เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โจทย์ใหญ่ ภัย AI – เงินดิจิทัล ชู บล็อกเชนโลก – แผนแม่บทกรุงเทพฯ
Tech โจทย์ใหญ่ ภัย AI – เงินดิจิทัล ชู บล็อกเชนโลก – แผนแม่บทกรุงเทพฯ
อุตุฯ เตือน ‘ใต้-ตะวันออก’ ฝนถล่มหนัก! กทม. อ่วมซ้ำรับมือฝนเพิ่ม 21-25 ต.ค.
News อุตุฯ เตือน ‘ใต้-ตะวันออก’ ฝนถล่มหนัก! กทม. อ่วมซ้ำรับมือฝนเพิ่ม 21-25 ต.ค.
ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Uncategorized ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ต.ค. 69) ปรับลง 0.12% อยู่ที่ 81,400 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ต.ค. 69) ปรับลง 0.12% อยู่ที่ 81,400 เหรียญสหรัฐ
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม โจทย์ ใหญ่ ‘ซูซูกิ ไทยแลนด์’
Automotive วัลลภ ตรีฤกษ์งาม โจทย์ ใหญ่ ‘ซูซูกิ ไทยแลนด์’
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ดูทั้งหมด

โจทย์ใหญ่ ภัย AI – เงินดิจิทัล ชู บล็อกเชนโลก – แผนแม่บทกรุงเทพฯ

18 ต.ค. 2569 | 08:27น.

ประเด็นไฮไลต์หลักงานประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) มีใจกลางอยู่ที่เรื่องของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นอกจากกระทบระบบแรงงานแล้วยังกำลังส่งผลโดยตรงต่อระบบการเงินในโลกดิจิทัลมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมจากระบบอัตโนมัติ และความเสี่ยงในระบบการชำระเงินที่เร็วกว่าที่มนุษย์จะแทรกแซงได้ทัน

ภัย AI ต่อระบบซื้อขายเงินดิจิทัล

“อาธานาซิออส แวมวาคิดิส” รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงิน และทุนของ IMF เป็นผู้เปิดประเด็นอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาบนเวที New Trends in Financial Infrastructure: Tokenization and Agentic AI  ว่า การแปลงสินทรัพย์ทั้งโลกเป็นโทเค็นดิจิทัล และซื้อขายผ่านเงินดิจิทัล (Tokenization) หยุดไม่ได้ ทำให้ปริมาณเงินดิจิทัลที่ไหลเข้าสู่การซื้อขาย-การลงทุนในรูปแบบโทเค็นดิจิทัลเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อรวมเข้ากับการมาถึงของ Agent AI จะทำให้ระบบการซื้อขายดิจิทัลแบบอัตโนมัติอย่างอิสระ ที่เคยเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นความจริงในระดับปฏิบัติการทั่วตลาดการเงินโลกแล้ว 

“การทำ Tokenization ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแค่โปรเจ็กต์นำร่องไปสู่การใช้งานจริงในตลาดการเงินอย่างรวดเร็ว Agentic AI เข้ามาพร้อมส่งคำสั่งซื้อขายข้ามโครงสร้างพื้นฐานใหม่”

“แวมวาคิดิส” เตือนว่า ผู้นำสถาบันการเงิน และผู้ควบคุมกฎระเบียบนโยบายทั่วโลกจำเป็นต้อง “ตกลงร่วมกันเรื่องกฎเกณฑ์ และเกราะป้องกัน (Rules and Safeguards) อย่างเร่งด่วน” และต้องควบคุมความเสี่ยงระดับเครื่องจักร (Machine-Speed Risk) ให้ได้

ด้าน “นาวิน มัลเลลา” หัวหน้าฝ่ายระบบชำระเงิน จาก Standard Chartered กล่าวว่า การมาถึงของ Agentic AI เมื่อรวมเข้ากับโลกการเงินใหม่ เมื่อสินทรัพย์ทั้งเงินสด หุ้น ตราสาร และอื่น ๆ แปลงเป็นโทเค็นดิจิทัล การซื้อขายแบบเรียลไทม์ 24/7 จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก การชำระเงินข้ามพรมแดนตลอด 24/7 ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ความน่ากังวลคือ การใช้ Agentic AI หรือ AI ที่ตัดสินใจและทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้จะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทั้งน่าตื่นเต้น และน่าสะพรึงกลัว 

“หากเกิดพฤติกรรมแห่ตามกัน เหมือนวิกฤตการเงินปี 2008 ที่นักลงทุนทั่วโลกตกใจแล้วแห่เทขายสินทรัพย์พร้อมกันทั่วโลก ตอนนั้นเรามีการซื้อขายแบบ T+1, T+2 หน่วงเวลาให้ผู้กำกับดูแลได้คิด และเข้าแทรกแซงก่อนตลาดจะล้มครืน”

