เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แอสเซทไวส์ ปิดดีลซื้อหุ้น “ชีวาทัย เอสเตท 3” เสริมพอร์ตอสังหาฯ ผุดคอนโดย่านแจ้งวัฒนะ
Real Estate แอสเซทไวส์ ปิดดีลซื้อหุ้น “ชีวาทัย เอสเตท 3” เสริมพอร์ตอสังหาฯ ผุดคอนโดย่านแจ้งวัฒนะ
“ประกันภัยพิบัติ” เริ่มทำงาน ลุยลำพูน-เชียงใหม่ บ้านรับสูงสุด 1 แสน-เสียชีวิต 2 ล้าน
Finance “ประกันภัยพิบัติ” เริ่มทำงาน ลุยลำพูน-เชียงใหม่ บ้านรับสูงสุด 1 แสน-เสียชีวิต 2 ล้าน
ยอดสั่ง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab ทะลุ 20 ล้านออร์เดอร์ ดันยอดขายร้านโต 2 เท่า
Business ยอดสั่ง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab ทะลุ 20 ล้านออร์เดอร์ ดันยอดขายร้านโต 2 เท่า
สุทธิพงษ์ จี้ ‘อธิบดีปกครอง’ แสวงหาข้อเท็จจริง-ให้ความเป็นธรรม ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’
Politics สุทธิพงษ์ จี้ ‘อธิบดีปกครอง’ แสวงหาข้อเท็จจริง-ให้ความเป็นธรรม ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’
ฝ่ายค้าน ดีเดย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับตาปม ฮั้ว สว.- พรก.กู้เงิน – TH:AI Passport
Politics ฝ่ายค้าน ดีเดย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับตาปม ฮั้ว สว.- พรก.กู้เงิน – TH:AI Passport
กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ปลดล็อกเกณฑ์ 7 วัน เจรจา ปภ. อุ้มกลุ่ม ‘น้ำล้อมบ้าน’ ดีเดย์จ่ายเงินสัปดาห์นี้
News กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ปลดล็อกเกณฑ์ 7 วัน เจรจา ปภ. อุ้มกลุ่ม ‘น้ำล้อมบ้าน’ ดีเดย์จ่ายเงินสัปดาห์นี้
นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ
News นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ
สแกนสมรภูมิ ‘Solar EPC’ ไทย ตลาดแข่งเดือดรับเทรนด์ ESG—เปิดพอร์ต 5 ผู้เล่นในอุตสาหกรรม
Biz Movement สแกนสมรภูมิ ‘Solar EPC’ ไทย ตลาดแข่งเดือดรับเทรนด์ ESG—เปิดพอร์ต 5 ผู้เล่นในอุตสาหกรรม
ยุคของนักไลฟ์ ‘มืออาชีพ’ กำลังมาถึง ไม่ใช่แค่สร้างรายได้ฉ่ำ ๆ แต่บางคนเริ่มตั้ง ‘สังกัด’ ของตนเอง
Tech ยุคของนักไลฟ์ ‘มืออาชีพ’ กำลังมาถึง ไม่ใช่แค่สร้างรายได้ฉ่ำ ๆ แต่บางคนเริ่มตั้ง ‘สังกัด’ ของตนเอง
สยามพารากอน จัดกิจกรรมรวมพลังคอมมูนิตี้ AI ชั้นนำ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH
Tech สยามพารากอน จัดกิจกรรมรวมพลังคอมมูนิตี้ AI ชั้นนำ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH
ดูทั้งหมด

“Thai Wisdom for Longevity” ปลุกศักยภาพเยาวชน ต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่นวัตกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

20 ส.ค. 2569 | 17:49น.

