เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
Business ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
News Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
SD มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
Tech ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
Economic ‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
Business ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
Finance ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
News วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
ดูทั้งหมด

ภาษีสหรัฐ 12% เป็นไปได้หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ทางรอดไทยในสงครามการค้า

06 ส.ค. 2568 | 17:43น.

ประชาชาติธุรกิจ ชวนถกประเด็น-สรุปภาษีทรัมป์ ในอัตราภาษี 19% สมเหตุสมผลหรือไม่ ไทยต้องปรับตัวอย่างไร และต่อไปในโลกของสงครามการค้าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง ผ่านข้อเสนอของนักวิชาการแต่ละแขนง ในงานเสวนา “Trump’s Tariffs ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2025 สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา “Trump’s Tariffs ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร” โดยมีนักวิชาการในหลากหลายศาสตร์ร่วมถกถึงประเด็นปัญหา ทรัมป์เก็บภาษีประเทศไทย 19% เหมาะสมแล้วหรือไม่?

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราภาษีที่สหรัฐเก็บไทยในอัตรา 19% จะอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เนื่องจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนเองก็ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือ 19-20% จึงนับเป็นดีลที่ดีสำหรับประเทศไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีคุณค่ามากกว่านั้นในแง่ของยุทธศาสตร์ทางพื้นที่และทรัพยาการ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศสิงคโปร์ที่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% ดังนั้นแล้วยังมีโอกาสหรือไม่ที่ไทยจะขอดีลเพิ่มเติมจากความได้เปรียบทางด้านพื้นที่และทรัพยาการ โดยอัตราภาษีที่ไทยควรจะได้รับ ควรอยู่ที่ 12%

นอกจากนี้แล้ว รศ.ดร.ปณิธาน ยังได้ชี้ให้เห็นถึง New World Order หรือระเบียบโลกใหม่ ซึ่งจะไม่ได้มีมหาอำนาจเพียงสองขั้วอีกต่อไป แต่เป็นระเบียบโลกแบบกระจายตัว แต่ละพื้นที่จะมีความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์และการค้าเป็นของตัวเอง หลายประเทศกำลังพัฒนาจุดเด่นของตัวเองในแต่ละซีกโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย รัสเซีย อเมริกาใต้ รวมไปถึงอาเซียนด้วยเช่นกัน

 

ทางด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นใกล้เคียงกันว่า การเผชิญหน้ากับภาษีทรัมป์ในครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว แต่สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของสงครามระยะยาวมากถึง 5 มิติ คือ Trade Wars, Technology Wars, Geopolitics Wars, Financial Wars และอาจนำไปสู่ Military Wars

ประเทศไทยจำเป็นต้องคุยกับหลายประเทศให้มากขึ้น ไม่เพียงพึ่งพาประเทศจีนหรือสหรัฐลูกเดียว แต่ในระบบ New World Order ยังมีอีกหลายชนชาติที่ไทยเราสามารถเจรจาด้วยได้ รวมไปถึงอาเซียนของเราเองที่หากรวมพลัง ก็จะมีศักยภาพไม่แพ้ภูมิภาคอื่นในโลก ทางรอดของประเทศไทยคือการมองให้ครบทุกด้าน เพื่อเข้าใจและเตรียมพร้อมรับคลื่นระลอกใหม่ที่จะซัดเข้ามาอีกหลายหนในสงครามระยะยาวครั้งนี้

ดร.กอบศักดิ์ ได้ยกเอาประโยคเด็ดของการสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวกับภาษีของทรัมป์ที่ประเทศสิงคโปร์ครั้งหนึ่งว่า ข้อตกลงของทรัมป์ไม่ต่างอะไรจาก Napkin Deals หรือเปรียบเสมือนผ้าเช็ดหน้าที่จะโยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ 19% ในวันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ดังนั้นอย่าชะล่าใจในดีลนี้ แม้ 19% จะอยู่ในจุด Great Deals สำหรับประเทศไทยแล้วก็ตาม เพราะ Tariffs เป็นเพียงจุดเริ่มต้นยกที่ 1 และต่อไปทรัมป์จะเล่นกับภาษีประเภทอื่นๆ ด้วยแน่นอน

 