แต่ในกรณี Agent AI จำนวนมากทำงานพร้อมกัน และแต่ละตัวจะปฏิบัติตามกฎของตนเองอย่างถูกต้อง หากมีเหตุการณ์ที่ AI ได้รับสัญญาณเดียวกันพร้อมกัน แล้วตัดสินใจเทขายเพื่อดึงสภาพคล่องกลับพร้อมกัน จะเกิดได้ในเสี้ยววินาที ส่งผลให้ขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรงทั้งระบบด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร 

ดังนั้นระบบจึงจำเป็นต้องมีปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Kill Switches) และการจำลองสถานการณ์ความเครียดเชิงระบบ 

แต่คำถามสำคัญ คือ ควรให้ขอบเขตอิสระแก่ AI มากน้อยเพียงใดในการโอนเงินหรือสินทรัพย์ 

“มัลเลลา” เสนอแนวคิดสถาปัตยกรรม 3 ชั้น อ้างอิงจากงานวิจัย IMF คือ 1. Intent Formation Layer (probabilistic) ชั้นสร้างความตั้งใจของ AI ซึ่งมีความเป็นไปได้แบบสถิติ 2.Control Layer (deterministic) ชั้นควบคุมและบังคับใช้กรอบอำนาจ (Mandate Enforcement) เช่น การจำกัดวงเงิน คู่สัญญาที่โอนได้ และเงื่อนไขเวลา และ 3.Settlement Layer (deterministic) ชั้นการชำระราคาที่ต้องแน่นอน 100%

ชูบล็อกเชนกลาง-มาตรฐานโลก 

อย่างไรก็ตาม โลกการเงินจากนี้ระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมจะยังคงอยู่กับระบบการชำระเงินผ่านบล็อกเชนในแบบโทเค็น

“วาเลรี เออร์เบน” ซีอีโอกองทุน Euroclear ซึ่งถือครองสินทรัพย์สูงถึง 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า สินทรัพย์ดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นโทเค็นทั้งหมดในข้ามคืน ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และสินทรัพย์ดั้งเดิมต้องดำเนินควบคู่กันไป แต่สิ่งที่ยากคือระบบสินทรัพย์ และเงิน ทําขึ้นตามขอบเขตกฎหมายอํานาจศาลของแต่ละประเทศทําให้เซตมาตรฐานเดียวกันทําได้ยาก

“เคลวิน หว่อง” Chief Officer จาก Swift Asia และ “อลัน ลิม” จากธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ คิดเห็นสอดคล้องกันว่า การมีหลายเครือข่ายเป็นเรื่องดีเพราะเพิ่มทางเลือก แต่ปัญหาคือ สถาบันการเงินหรือประเทศต่าง ๆ พยายามสร้างเครือข่ายบล็อกเชนและเอไอของตนเองทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เชื่อมต่อกัน กลายเป็น “เกาะโดดเดี่ยว” (Digital Islands) และอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตมูลค่า GDP โลกที่จะสูญหายไปถึง 6% ต่อปี

“ลิม” ตัวแทนจากธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์เสนอให้สร้างเครือข่ายมาตรฐานกลางระดับโลก หรือ Global Layer 1 เป็นพื้นฐานให้ระบบล็อกเชนจากสถาบันการเงินทั่วโลกเชื่อมต่อกันที่เลเยอร์นี้ ซึ่งไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่คือการสร้างมาตรฐานร่วม เพื่อให้ระบบต่าง ๆ คุยกันรู้เรื่อง โดยไม่ต้องยกเครื่องระบบใหม่ทุกครั้ง  

“เมื่อมีมาตรฐานกลาง ระบบการชำระเงินดิจิทัลไร้รอยต่อจะส่งเสริมบทบาทของการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะใช้ Stable Coin หรือ CBDC (เงินดิจิทัลจากแบงก์ชาติ) หรือการสร้าง-อัดฉีดสภาพคล่องจากการทำสินทรัพย์ให้เป็นโทเค็นดิจิทัล ทำให้มองเห็นเส้นเงินที่โปร่งใส ด้วยมีการระบุตัวตน และมีบันทึกธุรกรรมตรงกันบนบล็อกเชนมาตรฐานเดียวกัน”

ย้อนมอง Tokenization ไทย 

อีกเวทีข้างเคียง IMF-World Bank คือ การเสวนาเกี่ยวกับเงินดิจิทัลแห่งอนาคต สู่การเติบโตไร้พรมแดน” โดย บริษัท ฟินซิตี้. โตเกียว 

ชลเดช เขมะรัตนา

“ชลเดช เขมะรัตนา” นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย (TFA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลส์ ประเทศไทย กล่าวว่าการทำ Tokenization ในประเทศไทยค่อนข้างแอดวานซ์กว่าหลายประเทศในโลก และหน่วยงานรัฐสนับสนุน

