เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

สำรวจ ‘ไพ่’ ในมืออินเดีย สู้กลับแรงบีบภาษี ‘ทรัมป์’

09 ส.ค. 2568 | 11:21น.
FILE PHOTO: U.S. President Trump holds a joint press conference with Indian Prime Minister Modi at the White House in Washington D.C.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

แม้อินเดียจะอยู่ในรายชื่อคู่ค้าสำคัญที่สหรัฐอเมริกาต้องการ “ปิดดีล” การค้าให้ได้โดยเร็ว และเป็นรายชื่อที่ฝ่ายสหรัฐมักจะแย้ม ๆ ออกมาค่อนข้างบ่อยว่ามีแนวโน้มจะบรรลุเร็ว ๆ นี้ ในความพยายามที่จะทำให้เห็นว่าสหรัฐประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าหลัก ๆ โดยล่าสุดปิดดีลกับทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป ไปแล้วก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม

แต่กลายเป็นว่าไม่มีอินเดียอยู่ในรายชื่อลอตล่าสุดนี้แต่อย่างใด ซึ่งทำให้ในที่สุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมเรียกเก็บภาษีต่างตอบโต้ขั้นต่ำจากอินเดีย 25% พร้อมกับ “ค่าปรับ” ที่ยังไม่มีการระบุแน่ชัด โดยให้เหตุผลว่าอินเดียทำการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ มีการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ยังไม่รวมมาตรการกีดกันอื่นที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งยังซื้ออาวุธและพลังงานจากรัสเซียที่กำลังรุกรานยูเครน

จากนั้นไม่กี่วันต่อมา ทรัมป์ขู่อีกรอบว่าจะเก็บภาษีจากอินเดียเพิ่มเติมจากประกาศก่อนหน้านี้อีก เพราะยังไม่เลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และล่าสุดเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพิ่มอีก 25% รวมเป็น 50%

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้หลายประเทศจะเร่งรีบทำข้อตกลงกับสหรัฐก่อนเส้นตาย แต่อินเดียประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกกลับ “ไม่เร่งรีบ” และดูเหมือนไม่สะดุ้งสะเทือนคำขู่ของทรัมป์ ก็เพราะอินเดียนั้นต่อต้านไม่ยอมเปิดตลาดเพิ่มเติมให้กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐ เพื่อปกป้องเกษตรกรอินเดียซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่มีผลต่อการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน อินเดียก็มี “ไพ่” อยู่บ้างเป็นอาวุธในการเจรจากับสหรัฐด้วยจุดยืนที่แข็งแกร่ง

คาร์ลอส คาซาโนวา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของยูบีพี ชี้ว่าสาเหตุที่อินเดีย “ไม่ถอย” ก็เพราะมูลค่าการส่งออกของอินเดียไปสหรัฐมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยในเศรษฐกิจโดยรวมของอินเดีย ขณะเดียวกัน ก็ยอมไม่ได้ที่จะเปิดตลาดเกษตรให้กับบริษัทสหรัฐ ทั้งนี้ ในปี 2024 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 8.74 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนอินเดียนำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 3.899 หมื่นล้านดอลลาร์ หรืออินเดียเป็นฝ่ายเกินดุลการค้านั่นเอง

ปิยุส โกยัล รัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียระบุว่า อินเดียจะไม่เจรจาข้อตกลงกับสหรัฐตามเส้นตาย เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน เราจะทำให้แน่ใจว่าเกษตรกรของอินเดียได้รับการปกป้อง ตนมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าภายในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนปีนี้จะได้ข้อตกลงที่ดี

ฮาร์ชา วาร์ธัน อการ์วัล ประธานสมาพันธ์หอการค้าอินเดีย ระบุว่าภาษีของสหรัฐจะกระทบการส่งออกของอินเดียแน่นอน แต่เราหวังว่าการเรียกเก็บในอัตราสูงเช่นนี้จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และเชื่อว่าอีกไม่นานข้อตกลงการค้าถาวรระหว่างสองประเทศก็จะได้ข้อสรุป

