คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ในโลกยุคที่เต็มไปด้วยความอึมครึม ชนิดที่ทำให้ข่าวอย่างการให้สัญญาว่าจะไม่ใช้กำลังบุกกรีนแลนด์ของคนอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นข่าวดี หรือทำให้เสียงพูดถึงการร่วมมือระดับภูมิภาคของ “มาร์ค คาร์นีย์” นายกรัฐมนตรีแคนาดา กลายเป็นไวรัลบนอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก
ในโลกแห่งความเป็นจริงในเวลานี้ ทุกคนล้วนตระหนักถึงแรงผลักและแรงเหวี่ยง ที่เกิดจากอาการบิดเบือน พร่าเลือนของระบบระเบียบและอำนาจของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม อิงอยู่แต่กับผลประโยชน์ จารีตและขนบประเพณีที่เคยเป็นสากลถูกโยนทิ้งอย่างไม่แยแส ระเบียบโลกที่เคยมีถูกฉกฉวยไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างคาดไม่ถึง จากชาติที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ขีดเขียนข้อความเหล่านั้นออกมาเองด้วยซ้ำไป
สิ่งที่คาร์นีย์เน้นย้ำเอาไว้ในสุนทรพจน์ในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ก็คือ การยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แก่ใจของหลายต่อหลายคนว่า ระเบียบโลกเดิมที่เคยใช้เป็นรากฐานในการดำเนินการระหว่างประเทศร่วมกันนั้นสิ้นสุดลงแล้ว เขายังนำเสนอเป็นเค้าโครงด้วยว่า ประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องปรับตัว ปรับก้าวย่างในลำดับต่อ ๆ ไปอย่างไร
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีของแคนาดาออกมาเรียกร้องผ่านเวทีเศรษฐกิจระดับโลกครั้งนี้ก็คือ ถึงเวลาแล้วที่ชาติขนาดกลาง อย่างเช่นแคนาดาของตนเอง ต้องคิดหาหนทาง รังสรรค์ยุทธศาสตร์ที่เป็นตัวของตัวเอง และหาหนทางทำงานร่วมกับประเทศขนาดเล็กอื่น ๆ เพื่อต่อสู้ เพื่อรับมือกับอำนาจที่เหนือกว่า เพื่อประคับประคองให้โลกยังคงเป็นโลกที่มีความยืดหยุ่น มีความร่วมมือซึ่งกันและกันอยู่ต่อไป
คาร์นีย์ไม่เพียงต้องการให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริง แต่ยังบอกด้วยว่า โลกต้องทำอย่างไรกันบ้างเพื่อให้สามารถรักษาอะไรต่อมิอะไรที่ควรรักษาเอาไว้ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขายังชี้ให้เห็นว่า ชาติมหาอำนาจขนาดกลางสามารถมีบทบาทสำคัญที่ว่านั้นได้ แต่จำต้องตระหนักในเวลาเดียวกันด้วยว่า อะไรบ้างที่ควรเก็บรักษาและอะไรบ้างที่ควรปล่อยทิ้งไป เพื่อให้สามารถปะติดปะต่อ กฎระเบียบและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ยังคงยืนอยู่บนรากฐานของหลักการพหุนิยมให้คงอยู่ต่อไปได้

แม้ว่าองค์ประกอบในเชิงพหุนิยม และรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคจะมีความแตกต่างหลากหลายกันออกไป แต่อย่างน้อยก็ยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานที่เป็นหลักการที่ดีสำหรับโลกในยุคที่เศรษฐกิจถูกนำมาใช้ให้เป็นอาวุธ อย่างน้อยที่สุดความร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้ทำร้าย ทำลายใครในช่วงที่ผ่านมา
คาร์นีย์ยืนยันเอาไว้อย่างหนักแน่นว่า การลงทุนร่วมกันในทางสร้างสรรค์อย่างยืดหยุ่น ย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการที่ทุกคนพากันสร้างป้อมค่ายของทุกประเทศขึ้นมาอย่างแน่นอน สำหรับภูมิภาคเอเชียแล้ว หลักการนี้ย่อมดีแน่ แต่ปัญหาก็คือ ถึงที่สุดแล้วทุกอย่างก็อาจถูกผลัก ถูกตีตราว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในระหว่างสงครามเศรษฐกิจและการแข่งอิทธิพลกันระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เหมือนอย่างในกรณีที่ทรัมป์ออกมาสำทับว่า จะเรียกเก็บภาษีขาเข้าจากแคนาดาเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ในทันที หากมีการทำความตกลงทางการค้าใด ๆ กับจีน