สุดท้าย นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นด้านการต่างประเทศและแนวโน้มทางด้านการตัดสินใจของทรัมป์ ซึ่งให้ความสำคัญกับคำว่า “Tariffs” (ภาษีศุลกากร) มากที่สุด ถึงขนาดยกให้เป็นประโยคที่สวยที่สุด รองจาก God (พระเจ้า), Love (ความรัก) และ Family (ครอบครัว)

ในการดำรงค์ตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 1 ของโดนัลด์ ทรัมป์ เขาได้ใช้กลไกภาษีในการจัดการกับชาติคู่แข่งอย่างประเทศจีน และในการดำรงค์ตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ เขาก็ได้นำภาษีกลับมาใช้อีกครั้งกับทุกชนชาติทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนรักบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแคนาดา

โดยทั้งหมดเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของทรัมป์ใน 2 ด้านสำคัญ คือ

  1. การแก้ปัญหาหนี้สหรัฐ ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศเกิดหนี้ในอนาคตจำนวนมาก หนทางแก้ไขจึงเป็นการเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ โดยเป็นความเห็นเดียวกับ ดร.กอบศักดิ์ ที่ชี้ให้เห็นว่าในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์สามารถเก็บภาษีนำเข้าได้สูงถึง 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
  2. การใช้ภาษีเป็นอาวุธในการบีบบังคับประเทศต่างๆ ให้ทำในสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ ยกตัวอย่างสิ่งใกล้ตัวที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ในสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ทรัมป์ได้ยื่นมือเข้ามาควบคุมความไม่สงบนี้โดยยกเรื่องภาษีมาขู่ให้เกิดการหยุดยิง การได้รับภาษีในอัตรา 19% จึงเป็นเหมือนรางวัลที่ทรัมป์ได้มอบให้กับประเทศที่เชื่อฟังตน ในทางตรงกันข้าม ประเทศอินเดียซึ่งละเมิดคำเตือนของทรัมป์ด้วยการดีลซื้อน้ำมันกับประเทศรัสเซีย จึงถูกลงโทษด้วยการลงดาบอัตราภาษีสูงถึง 25%

นอกจากนี้นายพิศาลได้ให้ความเห็นว่า การใช้ภาษีเป็นอาวุธของทรัมป์เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัวของทรัมป์ซึ่งอยากได้รับรางวัลโนเบล (Noble Prize) ในการดำรงค์ตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ ดังนั้นแล้วหนทางรอดในทางการทูตของประเทศไทยในสงครามภาษีครั้งนี้ง่ายนิดเดียว เพียงรัฐบาลเขียนจดหมายประกาศสู่สาธารณชน ในประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครั้งนี้ว่า “มีฝ่ายที่ไม่เคารพอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) และอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) แต่ทรัมป์ได้ทำการยุติการกระทำนั้นไว้ และสมควรที่จะได้รับรางวัลโนเบล”

เพียงเท่านี้ประเทศไทยก็ได้รับประโยชน์ถึงสองเด้งคือ เป็นการประกาศถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศและได้ใจทรัมป์ไปพร้อมๆ กัน เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ความรวนเรในด้านอารมณ์ของทรัมป์ก็สามารถทำให้อัตราภาษี 19% เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะถ้าทรัมป์เชื่อแหล่งข่าวกัมพูชาที่อาจมีการบิดเบือนว่า ไทยยังไม่หยุดโจมตี

ในช่วงท้าย อดีตทูตไทยประจำสหรัฐยังได้เสนอแนะเพิ่มไปด้วยว่า ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากความถือตัวของทรัมป์ กล่าวคือประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ หากได้รับคำเชื้อเชิญให้มาเที่ยวประเทศไทยจากการออกปากของกษัตริย์เอง อาจทำให้สามารถเพิ่มคะแนนความพึงพอใจแก่ทรัมป์ได้ และทำให้อัตราภาษีที่ไทยจะได้รับมีโอกาสปรับลดลงตามความพอใจนี้เช่นกัน ซึ่งโอกาสดีอยู่ไม่ไกลจากนี้นัก เนื่องจากในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ทรัมป์มีกำหนดการจะเดินทางมางาน ASEAN Summit ที่ประเทศประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว โดยไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการเชิญมาไทยได้อย่างง่ายดาย