DPU ชู “Thai Wisdom for Longevity” ปลุกศักยภาพเยาวชน ต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่นวัตกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับโรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมนิทรรศการนวัตกรรม “Thai Wisdom for Longevity: ศาสตร์ภูมิปัญญาไทย เพื่อสุขภาวะและอายุรักษ์ที่ยั่งยืน” เนื่องในกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย สมุนไพร สุคนธบำบัด เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และนวัตกรรมสุขภาพ ผ่านฐานการเรียนรู้และกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้นักเรียนกว่า 1,000 คนหมุนเวียนเข้าร่วมเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงตลอดทั้งวัน โดยมี รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ กรรมการบริหาร ดี.ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย และ ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา ผู้อำนวยการ ดี.ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมด้วย นายนันทศักดิ์ สืบสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร

การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากกิจกรรมในปีแรกได้รับความสนใจจากนักเรียนและครู โดยปีนี้ขยายองค์ความรู้ให้ครอบคลุมศาสตร์สุขภาพมากขึ้น พร้อมวางแนวคิดสำคัญให้เยาวชนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “ภูมิปัญญาไทย–วิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี–นวัตกรรม” และเข้าใจว่าสิ่งที่เรียนในห้องสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ บริการสุขภาพ เส้นทางวิชาชีพ ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ กรรมการบริหาร ดี.ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า แนวคิดหลักของกิจกรรมปีนี้มุ่งให้เยาวชนเข้าใจ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มระบบสุขภาพของโลก การสร้างนวัตกรรมสุขภาพจากฐานภูมิปัญญาไทย และการเรียนรู้องค์ความรู้จากพระอัจฉริยภาพและแนวพระราชดำริของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อนำมาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่

แนวโน้มสำคัญของระบบสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงรุก การป้องกันปัจจัยเสี่ยง และแนวคิด Longevity ซึ่งไม่ได้มองเพียงการเพิ่มจำนวนปีของการมีชีวิต หรือ Lifespan แต่มุ่งเพิ่ม Healthspan หรือช่วงเวลาที่บุคคลสามารถดำรงชีวิตด้วยสุขภาพที่ดีและมีคุณภาพ

หนึ่งในโจทย์ใหญ่คือการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ซึ่งทำให้การป้องกันและการดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรคมีบทบาทมากขึ้น ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรจึงเป็นอีกฐานองค์ความรู้ที่สามารถนำมาศึกษา พัฒนา และเชื่อมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานสมัยใหม่ เพื่อสร้างทางเลือกด้านการดูแลสุขภาวะที่เหมาะสม

“สิ่งที่อยากให้เด็ก ๆ เข้าใจคือ โลกสุขภาพกำลังเปลี่ยนไป นวัตกรรมสุขภาพสามารถสร้างได้ และประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญคือภูมิปัญญาของเราเอง หน้าที่ของคนรุ่นใหม่คือเรียนรู้ สืบทอด แล้วนำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยและประเทศต่อไป” รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าว

รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ ระบุว่า อีกหนึ่งสาระสำคัญของกิจกรรมคือการถ่ายทอดแนวคิดจาก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ตลอดจนองค์ความรู้จากโครงการและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งถูกนำมาเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ ชุมชน และประเทศอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา ผู้อำนวยการ ดี.ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ต้องการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาสมุนไพร และศาสตร์สุขภาพที่เกี่ยวข้องมาถ่ายทอดให้นักเรียนในรูปแบบที่สามารถเรียนรู้และทดลองได้จริง โดยเน้นแนวคิดการดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรค การรู้จักสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และการนำความรู้เบื้องต้นไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม

การกลับมาจัดกิจกรรมเป็นปีที่ 2 สะท้อนความสนใจจากนักเรียนหลังจากการจัดงานครั้งก่อน โดยพบว่าเยาวชนจำนวนมากสนใจการตรวจและประเมินร่างกายแบบแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรที่พบได้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงหลักการของการนวดไทย บางรายเตรียมสมุดมาจดข้อมูลและสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าความรู้ใดสามารถนำไปใช้ดูแลตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวได้

