Super LBA 3 ติดสปีดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา – คุ้มครององค์กร
หลักสูตร Super LBA 3 DPU ติดสปีดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และกลยุทธ์ AI ยุคดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถ เปลี่ยนนวัตกรรมสู่มูลค่า พร้อมเดินหน้าคุ้มครององค์กร
หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการเรียนการสอนในโมดูลที่ 5 ต่อเนื่องในหัวข้อ Technology and Intellectual Property for Executives ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมุมมองเชิงนโยบายให้แก่ผู้บริหารองค์กร ในการรับมือกฎหมายดิจิทัลและเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจอย่างรวดเร็ว
โดยได้รับเกียรติจาก คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา คุณสืบสิริ ทวีผล นายกสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณทักษอร สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา และ ผศ.ดร.ธรรณพ อารีพรรค อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผู้ร่วมก่อตั้ง Claude Thailand Community ร่วมถ่ายทอดความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างมูลค่าและปกป้องเครื่องหมายการค้า กลยุทธ์บริหารลิขสิทธิ์และการแปลงผลงานเป็นรายได้ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI Agent และการจัดการความปลอดภัยข้อมูลในองค์กรอย่างครบวงจร
พลิกเกมเครื่องหมายการค้า สู่มูลค่าเชิงพาณิชย์ระดับสากล
การบรรยายเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา โดยคุณปานรดาได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม และลิขสิทธิ์ที่มาพร้อมสิทธิข้างเคียง โดยเครื่องหมายการค้าจะอยู่ในกลุ่มของทรัพย์สินอุตสาหกรรมที่มีอายุความคุ้มครอง 10 ปี และสามารถยื่นต่ออายุได้ทุก 10 ปี ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุความคุ้มครอง 20 ปี และอนุสิทธิบัตรคุ้มครอง 10 ปี โดยการได้มาซึ่งสิทธิทั้งหมดจะยึดหลักจดก่อนได้สิทธิ์ก่อนหรือ First to File เป็นสำคัญ
คุณปานรดา ยังอธิบายถึงหลักการพิจารณาเครื่องหมายการค้าว่า “การพิจารณาเครื่องหมายการค้า มีหลักง่ายๆ คือ ‘ต้องห้าม ซ้ำ สื่อ’ อย่างคำที่เป็นชื่อเมืองหรือประเทศทางภูมิศาสตร์ ถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ผู้ประกอบการสามารถแก้เกมด้วยการออกแบบโลโก้ให้มีสัญลักษณ์โดดเด่นแทนได้ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Santa Fe ที่ใช้รูปหัวรถไฟเป็นสัญลักษณ์หลักถึง 70% และมีตัวอักษรเพียง 30% หรือแบรนด์ ลาวญวน ที่ปรับมาใช้รูปหมวกงอบเพื่อสื่อถึงเอกลักษณ์แทนการใช้ชื่อประเทศโดยตรง ซึ่งทั้งสองกรณีก็สามารถผ่านการอนุมัติและจดทะเบียนได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ยังเสนอแนะแนวทางให้ผู้ประกอบการยื่นจดทะเบียนด้วยไฟล์ภาพขาวดำ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมทุกเฉดสี ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อต้องยื่นจดทะเบียนในต่างประเทศ พร้อมยกอุทาหรณ์กรณีแบรนด์ “Deeni” ที่ถูกแอบจดทะเบียนตัดหน้าในประเทศจีน และโดนเรียกค่าไถ่สิทธิสูงถึง 7 ล้านบาท จนทำให้แบรนด์ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอ และหันไปพัฒนาตราสินค้าอื่นในการทำตลาดแทน
“เครื่องหมายการค้าที่แข็งแรงที่สุด คือการออกแบบตราสัญลักษณ์ที่ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถทราบได้อย่างตรงไปตรงมาว่าแบรนด์นั้นทำสินค้าหรือบริการประเภทใด การสร้างตราที่มีลักษณะบ่งเฉพาะและประณีต จะช่วยลดปัญหาความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าเราเข้าใจหลักการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง มันจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าทำรายได้กลับมาให้เราได้จริงๆ” คุณปานรดา ย้ำจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการไอเดีย
ขณะเดียวกัน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร ได้กล่าวเสริมประเด็นกฎหมายว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทยมีอัตราโทษทั้งปรับและจำคุก โดยเงินค่าปรับทางอาญาในคดีละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งจะถูกส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อชดเชยความเสียหาย ทว่าในโลกการค้ามักมีความเสียหายจริงสูงกว่าสัดส่วนค่าปรับ ทำให้เกิดการฟ้องคดีแพ่งควบคู่กันไป
