เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
เศรษฐกิจภูมิภาค หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
Tech ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
“น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
HR “น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
Biz Movement เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
Finance หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
Automotive กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
Politics รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
แสนสิริ กวาดยอดขาย 3.64 หมื่นล้าน ผนึกแบงก์ช่วยลูกค้าได้บ้าน ลุยเปิดโค้งสุดท้าย 12 โครงการ
Real Estate แสนสิริ กวาดยอดขาย 3.64 หมื่นล้าน ผนึกแบงก์ช่วยลูกค้าได้บ้าน ลุยเปิดโค้งสุดท้าย 12 โครงการ
ASW พรีเซล 9 เดือนแรกทะลุ 83% ลุยเปิด 2 คอนโดใหม่ภูเก็ต ดึงดีมานด์ไฮซีซั่น
Real Estate ASW พรีเซล 9 เดือนแรกทะลุ 83% ลุยเปิด 2 คอนโดใหม่ภูเก็ต ดึงดีมานด์ไฮซีซั่น
ดูทั้งหมด

การทูตปากท้องบนกองเถ้าถ่าน: ไทยแลกการค้าเมียนมากับชะตากรรมและภัยคุกคามระดับโลก

25 ส.ค. 2569 | 13:51น.
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้สัมภาษณ์: สุจิตรา ธนะเศวตร

ประธานาธิบดีมิน ออง ไลง์ ผู้นำเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนครั้งแรกหลังการทำรัฐประหารปี 2021 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือนภายใต้ออง ซาน ซู จี ผู้นำในทางปฏิบัติ อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างมาก

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษอาจารย์กฤษณะ โชติสุทธิ์ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อชวนตั้งคำถาม ถอดความหมายและนัยการเยือนที่ทำให้เข้าใจและรู้เท่าทันโดยเฉพาะมิติเศรษฐกิจ-สังคม รวมถึงการทูตและการเมืองระหว่างประเทศไทยและเมียนมาอย่างลึกซึ้ง และรอบด้าน

กฤษณะ โชติสุทธิ์ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

“สิ่งที่เขาขอความร่วมมือ เราก็ต้องมีความเข้มข้นตามด่านชายแดน … เขาก็ตรวจสอบพบว่า มีอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มาจากเมืองไทย เมดอินไทยแลนด์ก็เยอะ ฉะนั้น เขาก็ขอความร่วมมือเรา ให้ปิดช่องทางทุกอย่าง ในการที่จะทำให้คนกลุ่มน้อยติดอาวุธเหล่านี้ ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องทุ่นแรงเหล่านี้ได้ ซึ่งก็เป็นคําขอที่มีเหตุผล”

การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังจากเปิดประเทศต้อนรับประธานาธิบดีมิน ออง ไลง์ ได้นำไปสู่คำถามสำคัญต่อประโยคที่ว่า “คําขอ (ของมิน ออง ไลง์) ที่มีเหตุผล” เหตุผลดังกล่าววางอยู่บนชุดความรู้ใดในรัฐบาลอนุทิน ทำไมรัฐบาลเมียนมาต้องร้องขอในช่วงเวลาดังกล่าว พฤติกรรมของรัฐบาลเมียนมาได้แสดงให้เห็นอะไร ไทยได้อะไรจากคำขอของรัฐบาลเมียนมา ไทยถูกมองอย่างไรในสายตาอาเซียน และนานาประเทศที่ต้องการให้เมียนมาทำตามฉันทามติ 5 ข้อ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเลือกการประกาศไม่ตอบรับฉันทามติ

คำถามเหล่านี้อาจต้องใช้การย้อนเวลากลับไป เพื่อมองร่องรอยของอดีตที่กำลังวกกลับมาเยือนในปัจจุบัน แต่อาจส่งผลกระทบรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งภัยคุกคามจากอาชญากรรม ยาเสพติดข้ามแดน ความมั่นคงในมนุษย์ การอพยพครั้งใหญ่ และโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เส้นเขตแดนไม่มีอำนาจในการหยุดยั้งการข้ามแดน

เศรษฐกิจของรัฐกันชนไทยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเมียนมา

“สงครามกลางเมืองภายในประเทศเมียนมาที่ก่อตัวก่อนได้รับเอกราชจากอังกฤษจนถึงปัจจุบัน กองทัพเมียนมาได้เรียนรู้ปรับตัวจนได้รับผลประโยชน์จากสภาวะสงคราม ขณะรัฐบาลไทยได้เข้ามาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของสงครามภายในเมียนมาทุกช่วงเวลา” อาจารย์กฤษณะกล่าว

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือช่วงสงครามเย็น รัฐบาลเมียนมาได้เลือกการดำเนินนโยบายวางตัวเป็นกลาง ขณะกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลเมียนมาได้เชื่อมต่อท่อน้ำเลี้ยงเข้ากับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่นำโดยจีนกับฟากเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยอเมริกา ขณะรัฐบาลไทยภายใต้การสนับสนุนของอเมริกาได้เลือกใช้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ (EAOs) เช่น กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU (Karen National Union) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี KNPP (Karenni National Progressive Party) เป็นพื้นที่กันชนป้องกันการเชื่อมต่อกันระหว่างคอมมิวนิสต์ของทั้งสองประเทศ แต่นโยบายตัดสี่ของนายพลเนวิน กับความไม่ลงรอยระหว่างกลุ่มผู้ต้านส่งผลให้รัฐบาลเนวินค่อย ๆ กระชับพื้นที่ จนกลุ่มผู้ต่อต้านถอยร่นมายังพื้นที่ชายแดนและใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลังพิง

“ช่วงเวลาดังกล่าว ไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาทำหน้าที่เป็นหลังพิงสนับสนุน KNU KNPP ให้ทำหน้าที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ทุกกองกำลังกลับมีกองทัพเมียนมาเป็นศัตรูร่วมกัน ฝั่งไทยได้ประโยชน์จากการทำไม้สัก กองกำลังติดอาวุธได้ประโยชน์จากการขายไม้ พื้นที่กองกำลังติดอาวุธยังทำหน้าที่เป็นช่องทางให้สินค้าข้ามแดนจนเกิดการค้าแบบกึ่งทางการ และสร้างมูลค่าการค้ามหาศาล” ผู้เชี่ยวชาญเมียนมาศึกษากล่าว

อาจารย์กฤษณะระบุอีกว่า เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลเมียนมาเลือกใช้นโยบายปิดประเทศ และกองทัพยังยึดกิจการเอกชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐ แต่เกิดความล้มเหลวอย่างรุนแรง การดำเนินนโยบาย และบริหารงานที่ผิดพลาด ทำให้ภายในประเทศเมียนมายังคงพึ่งพาสินค้าจากไทย โดยพื้นที่กองกำลังติดอาวุธที่ปราศจากอำนาจของรัฐบาลเมียนมาควบคุม ทำหน้าที่เป็นช่องทางลำเลียงสินค้าเข้าสู่เมียนมา จนช่องทางบางจุดมีเงินหมุนเวียนมากกว่าห้าสิบล้านบาทต่อวัน

หลังสงครามเย็น: การสิ้นสุดรัฐกันชนไทยกับการช่วงชิงโดยกองทัพเมียนมา

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ปรากฏหลังสิ้นสุดสงครามเย็น โดยรัฐบาลไทยถือเป็นตัวแปรสำคัญหลังจากอเมริกาถอนตัวออกจากไทย เมียนมาเลือกใช้การเปลี่ยนนโยบายเป็นการเปิดประเทศ และไทยนับเป็นประเทศแรกที่ได้เข้าพบกองทัพเมียนมาหลังใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตย การใช้รัฐบาลไทยเป็นเครื่องมือในการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธเริ่มขึ้นหลังจากรัฐบาลเมียนมามอบพื้นที่สัมปทานป่าไม้ตลอดแนวชายแดนให้แก่บริษัทไทย

อาจารย์ ม.นเรศวรระบุอีกว่า แต่พื้นที่ป่าไม้อยู่ในเขตกองกำลัง KNU กับ KNPP ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญหลังปรับทิศทางจากการสนับสนุนผู้ต่อต้านรัฐบาลเป็นผู้ไกล่เกลี่ยแทน เนื่องจากสถานะของกองกำลังติดอาวุธทำให้รัฐบาลไทยเปิดทางนอกทางอนุมัติให้สามารถส่งสินค้าข้ามแดนในพื้นที่กองกำลังผู้ต่อต้าน ทั้งจุดผ่อนปรนฯ ช่องทางธรรมชาติ เพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และการค้าระหว่างชุมชนข้ามแดนโดยมีกลไกศูนย์สั่งการฯ ปฏิบัติงานร่วม ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยตั้งจุดผ่านแดนถาวรที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทยกับเมียนมาบนพื้นที่ผู้ต่อต้าน ทำให้จุดผ่านแดนถาวรเข้ามาแบ่งพื้นที่เศรษฐกิจที่ผู้ต่อต้านครอบครอง

