‘Meta’ สั่งแบนโฆษณา ‘TikTok’ บนเฟซบุ๊ก-ไอจี ในหลายประเทศรวมไทย
‘เมตา’ เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ประกาศระงับการลงโฆษณาของ ‘TikTok‘ บนแพลตฟอร์มของตนในสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และอีกหลายประเทศอย่างเป็นทางการ มีผลบังคับใช้ทันที รวมถึงไม่อนุญาตให้บุคคลที่สามลงโฆษณาที่เชื่อมโยงไปยัง TikTok ด้วย ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันดุเดือดเพื่อแย่งชิงยอดผู้ใช้งานและเม็ดเงินโฆษณา ขณะเดียวกันเมตายังคงเดินหน้ากดดันให้คู่แข่งร่วมยกระดับมาตรการความปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า โฆษกของบริษัท เมตา แพลตฟอร์มส (Meta) บริษัทแม่ของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) และอินสตาแกรม (Instagram) ได้ประกาศแบนการลงโฆษณาของบริษัท ไบต์แดนซ์ (ByteDance) สัญชาติจีนซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอปพลิเคชันวิดีโอสั้น ติ๊กต็อก (TikTok) บนพื้นที่แพลตฟอร์มของเมตาในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ
ทั้งนี้ บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ถือเป็นสื่อแรกที่รายงานประเด็นการแบนโฆษณาดังกล่าวในช่วงต้นวันพฤหัสบดี
คำสั่งแบนของเมตามีผลบังคับใช้ในทันที โดยครอบคลุมพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา อียิปต์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ประเทศไทย และเวียดนาม นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังขยายผลครอบคลุมไปถึงผู้ลงโฆษณาบุคคลที่สาม (Third-party advertisers) ที่ดำเนินแคมเปญซึ่งมีการแนบลิงก์เชื่อมโยงไปยังติ๊กต็อกรวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ ของไบต์แดนซ์ในกลุ่มประเทศที่ถูกระบุไว้ด้วย
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดในสมรภูมิการแข่งขันที่ดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่างเมตาและไบต์แดนซ์ เนื่องจากแอปพลิเคชันติ๊กต็อกได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่ทรงพลังที่สุดของเมตา ทั้งในมิติของการแย่งชิงยอดเอ็นเกจเมนต์หรือเวลาการใช้งานของผู้บริโภค การดึงดูดกลุ่มครีเอเตอร์ ตลอดจนการชิงเม็ดเงินโฆษณา
โฆษกของบริษัทเมตาได้ระบุถึงเหตุผลของการแบนครั้งนี้ว่า บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเผยแพร่โฆษณาจากคู่แข่งที่มีเป้าหมายในการดึงผู้คนออกไปจากแอปพลิเคชันของตนเอง พร้อมย้ำว่าการปฏิเสธการให้บริการส่งเสริมการขายแก่คู่แข่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นปกติในทุกอุตสาหกรรม
โดยเมตายืนยันว่าจะมุ่งเน้นทำการแข่งขันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก ขณะที่ทางฝั่งของติ๊กต็อกและไบต์แดนซ์ยังไม่ได้ออกมาตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับการตัดสินใจของเมตาในครั้งนี้
ในส่วนของนโยบายการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มนั้น เว็บไซต์ของติ๊กต็อกมีข้อกำหนดที่ระบุว่า แพลตฟอร์มไม่รองรับการใช้ลิงก์ที่เปิดเข้าสู่แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานยังคงสามารถเพิ่มลิงก์ลงในหน้าโปรไฟล์ส่วนตัวเพื่อนำทางผู้คนไปยังเว็บไซต์ของแพลตฟอร์มอื่นได้ตามปกติ
นอกเหนือจากประเด็นการหั่นงบโฆษณาและผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว เมตายังเป็นแกนนำในการเรียกร้องให้ TikTok และ YouTube ปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัยของเยาวชนในทิศทางเดียวกับที่บริษัทได้ตกลงดำเนินการไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เมตาได้บรรลุข้อตกลงยอมความมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 603,405 ล้านบาท กับรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา จากข้อกล่าวหาที่ว่าโซเชียลมีเดียสร้างความเสียหายและผลกระทบเชิงลบต่อเด็กและเยาวชน
จากข้อตกลงดังกล่าว เมตายินยอมที่จะบังคับใช้มาตรการจำกัดเวลาการใช้งานรายวัน จำกัดการเข้าใช้งานในช่วงเวลากลางคืนสำหรับเด็กบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ตลอดจนยกระดับความเข้มข้นของมาตรการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่มีการจำกัดอายุ
แม้ว่าทาง TikTok จะไม่ได้ออกมาให้ความเห็นสาธารณะเกี่ยวกับแคมเปญด้านความปลอดภัยของเมตา แต่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นรายนี้ก็ได้บรรลุข้อตกลงยอมความกับรัฐแอละแบมาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุให้ติ๊กต็อกต้องกำหนดขีดจำกัดการใช้งานใหม่และเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการยืนยันตัวตนด้านอายุสำหรับผู้ใช้งานในรัฐดังกล่าว เพื่อยุติข้อกล่าวหาที่ว่าแพลตฟอร์มก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กและหลอกลวงผู้บริโภคในประเด็นด้านความปลอดภัย
ปัจจุบัน TikTok ยังคงเปิดให้บริการและดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกาในรูปแบบของการเป็นบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ที่มีชาวอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวเป็นผลมาจากข้อตกลงที่มุ่งรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกันและเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนแอปพลิเคชัน ซึ่งในปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานในประเทศมากกว่า 200 ล้านคน