ฉางเอ๋อ 7 จุดพลุ เศรษฐกิจอวกาศ ไทย ชิงเค้ก 60 ล้านล้านบาท
ไทยสบโอกาสสร้างซัพพลายเชนอุตสาหกรรมใหม่ “เศรษฐกิจอวกาศ” หวังชิงเค้กมหึมา 60 ล้านล้านบาท หลัง NARIT ได้ร่วมสำรวจดวงจันทร์กับภารกิจ “ฉางเอ๋อ” ขณะที่ GISTDA ตีคู่ไปกับนาซ่า รัฐผนึกกำลังกางแผนพัฒนาเทคโนโลยีประกบ 2 มหาอำนาจ จีน-สหรัฐ เริ่มมีไอเดียสร้างท่าอวกาศยานในเมืองไทย พร้อมดันผู้ประกอบการเอกชนร่วมพัฒนาอุตฯ ดาวเทียม-สเปซเทคฯ ขั้นสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) ปล่อยจรวด Long Match 5 Y14 ในโครงการสำรวจดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อ 7” 24 ส.ค. นี้ โดยประเทศไทยเข้าร่วมภารกิจนี้ด้วย
ภารกิจฉางเอ๋อครั้งนี้ ตอกย้ำภาพการแข่งขันอวกาศที่หวนมาดุเดือดอีกครั้ง และไทยกำลังได้รับโอกาสใหม่ หลังสหรัฐและจีนทุ่มทรัพยากรและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างหนัก โดยงบประมาณด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
เมื่อปี 2017 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐ (NASA) ได้กลับมาปัดฝุ่นเทคโนโลยี และเร่งเครื่องโครงการสำรวจดวงจันทร์ Artemis โดยพยายามนำ “มนุษย์” ขึ้นไปพร้อมกับยานอวกาศและสามารถโคจรกลับมาที่โลกได้สำเร็จในรอบ 50 ปี เมื่อ เม.ย.ที่ผ่านมา และตามมาด้วย Artemis 3 ในปี 2027 เพื่อเตรียมโครงการ Artemis 4 สำหรับนำมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ในปี 2028
ขณะที่ฝั่งจีนมีเป้าหมายในยุทธศาสตร์ 100 ปี โดยภารกิจด้านอวกาศ คือการนำชาวจีนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2030 และตั้งสถานีวิจัย International Lunar Research Station (ILRS) ภายในปี 2035 ซึ่งนับแต่มีภารกิจฉางเอ๋อในปี 2008 จีนเดินตามโรดแมปอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันการแข่งขันด้านอวกาศในรอบนี้ต่างจากยุคสงครามเย็น ตรงที่มีการดึงเอาบริษัทเอกชนขนาดยักษ์เข้ามามีส่วนร่วม กล่าวคือสหรัฐได้ผ่านกฎหมาย SPACE Act ตั้งแต่ปี 2015 เปิดช่อง “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” จากเดิมที่กิจการนี้ถูกผูกขาดโดยรัฐ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก อย่าง SpaceX, Blue Origin และอื่น ๆ มีอิสระในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดและส่งดาวเทียม เพื่อครอบครองทรัพยากรในอวกาศได้เอง
ภารกิจแข่งสำรวจดวงจันทร์ในรอบนี้ กระตุ้นให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างหนักและใช้ทรัพยากรสูงมาก ซึ่งผู้ได้ประโยชน์คือซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วัสดุขั้นสูง เชื้อเพลิง แผงวงจร ฯลฯ
ไทยสบช่องศึกสองมหาอำนาจ

ประเทศไทยสบช่องในการพิสูจน์ทางอวกาศ ประกบคู่กับ 2 มหาอำนาจ
โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ร่วมศึกษาพัฒนาในภารกิจฉางเอ๋อของจีน โดย NARIT จะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลงนามเข้าร่วมโครงการสถานีอวกาศ ILRS นำโดย CNSA-ไทยร่วมกันออกแบบ วางแผน และสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์ นอกจากนี้ไทยยังได้รับเลือกให้เตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่อเนื่องไปกับภารกิจฉางเอ๋อ 8 ที่มีกำหนดปล่อยในปี 2029 อีกด้วย
ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ดำเนินการคู่กับโครงการ Artemis ของสหรัฐ
โดยเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ (กอช.) ได้เห็นชอบให้โครงการ Artemis Program เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับ NASA ในการร่วมสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้ ครอบคลุม 2 กรอบการทำงาน ได้แก่ 1.กรอบขีดความสามารถในการสร้างถิ่นฐานบนดวงจันทร์ 2.กรอบเพย์โหลดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบนดวงจันทร์
ชิงเค้กเศรษฐกิจอวกาศ 1.8 ล้านล.
