่องกง