บางทีคำตอบสำหรับภูมิภาคอย่างเอเชียตะวันออกยังไม่น่าจะใช่การรวมตัวกันใหม่ การสร้างเครือข่ายใหม่ หรือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ๆ หากแต่เป็นการยกระดับสิ่งที่เคยมีอยู่แล้วขึ้นมาให้เป็นวาระสำคัญในระดับภูมิภาค ภายใต้การสนับสนุนและร่วมมือจากบรรดามหาอำนาจขนาดกลางในภูมิภาคทั้งหลาย
ไอแมน แพมบาเกียว อดีตหัวหน้าคณะผู้ประสานงานในการเจรจาเพื่อการก่อตั้ง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) ของอินโดนีเซีย เตือนเอาไว้ในข้อเขียนชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ว่า ที่ผ่านมา อินโดนีเซียทิ้งโอกาสอันดีไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะในฐานะประธานอาเซียน อินโดนีเซียสามารถยกระดับกลไกความร่วมมือที่เป็นของอาเซียนขึ้นสู่ระดับภูมิภาคเอเชียได้ เขาระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “ภูมิภาคต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการเสมือนหนึ่งเป็นระบบการผลิตเดียวกันได้ ย่อมมีอำนาจในการต่อรองเหนือกว่าบรรดาประเทศทั้งหลายที่ดำเนินการอยู่ตามลำพัง”
ภายใต้บริบทนี้ ความเข้มแข็งของอินโดนีเซียไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรก็ตามที่ดำเนินการไปตามลำพัง แต่ขึ้นอยู่กับว่า อินโดนีเซียใช้กลไกที่มีของอาเซียนได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ในขณะเดียวกัน อาเซียนที่มีอินโดนีเซียเป็นฐานรากและเป็นแรงผลักดัน ก็สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาค้ำยันเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เป็นเสาหลักได้อย่างแน่นอน
แต่แน่นอน อินโดนีเซียก็ต้องฟื้นฟู กำหนดให้อาเซียนเป็นหัวใจสำคัญทั้งในยุทธศาสตร์การค้าและอุตสาหกรรมพร้อมกันไปด้วย
น่าเสียดายที่ประธานาธิบดี พราโบโว ซูเบียนโต ยังคงนำพาอินโดนีเซียเวียนว่ายอยู่ภายใต้แนวคิดแบบทวิภาคี ที่เป็น “คอมฟอร์ตโซน” ดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนออกมาชัดเจนในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมดาวอส ซึ่งผู้นำอินโดนีเซียใช้เวลาส่วนใหญ่ “ขายของ” ด้วยการนำเสนอโครงการที่เป็นกิจการภายในประเทศ มีเนื้อหาในส่วนที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่อินโดนีเซียมองออกไปสู่โลกกว้างอยู่น้อยมาก
อย่าว่าแต่เรื่องสำคัญอย่างระเบียบการระหว่างประเทศที่ไม่มีการแตะต้องเลยด้วยซ้ำ
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ หากยกระดับยุทธศาสตร์ของอาเซียนขึ้นมาได้อย่างถูกต้อง ชาติอาเซียนไม่จำเป็นต้องทำอะไร “ใหม่” เลยด้วยซ้ำ เพียงเน้นให้ความสำคัญกับกลไกที่มีอยู่แต่เดิม ตัวอย่างเช่น สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ทีเอซี) หรือการอาศัยเวที อย่าง อาร์เซป และรูปแบบความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่มีความตกลงอยู่ก่อนแล้ว อย่างเช่น ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) ที่เป็นกลไกที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นได้
โดยอาศัยเพียงชาติมหาอำนาจระดับกลาง อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นทั้งแกนนำและผู้ขับเคลื่อน โดยไม่ต้องถูกมองว่าจะต้องเอียงข้างสหรัฐอเมริกาหรือจีนด้วยซ้ำไป
ทั้งหมดนี้จึงสามารถเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำของแต่ละประเทศจะจริงจังและมุ่งมั่นเพียงใดเท่านั้นเอง