เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
Finance ‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ปรับลง 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ปรับลง 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
รุทธพล  โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Politics รุทธพล โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
Uncategorized Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
News สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
‘อดีตปลัด มท.’ กระตุก ‘บิ๊ก ขรก.’ อย่ากลัวอำนาจมิชอบ-ทำความดี เหตุกินเงินภาษีประชาชน
Politics ‘อดีตปลัด มท.’ กระตุก ‘บิ๊ก ขรก.’ อย่ากลัวอำนาจมิชอบ-ทำความดี เหตุกินเงินภาษีประชาชน
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ต.ค. 69) ปรับลง 2.1% อยู่ที่ 82,081 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (13 ต.ค. 69) ปรับลง 2.1% อยู่ที่ 82,081 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (13 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (13 ต.ค.) เตือนฝนหนัก “อีสานใต้-กลาง-กทม.-ตะวันออก-ใต้” ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
News พยากรณ์อากาศ (13 ต.ค.) เตือนฝนหนัก “อีสานใต้-กลาง-กทม.-ตะวันออก-ใต้” ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
MG IM5 ฟีลดี ขับโดน กำลังล้น  
Automotive MG IM5 ฟีลดี ขับโดน กำลังล้น  
ดูทั้งหมด

38 ปี เศรษฐกิจกัมพูชา ภายใต้การนำของ “ฮุน เซน”

05 ส.ค. 2568 | 17:45น.

ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชาภายใต้อำนาจของผู้นำอายุ 72 ปี ปกครองประเทศมากว่าครึ่งชีวิต

“จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน” หรือ “ฮุน เซน” เกิด 5 สิงหาคม 2495 (73 ปี) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2538 ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศกัมพูชา และเป็น 1 ในนายกฯที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก โดยเป็นทั้งตำแหน่งรักษาการฯ และนายกรัฐมนตรีกินเวลากว่า 38 ปี 5 เดือน 1 สัปดาห์

ปัจจุบัน ฮุน เซนดำรงตำแหน่งประธานพฤฒสภากัมพูชาหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูช และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา

ประชาชาติธุรกิจ พาย้อนไปดูภาพรวมเศรษฐกิจของกัมพูชาภายใต้การนำของ “ฮุน เซน”

ปี 2528 กัมพูชายังคงอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบ คอมมิวนิสต์วางแผนส่วนกลาง ซึ่งสภาพเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ ภาคการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวยังครองสัดส่วนถึง ประมาณ 90% ของจีดีพี และว่าจ้างแรงงานกว่า 80% ของประชากรทำงานในพื้นที่ชนบท

ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5‑6% ของจีดีพี เท่านั้น โดยอุตสาหกรรมที่มีอยู่ก็เน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างข้าว ยางพารา ไม้ และปลา มากกว่าการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเชิงอุตสาหกรรมจริงจัง

ตั้งแต่ปี 2530-2532 เป็นต้นมา รัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยการยกเลิกการควบคุมการค้าต่างประเทศแบบรัฐเดี่ยวในปี 2530 และแนะนำกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2532 ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขจีดีพี เติบโตอย่างไม่สม่ำเสมอ เติบโตสูงเช่น 7.6% (2531) และ 7.1% (2532) ตามลำดับ ท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 70% ในปี 2532 เป็นสูงถึง 200% ในปี 2535 จนถึงเมื่อปี 2536 ที่เกิดการเลือกตั้งภายใต้การดูแลของ UN จึงเริ่มควบคุมได้และสกุลเงินเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นและได้เปลี่ยนประเทศเป็น “ราชอาณาจักรกัมพูชา”

รัฐบาลวางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมถึงการเปิดเสรีการค้า การปรับโครงสร้างภาษี ระบบการธนาคาร และเสถียรภาพของสกุลเงิน เมื่อเข้าสู่ปี 2537 จีดีพีเติบโตประมาณ 6–8% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือราว 3‑9% ภาคบริการและอุตสาหกรรมเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการเกษตรเริ่มลดบทบาทลง