พร้อมกันนี้ยังได้เล่าถึงอุทาหรณ์ในอดีตเกี่ยวกับการจำหน่ายซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ของนักศึกษารายหนึ่ง ซึ่งไปซื้อซีดีหนังและเพลงที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์มาดู ก่อนนำซีดีดังกล่าวมาจำหน่ายโดยไม่ทราบว่าเป็นความผิด ต่อมาถูกจับนำมาฟ้องในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ โดยเปิดเผยแนวทางในขณะนั้นว่า ศาลได้ใช้มาตรการคุมประพฤติและให้นักศึกษาคนนั้นบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะทดแทนการจำคุก เพื่อไม่ให้นักศึกษาต้องเสียประวัติทางกฎหมาย
“กฎหมายลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของไทยมีความเข้มงวดและมีโทษจำคุกอยู่แล้ว ทว่าความท้าทายหลักกลับอยู่ที่เรื่องประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ และการเลือกจังหวะเวลาในการบังคับใช้สิทธิ์ของตัวเจ้าของสิทธิ์เอง” ดร.สุทธิพล อธิบาย
ถอดรหัส Copyright & Digital Business Strategy
ทางด้าน คุณทักษอร ได้เปิดเผยสถิติจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสามารถสร้างมูลค่าสูงถึง 1.63 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 4.29% ของ GDP ในขณะที่ GDP รวมของประเทศถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตชะลอตัวที่สุดเมื่อเทียบกับเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม คุณทักษอรมองว่า “มูลค่าจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือสิ่งที่เราพอจะเอาไปแข่งได้” โดยการบริหารจัดการสิทธิ์สามารถเลือกได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างทีมพัฒนาขึ้นเองภายในองค์กร (Build) การเข้าซื้อสิทธิ์ขาดจากผู้สร้างสรรค์รายอื่น (Buy) และการจ้างคนนอกพัฒนาผลงานตามโจทย์ (Commission) นอกจากนี้ เมื่อมีการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ที่ชัดเจนแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถเลือกใช้ 8 โมเดลการทำ Monetization เพื่อเปลี่ยนสิทธิที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้ยั่งยืน
“ถ้าดูตัวอย่างระดับโลกอย่างดิสนีย์ ที่สร้างรายได้รวมสูงถึง 94.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นได้ชัดเลยว่า โตเกียวดิสนีย์แลนด์ คือตัวอย่างของการเสือนอนกินที่รับผลประโยชน์ผ่านสัญญา Licensing เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องลงไปบริหารเอง” คุณทักษอร เผย

แต่ก่อนที่จะนำลิขสิทธิ์ไปต่อยอดสร้างรายได้ สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องจัดการให้ชัดเจนคือ “ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยคุณทักษอรชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างสัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของ ซึ่งส่งผลต่อการถือครองลิขสิทธิ์โดยตรง หากเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของลูกจ้างผู้สร้างสรรค์งานลิขสิทธิ์ ขณะที่สัญญาจ้างทำของ ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ตั้งแต่แรก
“สิ่งที่ผู้บริหารต้องกลับไปตรวจสอบทันทีคือ ในบริษัทเรามีงานอะไรบ้าง ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง ช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดีอาจยังไม่เห็นปัญหา แต่พอเกิดข้อพิพาทขึ้นมาเจ็บหนักทุกราย ดังนั้น สัญญาจ้างและสิทธิการใช้งานต้องตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก และต้องเลือกโมเดลสร้างรายได้ให้เหมาะสม เพราะงานบางอย่าง การเก็บค่า Licensing กินยาวๆ ดีกว่าการขายขาดแน่นอน” คุณทักษอร ย้ำ
ในส่วนของ คุณสืบสิริ อธิบายเพิ่มเติมกรณีศึกษาคดีฟ้องร้องการละเมิดเครื่องหมายการค้า จากกรณีโรงงานประเภท OEM ที่แอบผลิตสินค้าเกินข้อตกลง แล้วนำไปจัดงานขายตัดราคาหลังหมดสัญญา จนนำไปสู่การฟ้องร้องและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เพื่อยึดสินค้าของกลางนับแสนชิ้น ตลอดจนให้แง่คิดข้อกฎหมายซอฟต์แวร์ว่าคุ้มครองเฉพาะโครงสร้างภาษารหัส Source Code เท่านั้น แต่ไม่คุ้มครองขั้นตอนการทำงานอย่าง ERP Workflow หากเขียนระบบขึ้นใหม่และดีไซน์หน้าจอไม่ซ้ำเดิม ย่อมพ้นผิดทันที
นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงประเด็นการหมดอายุลิขสิทธิ์ของตัวละครตำนานอย่าง Winnie the Pooh และ Mickey Mouse เวอร์ชัน Steamboat Willie ที่ตกเป็นสาธารณะแล้วนั้น คุณสืบสิริยังได้เตือนผู้ประกอบการว่า “แม้ลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นแรกจะหมดอายุไป แต่ดิสนีย์ยังคงกางปีกคุ้มครองชื่อและดีไซน์เวอร์ชั่นใหม่ๆ ผ่านกฎหมายเครื่องหมายการค้า ซึ่งสามารถยื่นต่ออายุสิทธิได้เรื่อยๆ ทุก 10 ปี โดยไม่มีวันสิ้นสุด” พร้อมระบุถึงแนวทางป้องกันองค์กรว่า “ขั้นตอนที่สำคัญในการจัดทำสัญญาจ้างทำระบบหรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องเขียนกำหนดเงื่อนไขการรับประกันความเสียหายในสัญญาให้ชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคดีความทั้งหมดหากผลงานที่ส่งมอบนั้นไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น วิธีการนี้จะเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงและคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่องค์กรได้อย่างมั่นคง”
ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายด้วย AI Agent
สำหรับหัวข้อสุดท้าย ผศ.ดร.ธรรณพ นอกจากกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี AI ที่เดินทางมาครบรอบ 70 ปี และชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Conversational AI โต้ตอบธรรมดา ก่อนก้าวสู่ AI Agent ที่รับคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็สามารถวางแผนหรือทำงานซ้ำอัตโนมัติได้จนจบกระบวนการ ยังแนะนำสถาปัตยกรรม Model Context Protocol (MCP) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการเชื่อมต่อ AI เข้าจัดการ ไฟล์งาน จากซอฟต์แวร์ระบบภายนอก เช่น Gmail, Outlook, Google Drive และ Excel ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตลอดจนการใช้ Skill.md ในการสอนทักษะเฉพาะทาง เพื่อควบคุมมาตรฐานงานเอกสารและกำหนด SOP ในองค์กรให้ถูกต้องตามอุดมการณ์ของแบรนด์
ขณะเดียวกัน ในมิติด้านความปลอดภัย ผศ.ดร.ธรรณพ ได้เตือนผู้บริหารอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นอีกจุดที่ผู้บริหารต้องระวัง” และอยากให้เลิกใช้บัญชี Individual ส่วนตัว แล้วเปลี่ยนมาใช้แพ็กเกจสำหรับองค์กรอย่าง Team หรือ Enterprise ในราคาเฉลี่ยแค่ 700 บาทต่อเดือนแทน เพราะนอกจากจะมีเงื่อนไขคุ้มครองข้อมูล ยังป้องกันไม่ให้ผู้พัฒนาแอบนำความลับบริษัทเราไปใช้ฝึกฝนโมเดลภายนอกได้อีกด้วย
ในส่วนของการใช้งาน ผศ.ดร.ธรรณพ ได้สาธิตฟีเจอร์ Computer Use ที่สั่งให้ AI คุมเมาส์และคีย์บอร์ดคัดกรองประวัติผู้สมัครงาน 140 คน แล้วจัดอันดับลงตาราง Excel เหลือ 25 คนแรกได้สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาจากเดิมที่ต้องทำเองยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งยังแนะนำกลยุทธ์ No-Code และ Low-Code เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานนอกแผนกไอทีสั่งการ AI ให้ช่วยเขียนระบบขึ้นมาใช้งานเองได้
ผศ.ดร.ธรรณพ ยังกล่าวสรุปทิ้งท้ายด้วยว่า “ประเทศไทยมีอัตราการเปิดใช้งาน AI สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย แต่สัดส่วนการสร้างผลงานจริงยังต่ำ เพราะส่วนใหญ่ยังนำไปค้นหาตัวเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงอยากสนับสนุนให้องค์กรหันมาสร้าง AI Agent ทำงานแทนคนอย่างจริงจัง เพราะประสิทธิภาพในการทำงานระหว่างคนที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เป็น กับคนที่ยังไม่เปิดรับ จะมีความแตกต่างกันคนละโลกจริงๆ”
“ที่สำคัญต่อให้ระบบจะเก่งแค่ไหน ทักษะ ประสบการณ์ และ Domain Knowledge ของมนุษย์ที่สะสมมา 10-20 ปี ก็ยังจำเป็นที่สุด มนุษย์เรายังต้องเป็นผู้ตรวจทานด่านสุดท้าย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาข้อมูลหลอน หรือ Hallucinations ของระบบ”
สอดรับกับคุณทักษอร ที่ระบุถึงข้อควรระวังทางกฎหมายว่า หากผลงานชิ้นใดส่งผลต่อความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น ซอฟต์แวร์ อาร์ตเวิร์ก หรือเอกสารประชาสัมพันธ์ ควรให้มนุษย์มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ให้มากที่สุดเพื่อความคุ้มครองทางกฎหมายที่สมบูรณ์ พร้อมแนะนำให้องค์กรจัดทำ AI Use Policy ให้ชัดเจน ทั้งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการป้องกันความลับบริษัทรั่วไหล
ขณะที่ในมิติด้านกฎหมายวิชาการเกี่ยวกับการบริหารลิขสิทธิ์ของสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์และสัญญากับนักศึกษา ดร.สุทธิพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายหากมหาวิทยาลัยไปออกข้อบังคับฝ่ายเดียว กำหนดให้วิทยานิพนธ์ที่นักศึกษาทำเป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย เพราะผลงานเกิดจากแรงกายและงบประมาณของนักศึกษาเป็นสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทอาจจะระบุให้ลิขสิทธิ์ยังคงเป็นของนักศึกษา แต่ให้สิทธิทางมหาวิทยาลัยนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ในการศึกษา หรือเปลี่ยนวิธีทำเป็นรูปแบบข้อตกลง Agreement ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน เพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและสาระความรู้ เพิ่มเติมได้ที่ www.dpu.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก Super LBA เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญในโลกแห่งอนาคต




