IMF เปิดหลักฐาน AI ทุบตลาดแรงงานเอเชีย กระทุ้งรัฐ-ผู้กำหนดนโยบายตั้งรับ
IMF โชว์หลักฐานกลางงานประชุม IMF-WBG 2026 เขย่าตลาดแรงงานเอเชีย ชี้ ความต้องการจากนายจ้างลดวูบ 10% จาก AI – Automation เด็กจบใหม่เสี่ยงสูง กระทุ้งภาครัฐ-ผู้กำหนดนโยบาย รื้อวิธีคิดเรื่องแรงงาน จัดระบบการศึกษาใหม่ ประเมินแผนเอื้อย้ายงานข้ามอาชีพ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในที่ประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ในวันแรกประเด็นที่ไฮไลต์อย่างเข้มข้นคือ เรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบแรงงาน
ด้วยเวทีเปิดในช่วงเช้าในหัวข้อ Small AI: More and Better Jobs โดย นางสาวคริสตาลิน่า กอร์เกียว่า กรรมการผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศ (IMF) นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) และนายทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ร่วมชี้ประเด็นว่าแรงงานกว่า 1.2พันล้านคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่กำลังเผชิญด้านแรงงานจากการเข้ามาทดแทนของ AI และระบบอัตโนมัติ (Automation)
ไม่เพียงแต่พูดถึงเรื่องผลกระทบของ AI และ ตลาดแรงงานในเชิงความเห็นหรือแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เท่านั้น ยังมีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ซึ่งเมื่อเป็นข้อมูลจาก IMF ก็ยากจะมองข้าม
โดยในเวทีช่วงบ่าย นายดิวฟยา เคอร์ติ (Divya Kirti) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายเอเชียแปซิฟิก จาก IMF ได้เปิดเผยข้อมูลชิ้นสำคัญ (evidence) เกี่ยวกับตลาดแรงงานในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิต และเต็มไปด้วยประเทศกำลังพัฒนา ในหัวข้อ Labor Markets in Asia: Challenges and Opportunities in the age of AI จากกรวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานนับล้านตำแหน่ง ซึ่งเขาเรียกว่า “หลักฐานชิ้นแรก ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตำแหน่งงานในเอเชีย”
ข้อมูล “หลักฐาน” ของ IMF มีข้อค้นพบ 2 ข้อ
คือ 1. ความต้องการจากนายจ้างลดลง 10% ในตำแหน่งงานที่ระบบอัตโนมัติสามารถทดแทนได้ อย่างเช่น การเขียนโค้ด 2.นายจ้างยังคงต้องการแรงงานที่สามารถใช้ AI พัฒนาต่อยอดงานนั้นๆ ได้
โดยการเปิดตัวโมเดล AI ภาษาจนาดใหญ่ และแช็ตบอต อย่าง ChatGPT เมื่อปลายปี 2022 ทำให้ตัวเลขความต้องการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นเดียวกับความคาดหวังเรื่องการใช้ AI ต่อยอดงานที่เพิ่มขึ้นหลัง ChatGPT

“ภาพรวมการจ้างงานไม่ได้แย่ลงไปกว่าเดิมแม้ AI จะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายจ้างยังคงต้องการคนทำงาน เพียงแต่เปลี่ยนไปมองหาบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแทน”
และยังมีการเปรียบเทียบผลกระทบต่อกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการเปรียบเทียข้อมูลกับอัตราการเติบโตของประชากรวัยแรงงานในประเทศนั้น ๆ จะเห็นภาพผลกระทบที่ใหญ่ขึ้น (ตามแผนภาพกราฟ-วงกลมด้านล่าง แสดงความสัมพันธ์ของอัตราการเติบโตแรงงาน และความต้องการแรงงานในภาพรวม)

ผลกระทบของ AI ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีทั้งข้อได้เปรียบในระยะสั้นและความท้าทายสำคัญในระยะยาว ซึ่งแตกต่างไปตามบริบทโครงสร้างของเศรษฐกิจ-สังคม
โดยในระยะแรกได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศร่ำรวย ในเบื้องต้น ประเทศพัฒนาแล้วกระทบหนักว่าด้วย โครงสร้างประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น และวัยแรงงานลดลง
ขณะที่ประเทศกำลังพัมนาเผชิญผลกระทบจาก AI น้อยกว่า เนื่องจากสัดส่วนแรงงานจำนวนมากยังคงอยู่ในภาคเกษตร
และว่า หากต้องการกวดไล่ให้ทันประเทศพัฒนาแล้ว อาจต้องสร้างงานใหม่ถึง 150 ล้านตำแหน่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า และต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ด้วย ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วแม้มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ยังสามารถใช้ AI มาช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงานได้
ตัวแทนจาก IMF ยังกล่าวด้วยว่า แม้ภาพรวม ในตอนนี้ สถานการณ์ผลกระทบด้านแรงงานจาก AI ยังไม่ได้เลวร้ายจนถึงขั้นหายนะ และยังมีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีได้ แต่จากตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า AI สร้างผลกระทบและปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานแล้ว
“ผู้ออกนโยบายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งต้องเตรียมรับมือกับประเด็นคำถามเชิงนโยบายที่สำคัญ”
อย่างแรก คือ วางแผนสร้างงานใหม่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวที่เพิ่มพูนขึ้น จำเป็นต้องสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนมากมารองรับ ต้องพิจารณาว่าจะสร้างงานต่อไปได้อย่างไร เมื่อ AI ได้เข้ามาเปลี่ยนเกณฑ์และเปลี่ยนภาคส่วนที่สามารถสร้างงานได้
สอง คือ การปรับปรุงระบบการศึกษา เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่สามารถรับมือและทำงานในโลกของ AI ได้ โดยเฉพาะโมเดลการ “เรียนพร้อมทำงาน”
สาม การประเมินความเป็นไปได้ในการย้ายสายอาชีพ เมื่อความต้องการแรงงานในแต่ละสายอาชีพเปลี่ยนไป จำเป็นต้องพิจารณาสนบัสนุนการย้ายข้ามสายอาชีพ เพื่อให้คนวัยแรงงานสามารถเปลี่ยนงานได้ในทางปฏิบัติ
“หากผลกระทบของ AI ขยายวงกว้างขึ้นในระยะยาว ผู้ออกนโยบายอาจต้องเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม เช่น การเข้ามากำหนดทิศทางของ AI ให้เป็นมิตรต่อแรงงาน หรือการทบทวนกรอบความคิดเดิมที่ว่าคนส่วนใหญ่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ”