เศรษฐกิจ 3 ภาคไตรมาส 2 ซบหดตัว น้ำท่วมอีสานสูญหมื่น ล.-งบกลุ่ม จว.เหนือเบิกจ่าย 8.8%-

ท่วม 44 จังหวัด - ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.-3 ส.ค. 2560 มีพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำไหลหลาก44 จังหวัด รวม 258 อำเภอ ประชาชนได้รับผลกระทบ 385,824 ครัวเรือน จำนวน 1,218,003 คน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 34 จังหวัด ยังคงมีน้ำท่วมในภาคอีสานเหลืออยู่9 จังหวัด และภาคกลาง 1 จังหวัด แต่ต้องรอดูพายุฝนในช่วงสัปดาห์หน้านี้ด้วย

แบงก์ชาติ 3 ภาคเผยภาวะเศรษฐกิจการเงินไตรมาส 2/2560 ธปท.อีสานห่วงน้ำท่วมหนักจากพายุเซินกา กระทบเศรษฐกิจอีสาน นาข้าว-ปศุสัตว์เสียหายรวมกว่า 7,000-10,000 ล้านบาท ด้าน ธปท.ใต้เผยการบริโภคชะลอ การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว ด้านแบงก์ชาติภาคเหนือระบุเศรษฐกิจยังซึม ชี้งบฯกลุ่มจังหวัด 1.5 หมื่นล้าน เบิกจ่ายได้เพียง 8.8% ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้านยอดโอนอสังหาฯซบเซา

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 60 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานภาคใต้ สำนักงานภาคเหนือ เปิดแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินของแต่ละภูมิภาคในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2560

ธปท.อีสานห่วงน้ำท่วมฉุด ศก.

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน จากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ตามการขยายตัวของรายได้เกษตรกร รายได้ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้การผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคการค้าขยายตัวดี ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลง ทั้งนี้ เงินฝากคงค้างของสถาบันการเงินชะลอลง ส่วนสินเชื่อทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจากไตรมาสก่อน ตามราคาอาหารสดและน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนอัตราการว่างงานปรับลดลง จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่ภาคการเกษตร

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3 ปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจอีสาน คือ มาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จะมีเม็ดเงินไหลเข้าภาคอีสานจำนวนมาก ทั้งโครงการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศของกลุ่มจังหวัด โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ โครงการหมู่บ้านละ 2 แสนบาท ซึ่งต้องดูถึงการเบิกจ่ายจะล่าช้าหรือไม่

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกคือการค้าชายแดนของภาคอีสานขยายตัวดีต่อเนื่อง และที่สำคัญคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น การสร้างรถไฟทางคู่เข้าในภาคอีสาน จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนตามพื้นที่ของโครงการด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่าห่วงคือผลกระทบต่อภาคเกษตร หลังพื้นที่เกษตร 19 จังหวัดภาคอีสานถูกน้ำท่วมหนัก ขณะเดียวกันยอดสั่งซื้อยางพาราจากประเทศจีนมีการชะลอตัวลง เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอีสานด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นยังมีการหยิบยกปัญหาน้ำท่วมหนักจากอิทธิพลพายุเซินกา ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องและเกิดน้ำท่วมขังหนักที่จังหวัดสกลนคร และขยายตัวครอบคลุมไปเกือบทุกจังหวัดในภาคอีสาน กระทบภาคเกษตรกรรม นาข้าวถูกน้ำท่วมถึง 2-3 ล้านไร่ หรือร้อยละ 12 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดในอีสาน

ขณะที่ภาคปศุสัตว์ก็เสียหายหนักเช่นกัน ประเมินความเสียหายเฉพาะภาคเกษตรมีมูลค่ากว่า 7,000-10,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลานาข้าวถูกน้ำท่วม และการพร่องน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม ยังไม่สามารถประเมินได้ ซึ่งผลกระทบจากน้ำท่วมนาข้าว ปศุสัตว์ ใน 19 จังหวัดภาคอีสาน น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจภาคอีสานในระยะต่อไปด้วย

ภาคใต้อุปโภคบริโภคชะลอ

นางสุรีรัตน์ ลัคนานิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า เศรษฐกิจภาคใต้ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 ขยายตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้าตามผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น ส่วนราคาสินค้าเกษตรยังขยายตัวแม้จะชะลอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวตามนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวได้เร็วจากมาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรป

ขณะที่การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเป็นผลจากด้านราคาและคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านการอุปโภคบริโภคขยายตัวชะลอลงตามการชะลอตัวของยอดขายสินค้าในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายลงทุนภาครัฐลดลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัว

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกยางพาราแปรรูปลดลง เนื่องจากสต๊อกยางในประเทศจีนอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องที่หดตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.8

สำหรับการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 1.6 แต่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนเร่งตัว เนื่องจากรายได้เกษตรกรที่อยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนี้มีการเร่งซื้อสินค้ากึ่งคงทน เพื่อทดแทนของที่ชำรุดเสียหายจากอุทกภัยในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการชะลอลง โดยเฉพาะยอดขายสินค้าในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้นอกภาคเกษตรที่ค่อนข้างทรงตัว การใช้จ่ายภาครัฐลดลงร้อยละ 33.2 ทั้งรายจ่ายประจำและลงทุน ด้านการลงทุนภาคเอกชนทรงตัว โดยการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างลดลง ขณะที่การซื้อรถยนต์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

กลุ่ม จว.เหนือเบิกจ่ายต่ำ 8.8%

ขณะที่นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานภาคเหนือ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2560 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน อาทิ ผลผลิตพืชหลักเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรทั้งข้าวและน้ำตาล รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวตามการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงตลาดประชุมสัมมนาที่เร่งตัวขึ้น

แต่มีหลายประเด็นของเศรษฐกิจภาคเหนือที่มีทิศทางไม่ชัดเจน และหดตัว กล่าวคือการบริโภคภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็งแม้เพิ่มขึ้นในหมวดสินค้าคงทน อาทิ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น การเบิกจ่ายงบฯกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จำนวน 15,839 ล้านบาท ยังเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่ยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ยังคงซบเซา รวมถึงราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มต่ำลง และภาคการส่งออกชายแดนไปประเทศเมียนมา และ สปป.ลาวยังคงหดตัว

นายสิงห์ชัยกล่าวว่า ประเด็นสำคัญหนึ่งที่พบก็คือ การใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐแผ่วลงและยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยการใช้จ่ายงบฯลงทุนของภาครัฐลดลง 25.5% จากการใช้จ่ายเงินอุดหนุนให้กับท้องถิ่นลดลง และโครงการกลุ่มจังหวัดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายโครงการของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จำนวน 15,839 ล้านบาท ยังมีการเบิกจ่ายต่ำเพียง 8.8% เท่านั้น ซึ่งล่าช้ากว่าคาดและยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งในข้อเท็จจริง งบฯกลุ่มจังหวัดจำนวน 15,839 ล้านบาทดังกล่าว จะเป็นงบฯที่เข้ามาขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคเหนือ แต่การเบิกจ่ายที่ต่ำและล่าช้า ก็อาจส่งผลให้โครงการลงทุนต่าง ๆ ต้องล่าช้าตามไปด้วย

ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งก็พบว่า รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 64% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 72.9% จากปริมาณข้าวนาปรังที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับปกติจากฐานที่ต่ำในปีก่อน และอ้อยโรงงานเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูมาในช่วงไตรมาสนี้ แต่ในภาพรวมราคาสินค้าเกษตรต่ำกว่าปีก่อนมาก ส่งผลให้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรหดตัว -5.3% ตามราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และลำไย

นอกจากนี้ก็พบว่าการบริโภคภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็ง และมีทิศทางไม่ชัดเจน อยู่ในระดับ 0.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 4.6% แม้จะมีการเพิ่มขึ้นในหมวดสินค้าคงทน โดยเฉพาะปริมาณจดทะเบียนรถยนต์เพิ่มขึ้นถึง 13.2% เทียบกับไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ -9.1%

ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในภาคการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ยังซบเซา จากพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ที่หดตัว -6.4% โดยยอดคงค้างสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังหดตัว สะท้อนจากการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่มีน้อยลง รวมถึงยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังซบเซาด้วยเช่นกัน เนื่องจากขาดแรงส่งจากนักลงทุน

ค้าชายแดนเมียนมา-ลาวหดตัว

ส่วนประเด็นการส่งออก Nonborder ยังขยายตัวได้ดี แต่การส่งออกสินค้าชายแดนไปประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว ยังหดตัว -7.9% โดยสินค้าที่ส่งไปเมียนมา มียอดส่งออกลดลงในหมวดสินค้าโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลการเกษตร และน้ำตาลทราย ขณะที่สินค้าหมวดอุปโภคบริโภค สุกรมีชีวิตและรถยนต์บรรทุกไป สปป.ลาวก็ลดลงเช่นกัน เนื่องจากทางการจีนเข้มงวดการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทางชายแดนมากขึ้น

ทั้งนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจของภาคเหนือไตรมาสที่ 2 แม้จะมีเครื่องชี้หลายตัวที่สะท้อนถึงการหดตัว หรือชะลอตัว แต่ก็ยังมีเครื่องชี้ที่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอยู่ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี


ด้านนายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า งบฯกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) จำนวน 311 ล้านบาท ขณะนี้การเบิกจ่ายมีความคืบหน้าราว 63% ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้รับงบประมาณก้อนนี้ 171 ล้านบาท โดยโครงการของหลายหน่วยงานอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ คาดว่าจากนี้ไปจนถึงเดือนกันยายน จะสามารถทำการเบิกจ่ายงบประมาณได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 80%