ขณะที่ปี 2538 เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามใช้นโยบายที่มีความมั่นคงกับหุ้นส่วน ทำให้เศรษฐกิจมหภาคเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากฐานเศรษฐกิจที่ต่ำในช่วงหลังสงคราม มีที่อัตราการเติบโต GDP สูงถึงกว่า 20%

ก่อนจะชะลอลงเล็กน้อยในปีต่อ ๆ มา แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยราว 5–7% จากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ส่งผลให้เศรษฐกิจในภาคชนบทยังคงเติบโตต่อเนื่อง การปลูกข้าวและภาคบริการมีการขยายตัวต่อเนื่อง และการนำเข้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเข้าถึงแหล่งทุนจากต่างประเทศ และการส่งออกเริ่มขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอที่กำลังเติบโตจากการได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า

หลังจากที่เศรษฐกิจมหภาคมีความเข้มแข็งประมาณ 4 ปี เศรษฐกิจกัมพูชาประสบภาวะชะลอตัวในช่วงปี 2540-2541 จากวิกฤตการเมืองภายในประเทศและวิกฤตการเงินในภูมิภาค

ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในปี 2542 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึงเกือบ 10% ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากยุคเขมรแดงสิ้นสุดลง ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2550 เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัวในอัตราเฉลี่ยสูง โดยบางปีเติบโตถึงกว่า 13% ส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม การก่อสร้าง เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

เวลาต่อมาจีดีพีชะลอลงเหลือต่ำกว่า 7% ในปี 2551 และในปี 2552 มีการเติบโตเพียงเล็กน้อยจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์สินค้าในตลาดส่งออก และภาคการเงินภายในประเทศก็เริ่มเผชิญกับข้อจำกัดด้านสินเชื่อ

ประกอบกับการสิ้นสุดของข้อตกลงของ WTO ว่าด้วยสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเดือนมกราคม 2548 ทำให้กัมพูชาต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่จากประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม และบังกลาเทศ

ปี 2549 กัมพูชาได้ลงนามในกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนทวิภาคี (TIFA) กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาในช่วงปี 2550 มีการหารือและดำเนินการร่วมกันหลายรอบ แม้ผลเชิงปริมาณอาจยังไม่ชัดเจนในทันที แต่ก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การส่งออกยางพาราในปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 25% จากความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของกัมพูชายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเกินกว่า 2 ล้านคนต่อปี

อย่างไรก็ตามในปีเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชา ทั้งในด้านความต้องการสินค้าส่งออกที่ลดลง และภาคก่อสร้างที่เริ่มชะลอตัวจากการขาดแคลนสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 2563 หดตัวถึง 3.1% จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับคำสั่งซื้อลดลงจากประเทศพัฒนาแล้ว

ภายหลังจากปี 2564 เศรษฐกิจกัมพูชาก็เริ่มฟื้นตัวตามลำดับ โดยในปี 2565-2566 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5-5.5% ต่อปี และคาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 6% ในปี 2567-2568 จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การส่งออกสิ่งทอ และการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ การส่งออกเครื่องนุ่งห่ม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนโควิดเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาหนี้สินของครัวเรือน และอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงในช่วงหลังวิกฤต

ในเชิงรายได้ต่อหัว (GDP per capita) กัมพูชามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากประมาณ 740 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2552 เป็นประมาณ 1,875 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่ารายได้ต่อหัวจะทะลุ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการขยับสถานะของประเทศไปสู่รายได้ปานกลางระดับสูง

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของสมเด็จ “ฮุน มาเนต” บุตรชายของ “สมเด็จฮุน เซน” ได้ตั้งเป้าผลักดันประเทศเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 ผ่านแผนยุทธศาสตร์ “Pentagon Strategy” ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล การศึกษา และการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน

ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูง ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ และข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานในบางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Cambodia-GDP
(เครดิตภาพ จีดีพีกัมพูชาตั้งแต่ปี 1985 – 2024 จาก World Bank Group)

ข้อมูลจาก IMF, World Bank Group, Asian Development Bank , Trading Economics

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กัมพูชา สมเด็จฮุน เซน