ตามรายงานการประเมินของ World Economic Forum เศรษฐกิจอวกาศทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 626,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตพุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (60 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 โดยได้รับแรงหนุนจากบริษัทเอกชนที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลง
นอกจากนี้ กอช.ยังผลักดันให้ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานใหม่คือ “ท่าอวกาศยานเพื่อสันติ” ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตรได้รับประโยชน์จากกิจกรรมการปล่อยจรวดขนส่งสู่อวกาศที่กำลังเติบโต โดยปี 2025 มีการปล่อยจรวดสู่วงโคจรทั่วโลกสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 324-329 ครั้ง (เฉลี่ยเกือบ 1 ครั้งต่อวัน) โดยปัจจัยหลักมาจากภารกิจดาวเทียมอินเทอร์เน็ตและกิจกรรมจากภาคเอกชน ขณะที่ต้นทุนการขนส่งต่ำลงกว่า 90% ในช่วง 2 ทศวรรษ ไทยเริ่มคิดทำ “ท่าอวกาศยาน”
ล่าสุด นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุด้วยว่า ที่ประชุม กอช.ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “ท่าอวกาศยานในประเทศไทย” (Thailand Spaceport) และการดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น
บทพิสูจน์เทคฯ เจาะอุตฯ อวกาศ
ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ NARIT เปิดเผยถึงโครงการความร่วมมือส่งเครื่องวัดรังสี-สภาวะอวกาศของคนไทย CE-7 MATCH ที่จะร่วมภารกิจฉางเอ๋อ 7 ครั้งนี้ ว่าเป็นหนึ่งการพิสูจน์ทางเทคโนโลยี หรือ “Space Proven” ที่จะนำไปสู่การ “ขาย” เทคโนโลยีอวกาศ พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีของประเทศไทยสามารถผ่านสถานการณ์จริงในสภาวะอวกาศสุดขั้วรอบดวงจันทร์ และเป็นครั้งแรกที่เราสามารถส่งอุปกรณ์ไปไกลกว่าวงโคจรของโลก
“เราอยากสร้างวิศวกรและเทคโนโลยีอวกาศที่มีความเชี่ยวชาญสูงเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมาในเมืองไทย เทคโนโลยีอวกาศไม่ได้มีแต่เพย์โหลดหรือดาวเทียม แต่ระบบย่อยของดาวเทียม ที่ปฏิบัติภารกิจได้ในอวกาศ ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ราคาสูงมาก เพราะฉะนั้นถ้าไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนนี้ได้ จะยกระดับจีดีพีได้สร้างงานสร้างรายได้สูง”
การที่เราไปดวงจันทร์ พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เราไม่ได้มุ่งเป้าแต่เพียงไปดวงจันทร์ให้ได้ เรื่องที่สำคัญกว่า คือพาเศรษฐกิจไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงที่เศรษฐกิจอวกาศบูมนี้ให้ได้ ศก.อวกาศตอนนี้ เหมือนกับเซมิคอนดักเตอร์ ยุค1980 ไทยเราเริ่มพร้อมไต้หวัน แต่ว่าสุดท้ายไต้หวันก็แซงหน้าเราไปไกล ดังนั้นหน้าที่ของผมคือทำให้เราไม่ตกขบวนอวกาศ เหมือนที่เราเคยตกขบวนเซมิคอนเตอร์
เร่งดันเอกชนพัฒนาดาวเทียม
ความเคลื่อนไหวด้านอวกาศของไทย ไม่ได้มีเฉพาะการร่วมมือส่งอุปกรณ์ในการสำรวจดวงจันทร์ โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมอวกาศที่ใกล้ตัวที่สุด คืออุตสาหกรรมในวงโคจร เช่น ดาวเทียมสื่อสาร และดาวเทียมสำรวจวงโคจรต่ำ ซึ่งมีการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว
อุตสาหกรรมดาวเทียมสื่อสาร ประเทศไทยก็เริ่มมีการทำตลาดสื่อสารอินเทอร์เน็ตดาวเทียมวงโคจรต่ำแล้ว โดยมี บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT และ บมจ.กัลฟ์ สเปซเทคโนโลยี (ชื่อใหม่ ไทยคม) ซึ่งเป็นการจับมือกับพันธมิตรต่างชาติให้บริการในไทย
นอกจากดาวเทียมสื่อสาร ยังมีอุตสาหกรรมดาวเทียม “สำรวจโลก” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย GISTDA ระบุว่ามูลค่าสูงถึง 2.64 แสนล้านบาท ในปี 2022 และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นอีกถึงร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 5.19 แสนล้านบาท ภายใน 2032 ปัจจุบันไทยมีดาวเทียมสำรวจกลุ่ม Theos โดย GISTDA อยู่ 2 ดวงคือ THEOS-1 และ 2 ส่วน 2A ภารกิจการส่งขึ้นวงโคจรล้มเหลวเมื่อ ม.ค. 2569
โรดแมปต่อไปคือการผลิต Theos 3 จะผลักดันให้รัฐใช้ผู้ประกอบการไทยช่วยผลิตเองในไทยทั้งหมด
โดยบริษัทเอกชนที่ร่วมผลักดัน หลายบริษัทมีธุรกิจดั้งเดิม และมีความสามารถพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุระดับสูงขึ้น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้วในอวกาศ โดยบริษัทไทยที่ได้รับการส่งเสริมให้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับผลิดดาวเทียม ได้แก่ บริษัท Solar PPM บริษัท Gravitech บริษัท LC60 บริษัท AAR บริษัท Summit Lenso บริษัท Toray Carbon Magic บริษัท Nissin Electric บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท Q-Wave บริษัท Specific Impluse บริษัท Trust Corp บริษัท Hatari Next บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท Data Viser และบริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด (Jinpao Precision Industry)