3 ปี Nex Gen Commerce เชื่อมรัฐ-เอกชน บทพิสูจน์ ‘ทางรอด’ แพลตฟอร์มไทย
สัมภาษณ์พิเศษ
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายสินค้า (GP) ของแพลตฟอร์มต่างชาติแบบถี่ ๆ รวมเข้ากับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องแบกรับ ทั้งค่าโฆษณา, ค่าคูปองส่วนลด และค่าขนส่ง เป็นปัจจัยผลักดันให้ “ผู้ขาย” ต้องแสวงหาช่องทางการขายใหม่ ๆ ที่ต้นทุนถูกกว่าเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งก็คือ “แพลตฟอร์มไทย” ที่ชูจุดเด่นเรื่องค่า GP ต่ำ
“Nex Gen Commerce” แพลตฟอร์มในเครือ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือ INET เป็นหนึ่งในนั้น โดยให้บริการเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว
ในงาน Thailand e-Commerce Expo 2026 “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ปรกชล งามศิริ” ผู้ร่วมก่อตั้ง Nex Gen Commerce เกี่ยวกับเส้นทางตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น และการเติบโตที่เกิดจากความร่วมมือกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด
เส้นทาง 3 ปี “Nex Gen”
“ปรกชล” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ “Nex Gen Commerce” ว่า ด้วยความที่ INET มีบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก จึงมีการพัฒนาระบบที่ใช้ภายในองค์กรสำหรับซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้ากันเองอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่ากระแสค่าธรรมเนียมแรงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับประเทศไทยเริ่มไม่มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มต่างชาติ จึงนำระบบดังกล่าวที่มี Core Network ไม่ต่างจากอีคอมเมิร์ซมาปรับแต่งเพิ่มเติมพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ
ในช่วงปีแรกที่เปิดตัวสินค้ายังไม่หลากหลายมากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอาหาร เป็นร้านเล็กเข้าถึงง่าย กลุ่ม OTOP และ SMEs ที่ทำกันเองในครอบครัว หรือเริ่มมี Gen 2 เข้ามารับช่วงต่อ ถือเป็นช่วงเตรียมความพร้อมในการทดลองระบบและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ไปในตัว
กระทั่งเข้าสู่ปีที่ 2 และ 3 เริ่มมีประเภทสินค้า และร้านค้าหลากหลายขึ้น เช่น ของใช้ทั่วไป อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง และสัตว์เลี้ยง ทำให้ต้องพัฒนาฟังก์ชั่นอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ระบบขนส่งที่รองรับทั้งขนส่งเย็น ขนส่งของชิ้นใหญ่ และบริการของ DHL เพราะบางร้านมีการส่งสินค้าไปต่างประเทศด้วย
ในแง่ฟังก์ชั่นการใช้งานถือว่ามาค่อนข้างครบถ้วน มีทั้งการไลฟ์ และโปรแกรมแอฟฟิลิเอตสำหรับร้านค้าและ KOLs ที่ต้องการขายสินค้าแบบปักตะกร้า รวมถึงการทำมิชชั่น เช่น เข้ามาดูไลฟ์ครบ 3 วัน สามารถแลกรับคูปองตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นต้น
“หลังเพิ่มไลฟ์และแอฟฟิลิเอตเข้ามา ฟังก์ชั่นในฝั่งของผู้ซื้อและผู้ขายก็ถูกยกระดับขึ้นมาอีกขั้น ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในช่วงของการรับฟีดแบ็กว่าผู้ใช้ต้องการอะไรอีกบ้าง เช่น ระบบฟิลเตอร์ระหว่างไลฟ์ที่ทีมกำลังพัฒนาอยู่ เพราะคนขอมาเยอะเช่นกัน”