“น้อง ๆ ให้ความสนใจมาก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่สมุนไพรที่พบในครัวเรือน การดูแลสุขภาพเบื้องต้น ไปจนถึงการนวดไทย เราจึงพยายามทำให้เขาเข้าใจทั้งประโยชน์ วิธีใช้ และข้อควรระวัง เพื่อให้รู้ว่าส่วนไหนสามารถดูแลเบื้องต้นได้ และเมื่อใดควรพบแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพ” ดร.พท.คณิศร์ณิชา กล่าว

รูปแบบกิจกรรมยังบูรณาการองค์ความรู้จาก การแพทย์แผนไทย เทคนิคการแพทย์ และวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เพื่อให้นักเรียนมองเห็นว่าการดูแลสุขภาพในปัจจุบันต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขาเชื่อมโยงกัน ในส่วนการแพทย์แผนไทย นักเรียนได้เรียนรู้แนวทางการซักประวัติและประเมินสุขภาพตามหลักเวชกรรมไทย การใช้สมุนไพร การนวดและการดูแลสุขภาพ รวมถึงภาพรวมของศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เทคนิคการแพทย์เปิดโอกาสให้ทำความเข้าใจบทบาทของการตรวจเลือดและการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการประเมินภาวะสุขภาพ ส่วนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางนำเสนอการประยุกต์ใช้สมุนไพรและสารจากธรรมชาติร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยให้นักเรียนเห็นตั้งแต่แนวคิดเรื่องวัตถุดิบ ส่วนประกอบ คุณภาพ ความปลอดภัย และการต่อยอดผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด

สำหรับ ดี.ซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย ได้นำองค์ความรู้จากการทำงานของคลินิกมาปรับเป็นฐานกิจกรรมที่นักเรียนเข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมการประเมินสุขภาพตามหลักเวชกรรมไทย การให้ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงของ NCDs เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับตำรับและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ

ฐานการนวดไทยยังช่วยทำความเข้าใจว่า การนวดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีหลักการและข้อควรระวัง ไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะการสร้างความผ่อนคลาย โดยมีการสาธิตตำแหน่งกดจุดเบื้องต้น พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับจุดที่เหมาะสมและจุดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้ศาสตร์ดังกล่าวอย่างถูกวิธี

นอกจากนี้ ฐานสุคนธบำบัดยังเปิดประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติและการใช้กลิ่นเพื่อส่งเสริมความผ่อนคลาย ให้นักเรียนได้เห็นอีกตัวอย่างของการนำทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านสุขภาวะ

โดยตลอดทั้งวันมีนักเรียนเข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน โดยหมุนเวียนเข้าฐานกิจกรรมรอบละประมาณ 200 คน เริ่มจากการเรียนรู้เรื่องการประเมินสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมด้านการนวดไทย นวัตกรรมสมุนไพร ชาสมุนไพร สุคนธบำบัด วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และเทคนิคการแพทย์

กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีพื้นฐานการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บางส่วนเคยทำโครงงานด้านสมุนไพรและนวัตกรรม รวมถึงเคยเข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการ การได้เห็นกระบวนการจริงจึงช่วยต่อยอดความรู้จากภาคทฤษฎีและเปิดมุมมองต่อเส้นทางศึกษาต่อมากขึ้น

ขณะที่นายนันทศักดิ์ สืบสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่โรงเรียนได้เข้าไปศึกษาดูงานและเห็นศักยภาพของ DPU ด้านการแพทย์แผนไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดจากการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาต่อยอด โรงเรียนจึงเห็นโอกาสที่จะนำประสบการณ์เหล่านี้มาเปิดโลกการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนภายในสถานศึกษา

จุดที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการทำให้นักเรียนได้เรียนรู้มากกว่าการอ่านจากตำรา เอกสาร หรือการดูคลิปวิดีโอ เพราะการนำบูธจากมหาวิทยาลัยเข้ามาจัดภายในโรงเรียนทำให้ผู้เรียนได้เห็นผลิตภัณฑ์จริง ทดลองกิจกรรมจริง และพูดคุยกับอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละศาสตร์โดยตรง ส่งผลให้สามารถเชื่อมโยงบทเรียนทางวิทยาศาสตร์กับการประยุกต์ใช้ในโลกการทำงานได้ง่ายขึ้น

“สิ่งที่เด็กได้รับต่างจากการเรียนในเอกสาร เพราะเขาได้เห็นของจริง ได้ทดลอง และได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ เด็กจึงเห็นว่าความรู้ที่เรียนอยู่สามารถนำไปต่อยอดอย่างไร ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การสร้างผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทำธุรกิจ ซึ่งในระดับมัธยมโอกาสที่จะได้เห็นกระบวนการครบแบบนี้ยังมีไม่มาก” นายนันทศักดิ์ กล่าว

กิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องคือฐาน การนวดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนชื่นชอบตั้งแต่ปีแรก ขณะที่ปีนี้มีการเพิ่มพื้นที่เรียนรู้อีกหลายด้าน ทั้งนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สมุนไพร น้ำมันหอมระเหยและสุคนธบำบัด วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และเทคนิคการแพทย์ ทำให้นักเรียนได้เห็นระบบสุขภาพในภาพที่กว้างขึ้น ตั้งแต่การป้องกัน การประเมินสุขภาพ การดูแลและฟื้นฟู ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ

โดยเฉพาะ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง นายนันทศักดิ์ มองว่า เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้นักเรียนเห็นการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่โลกธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากการเรียนเรื่องสารหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้เรียนยังได้เห็นว่าสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างนวัตกรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ขณะที่ฐาน เทคนิคการแพทย์ ช่วยให้เยาวชนเข้าใจบทบาทของการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเลือด เซลล์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินสุขภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรู้สถานะสุขภาพของตนเองและการป้องกันปัญหาก่อนพัฒนาไปสู่โรค

“นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งอยู่ในช่วงตัดสินใจเลือกศึกษาต่อจะได้รับประโยชน์โดยตรง เพราะการได้พบอาจารย์แต่ละสาขา เห็นเครื่องมือ กระบวนการเรียน และตัวอย่างผลงาน ช่วยให้เข้าใจลักษณะของแต่ละวิชาชีพ และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการเลือกเส้นทางของตนเองได้ดียิ่งขึ้น” ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนางสาวเบสซิ่ง อูเด็มกบา นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้จากบูธของมหาวิทยาลัยภายในโรงเรียน โดยเฉพาะองค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และการนวดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ซึ่งช่วยให้เห็นภาพการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพไปใช้จริงมากกว่าการเรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว

นางสาวเบสซิ่ง ระบุว่า ตนมีความสนใจเกี่ยวกับศาสตร์สุขภาพอยู่แล้ว จึงต้องการใช้โอกาสนี้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมีหลักการอย่างไร รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ในรูปแบบใด โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การนวดไทย เพราะทำให้ได้เรียนรู้หลักการดูแลร่างกายเบื้องต้น และเห็นว่าสามารถนำความรู้บางส่วนไปใช้ดูแลคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม

นอกจากการทดลองกิจกรรมแล้ว นักเรียนยังได้รับมอบหมายให้เก็บข้อมูลจากแต่ละบูธเพื่อนำไปสรุปเป็นชิ้นงานส่งครู โดยต้องเลือกประเด็นที่สนใจ สอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และเรียบเรียงด้วยความเข้าใจของตนเอง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปความรู้จากประสบการณ์ตรง

นางสาวเบสซิ่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า บูธสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพช่วยให้ได้เรียนรู้รายละเอียดที่ไม่เคยทราบมาก่อน ทั้งส่วนประกอบ คุณสมบัติ และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าสมุนไพรไทยสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ได้ และยังเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ที่เรียนอยู่ในห้องเรียน