“เราเริ่มทำ ICO มานาน ตอนนี้มีทั้งการแปลงสินทรัพย์จริงอย่างอสังหาฯคาร์บอนเครดิต รวมถึงมีการทดสอบ Programable Money ความสวยงามของ Tokenization คือเราสามารถตั้งโปรแกรมแฟนซีเข้าไปได้ อย่างเช่นถ้าเราทำโทเค็นหนี้สิน เราสามารถตั้งค่าดอกเบี้ยโดยอิงกับแมทริกซ์บางอย่างเข้าไปได้”

ในกรณีที่จะมีการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยเงินโทเค็น หากสร้างบนมาตรฐานเดียวกันก็จะเกิดความสะดวก แต่มักจะเกิดปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่ไม่ตรงกันของแต่ละประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนระบบเงินดิจิทัล ไม่ว่า CBDC หรือ Stable Coin ระหว่างกัน

แม้ในงาน IMF จะมีการพูดถึงการร่วมมือขนาดใหญ่เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางในระบบการชำระเงินดิจิทัลโทเค็นข้ามพรมแดน ส่วนตัวเชื่อว่าเกิดได้ยาก ความร่วมมือมักจะเกิดจากทวิภาคีในการพัฒนาระบบชำระเงินร่วมกันมากกว่า

ภัยเอไอในระบบชำระเงิน 

โจทย์ในการสร้าง Safeguard ร่วมกันของบิ๊กการเงินโลกบนระบบชำระเงินดิจิทัล สอดคล้องกับแผนแม่บทกรุงเทพฯ ที่เสนอโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF เพื่อสกัดกั้นการฉ้อโกงที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อระบบชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นช่องทางหลักของเศรษฐกิจโลก 

“คริสตาลิน่า กอร์เกียวา” กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในเวที “Bangkok Blueprint Fraud-Resilience Financial Services” ว่า การฉ้อโกงทางการเงินเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคโดยตรง ด้วยระบบการเงินดิจิทัลพึ่งพาความ “เชื่อมั่น” เป็นรากฐานสำคัญ หากไม่มีความเชื่อมั่นจะกระทบการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน และร้านค้ารายย่อย

และว่า AI กำลังขยายอาชญากรรมให้รุนแรงขึ้น โดยประมาณการความเสียหายจากการฉ้อโกงดิจิทัลทั่วโลกอยู่ 0.5 ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หากสกัดกั้นได้เงินเหล่านี้จะนำไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มหาศาล

ด้าน “โสรยา มุนยานา ฮาคูซียาเรเมีย” ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดา สะท้อนปัญหาการชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนในประเทศกำลังพัฒนาว่า อุปสรรคในการประสานความร่วมมือเพื่อรับมือภัยไซเบอร์  ได้แก่ 1.พรมแดนประเทศ เมื่อการฉ้อโกงเกิดขึ้นในสถาบันหนึ่งเขตอำนาจศาลหนึ่ง เงินจะเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วไปยังเขตอำนาจศาลอื่น ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านหรือข้ามทวีป 2.การปิดกั้นข้อมูล ด้วยสถาบันการเงินที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ กลัวบทลงโทษ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดมาตรฐานร่วมจึงเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดในการสกัดภัยคุกคามจาก AI 

เช่นเดียวกับ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวด้วยว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญภัยคุกคามนี้อย่างหนัก จึงควรให้ความสำคัญ และจับตาเป็นพิเศษใน 3 ด้าน ด้านแรกคือ การเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกง การหลอกลวง และอาชญากรรมดิจิทัลรูปแบบอื่น

“ในปี 2568 ความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คดีเกี่ยวกับไซเบอร์และการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในสิบปีที่ผ่านมา และในปี 2567 เอเชียมีสัดส่วนราว 67% ของความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลก”

สำหรับประเทศไทย ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินมีมูลค่าเกิน 43,000 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือราว 32,000 ล้านบาท ในปี 2568

ด้านที่สอง คือ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้านที่สาม คือ ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของระบบนิเวศทางการเงิน เมื่อมีการนำ AI และเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้ในภาคการเงินอย่างแพร่หลาย การกำกับดูแล และมาตรการป้องกันจึงต้องพัฒนาให้ทันกับนวัตกรรมและความเสี่ยงที่เชื่อมโยงถึงกัน

โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เปิดตัว “แผนแม่บทกรุงเทพฯ” มี 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.การเสริมสร้างรากฐานทางกฎหมายให้เข้มแข็ง 2.การเสริมสร้างมาตรการลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงตลอดวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การป้องกันที่ปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การตรวจจับทั้งระบบ ไปจนถึงการตอบสนองและการฟื้นฟูที่ประสานงานกัน

3.การใช้ประโยชน์จากกรอบการลดความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว 4.การขยายการประสานงานและความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน และ 5.การส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพื่อให้เป็นหลักอ้างอิงของนานาประเทศรับมือภัยหลอกลวงทางการเงิน ความเสี่ยงไซเบอร์ เปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ นำแนวทางไปปรับใช้ต่อต้านภัยคุกคามการฉ้อโกงในระดับโลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เงินดิจิทัล