ยืนยันคง GP 1%
เมื่อถามถึงการเติบโตของแพลตฟอร์มในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “ปรกชล” บอกว่า ปัจจุบัน Nex Gen Commerce มียอดดาวน์โหลดกว่า 3 แสนครั้ง มีจำนวนผู้ใช้และผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคน มีจำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนอยู่ 3 หมื่นร้าน เป็นร้านค้าที่เปิดร้านสำเร็จ และนำสินค้าขึ้นระบบแล้ว 1 หมื่นร้าน ขณะที่ยอดขายบนแพลตฟอร์ม (GMV) ใน 1 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 16 ล้านบาท
ในฝั่งของค่า GP ยืนยันว่าเก็บที่ 1% ของยอดขาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในอนาคต เพราะธุรกิจของบริษัทไม่ได้มีแค่ Nex Gen Commerce แต่ยังมีส่วนที่ทำเงินจากธุรกิจ B2B เช่น URBRAND บริการสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์หน้าร้านในการจำหน่ายสินค้า การเก็บค่า GP ในอัตราเท่านี้จึงเพียงพอที่จะทำให้บริษัทอยู่ในจุดที่เลี้ยงตนเองได้และไม่ขาดทุน โดยสัดส่วนรายได้ในปัจจุบันแบ่งเป็นธุรกิจ B2B 70% และจาก Nex Gen Commerce อีก 30%
อัตราค่า GP 1% ยังครอบคลุมไปถึงร้าน “Nex Gen Mall” ที่มีร้านเตรียมขึ้นระบบ 10-20 ร้าน ซึ่งเป็นแบรนด์ใหญ่ที่พูดชื่อไปใคร ๆ ก็รู้จัก คาดว่าจะเริ่มเห็นแต่ละร้านทยอยเปิดตัวในเดือน ส.ค. นี้เป็นต้นไป และเชื่อว่ากลุ่มนี้จะเป็น “แม่เหล็ก” ที่ช่วยสร้างทราฟฟิก และดึงคนเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น
“Nex Gen Mall ได้รับความสนใจจากหลายแบรนด์มาก เพราะร้าน Mall บนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์จึงต้องการช่องทางการขายใหม่ ๆ ที่คุ้มค่ามากกว่าเดิมเพื่อควบคุมต้นทุน”

สานต่อจุดแข็ง INET
“ปรกชล” พูดถึงข้อได้เปรียบว่า Nex Gen Commerce เติบโตได้โดยไม่ต้อง “เผาเงิน” จำนวนมากในช่วงแรก เพราะมีหลังบ้านเป็น “INET” ทำให้หลายอย่างไม่ต้องลงทุนใหม่ โดยเฉพาะคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง INET มีระบบของตนเองอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการจากต่างชาติที่จะขึ้นราคาเมื่อไรก็ได้
ที่สำคัญ INET ยังมีใบอนุญาตการให้บริการระบบชำระเงิน (Payment Gateway) ทำให้ผู้ขายไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินเท่าที่ผู้ให้บริการจากต่างชาติเก็บ 3% หรือมากกว่านั้น โดย Nex Gen Commerce จะเก็บค่าธรรมเนียมการชำระผ่านบัตรเครดิตเพียง 2.5% และการจ่ายผ่าน QR Code ที่มียอดสูงกว่า 500 บาท คิดแบบคงที่ (Fixed Rate) 8 บาทต่อรายการ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับร้านที่ขายสินค้าราคาสูงมาก ๆ
ในฝั่งของ “ทรัพยากรบุคคล” ก็เช่นกัน ต่อให้ไม่มีโปรเจ็กต์ Next Gen Commerce ก็เป็นทีมที่ต้องซัพพอร์ตงานอื่น ๆ ในบริษัทแม่อยู่แล้ว ปัจจุบันทีมงาน Nex Gen Commerce มีประมาณ 100 คน แบ่งเป็นทีมนักพัฒนาและ Nex Gen Buddy หรือทีมดูแลร้านค้าอย่างละครึ่ง ถือเป็นทีมที่ใหญ่มาก เพราะธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำด้วยสเกลเล็ก ๆ ไม่ได้
โตเพราะ “ภาครัฐ” หนุน
อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้แพลตฟอร์มเติบโตได้โดยไม่ต้องทุ่มงบฯ การตลาดจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้ Nex Gen Commerce ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” (DBD) เพื่อร่วมกันส่งเสริมผู้ประกอบการในการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย”
โดยช่วงเทศกาล 8.8 ที่ผ่านมา DBD ได้มีการสนับสนุนงบฯ สำหรับการทำคูปองส่วนลด 70% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งมีสินค้าที่เข้าร่วมรายการหลายหมวดหมู่
นอกจากนี้ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ DBD ยังช่วยให้แพลตฟอร์มได้ร้านค้าที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าระบบทันที เพราะ DBD มีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะผู้ประกอบการ ทั้งในด้านการสร้างแบรนด์ (Branding) การไลฟ์สด และการทำตลาดอยู่แล้ว เช่น แบรนด์เฮอร์บิเทจ (Herbitage) ที่มีสินค้าขึ้นชื่อเป็นครีมกันแดด เป็นต้น
“ด้วยความที่แพลตฟอร์มอยู่มาถึง 3 ปี ก็ทำให้ภาครัฐเกิดความมั่นใจ และกล้าที่จะสร้างความร่วมมืออย่างเต็มตัว ซึ่งเราคิดว่าการทำงานร่วมกับภาครัฐในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการส่งมอบนโยบาย คือโมเดลที่มาถูกทางแล้ว เห็นได้จากความสำเร็จในจีน”
มุมมองต่อการแข่งขัน
เรื่องการแข่งขัน “ปรกชล” มองว่า Next Gen Commerce ไม่ได้วางเป้าหมายที่จะไป “ชน” กับแพลตฟอร์มต่างชาติรายใหญ่ เพราะรูปแบบตลาด การทำธุรกิจ และกลุ่มเป้าหมายต่างกันสิ้นเชิง รวมถึงในฝั่งของแพลตฟอร์มไทยด้วยกัน ก็มองว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกที่ยืดหยุ่นให้ผู้ขายเลือกใช้แพลตฟอร์มได้ตามความต้องการ
สิ่งที่ Nex Gen Commerce ให้ความสำคัญมาก ๆ คือการยืนอยู่ในจุดที่ “สมดุล” ไม่เลือกข้าง “ผู้ซื้อ” หรือ “ผู้ขาย” ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนสุดโต่ง แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น ฝั่งร้านค้าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำ และนำส่วนต่างของกำไรและต้นทุนที่ลดลงมาจัดทำคูปองส่วนลด ส่วนฝั่งผู้ซื้อได้ประโยชน์จากข้อเสนอ และคูปองส่วนลดที่ดีกว่าจากร้านค้าโดยตรง
“เราเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขายแค่ 2 ส่วน คือ GP และระบบเพย์เมนต์ ส่วนเรื่องการทำคูปองส่วนลดแพลตฟอร์มจะไม่เข้าไปยุ่ง ร้านค้าดูข้อมูลหลังบ้าน และทำได้เองตามงบฯ ที่มี แม้การเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำจะทำให้การอัดคูปองไม่หวือหวาเท่าแพลตฟอร์มอื่น แต่อย่างน้อยก็มีพาร์ตเนอร์จากภาครัฐคอยสนับสนุนในการทำแคมเปญต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”
ผู้บริหาร Nex Gen Commerce ทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเวลานี้ไม่ใช่การแข่งขันเรื่องเทคโนโลยี หรือกลยุทธ์กับคู่แข่งรายอื่น แต่เป็น “การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค” เนื่องจากคนไทยคุ้นเคยกับการใช้งานแพลตฟอร์มเดิม ๆ มานานกว่า 10 ปี การเปลี่ยนใจให้คนมาลองใช้ของใหม่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในระยะเวลาอันสั้น