นักวิเคราะห์อีกหลายคนเชื่อว่ามีเหตุผลดี ๆ สำหรับสหรัฐที่จะยอมทำข้อตกลงกับอินเดียโดยไม่ชักช้า เพราะในทางยุทธศาสตร์แล้ว สหรัฐไม่ได้ต้องการเหินห่างจากอินเดียมากนัก เพราะอินเดียเป็นพันธมิตรแข็งแกร่งที่สามารถช่วย “กำหนดภูมิทัศน์” อินโด-แปซิฟิก และยังเป็นตัว “ป้องกันความเสี่ยง” ในเชิงกลยุทธ์ในยามที่สหรัฐมุ่งเป้าเล่นงานและสกัดกั้นการผงาดขึ้นของจีน อย่างที่จะเห็นว่าเป้าหมายใหญ่อย่างหนึ่งของทรัมป์ก็คือ นำภาคการผลิตออกจากจีน และกลับเข้ามายังสหรัฐ ดังนั้น อินเดียจึงเป็น “ทางเลือก” ที่มีศักยภาพแทนจีนในการผลิตระดับโลก

ในเมื่อสหรัฐกำหนดจุดยืนว่าจะกีดกันไม่ให้จีนสยายปีกมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก การย้ายภาคผลิตไปอินเดียจึงกลายเป็นการ “ประนีประนอม” โดยธรรมชาติ และยังช่วยส่งเสริมการย้ายฐานกลับไปสหรัฐของบริษัทต่าง ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สหรัฐสามารถควบคุมห่วงโซ่การผลิตระดับสูงได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูง ซึ่งอินเดียสามารถตอบสนองด้านแรงงานราคาถูกให้กับสหรัฐได้

ไพ่อีกใบหนึ่งของอินเดียในการต่อรองกับสหรัฐก็คือ การที่อินเดียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ BRICS หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เติบโตเร็ว ซึ่งจีนเป็นสมาชิกอยู่ด้วย บทบาทของอินเดียถูกมองว่าสามารถคานอิทธิพลจีนในกลุ่มนี้ได้ จึงทำให้อินเดียเผชิญกับแรงกดดันจากจีนที่เห็นว่าอินเดียกำลังเป็น “คู่แข่ง” ด้านการนำภายในกลุ่ม ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าอินเดียจะ “เป็นประโยชน์” สำหรับสหรัฐในการถ่วงดุลจีน

กลุ่ม BRICS ถูกมองว่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อ “ท้าทาย” สถาบันเศรษฐกิจโลกที่มีตะวันตกเป็นผู้นำ รวมทั้งพยายามลดทอนอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทรัมป์ได้แสดงออกหลายครั้งถึงความไม่พอใจต่อกลุ่มนี้ อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีการประชุมกลุ่ม BRICS ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีประเทศใดก็ตามในกลุ่มนี้ที่สนับสนุนการต่อต้านนโยบายของอเมริกา จะถูกเก็บภาษีต่างตอบโต้เพิ่มอีก 10% จากที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน

อย่างไรก็ตาม อินเดียก็มี “แผนสำรอง” เอาไว้ด้วยเช่นกัน โดยในขณะที่เจรจากับสหรัฐก็เร่งทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มกลยุทธ์ “เข้ากับหลายขั้ว” การที่อินเดียทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหราชอาณาจักร เป็นการ “ส่งเสียง” ไปยังประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งหมด ว่าอินเดียพร้อมจะทำการค้าบนเงื่อนไขของตัวเอง

นอกจากข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรแล้ว อินเดียก็เดินหน้าเจรจากับมัลดีฟส์ สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ยังคงไว้ซึ่งสายสัมพันธ์กับสหรัฐในฐานะหุ้นส่วนรายใหญ่ การกระจายความเสี่ยงเช่นนี้ช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับอินเดีย ทั้งในแง่การเจรจาบนโต๊ะและเอาตัวรอดจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากภาษีระดับสูงของสหรัฐอเมริกาที่สร้างแรงกระแทกไปทั่วโลก

ลีลาของอินเดียไม่ใช่เพียงแค่ “แท็กติก” ป้องกันความเสี่ยง แต่สะท้อนถึงมุมมองโลกที่กว้างขึ้นของอินเดีย เป็นการบอกว่าอินเดียกำลังเป็น “ดาวรุ่งที่มุ่งเป้าพหุภาคี” แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็น “แชมเปี้ยน” แห่งโลกใต้ หรือประเทศกำลังพัฒนา