หลังไทยยกเลิกนโยบายรัฐกันชน การแบ่งแยกเพื่อปกครองมอบผลประโยชน์ชายแดนให้แก่บางกลุ่มกองกำลัง พร้อม ๆ กับใช้ความแตกต่างทางด้านศาสนาเป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก ถือเป็นวิธีการของรัฐบาลเมียนมาใช้ในการบังคับวิถีพื้นที่กันชนตลอดแนวชายแดน ระยะแรกกองกำลังบางส่วนของ KNU แยกตัวออกมาตั้งกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย DKBA (Democratic Karen Buddhist Army) ร่วมมือกับกองทัพเมียนมาเข้าโจมตีกองกำลัง KNU จนเกิดการโจมตีตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา คลื่นผู้อพยพกระจายตัวเข้าไทย ประชาชนที่ไม่สามารถอพยพเข้าสู่ไทยได้รับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากตะวันตกผ่านชายแดนไทย พื้นที่เศรษฐกิจของผู้ต่อต้านถูกยึดครองโดยกองกำลังที่ร่วมมือกับกองทัพเมียนมา ขณะกองกำลังผู้ต่อต้านถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กองทัพเมียนมาทำหน้าที่ควบคุมทิศทาง

ต่อมา บางส่วนของกองพลน้อยที่ 7 ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA 7) ได้แยกตัวมาตั้งกองกำลัง KNLA-PC ในปี 2007 และบางส่วนของกองกำลัง DKBA ได้แบ่งกองกำลังเข้าประจำการเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเมียนมาในนามกองกำลังพิทักษ์ชายแดน Border Guard Force (BGF) การใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการบังคับวิถีในห้วงเวลาที่รัฐบาลไทยยกเลิกนโยบายรัฐกันชนทำให้พื้นที่ชายแดนเป็นแหล่งในการบ่มเพาะความมั่นคงข้ามแดนในเวลาต่อมา

อำนาจการบังคับวิถี: กำเนิด “เศรษฐกิจสีเทา” กับการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

อาจารย์กฤษณะกล่าวว่า การยกเลิกนโยบายรัฐกันชนทำให้อำนาจในการควบคุมทิศทางของรัฐบาลไทยหายไปจากพื้นที่ชายแดน การแบ่งแยกและจัดสรรผลประโยชน์บนพื้นที่ชายแดนได้ทำให้กองทัพเมียนมามีอำนาจในการบังคับทิศทางแทนรัฐบาลไทย ขณะกองทัพเมียนมาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชายแดนนับตั้งแต่การค้าไม้แบบกึ่งทางการและการค้าข้ามแดน

การเป็นพื้นที่สงครามทำให้กองทัพเมียนมาปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจสีเทาในพื้นที่ที่บ่มเพาะปัญหาข้ามแดนนับตั้งแต่การก่อตัวของพื้นที่กาสิโน การค้ามนุษย์ การปรับตัวเป็นพื้นที่กาสิโนออนไลน์ พื้นที่ผลิตยาเสพติด พื้นที่หลอกลวงผ่านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามแดนในยุคโควิด และเหมืองแร่กับแรร์เอิร์ทที่ปราศจากการควบคุมตามมาตรฐานสากลจนเกิดเป็นมลพิษข้ามแดนในยุคปัจจุบัน

“เศรษฐกิจสีเทาเหล่านี้ได้สร้างเม็ดเงินมหาศาล จนนับเป็นเงื่อนไขสำคัญของการหยุดยิง การขยายพื้นที่สงคราม และชอนไชอำนาจรัฐข้ามแดนจนอำนาจรัฐบนพื้นที่ชายแดนเปราะบาง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ความล้มเหลวของอำนาจรัฐบาลไทยสังเกตได้จากความอ่อนน้อมของข้าราชการต่อนักธุรกิจชายแดน” อาจารย์กฤษณะกล่าว

สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงในมนุษย์รูปแบบใหม่ที่เส้นเขตแดนไม่มีอำนาจในการควบคุม ขณะรัฐบาลไทยยังคงมองพื้นที่ชายแดนเป็นภัยคุกคามรูปแบบเก่า (ปิดชายแดนป้องกันการส่งอาวุธให้ชนกลุ่มน้อย) เน้นความสัมพันธ์รัฐต่อรัฐ จนประเทศไทยเป็นทางผ่านในการสร้างและหล่อเลี้ยงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามแดนระดับโลก ขณะการใช้มาตรการสามตัด (น้ำมัน ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต) เพื่อตัดสิ่งสนับสนุนแหล่งอาชญากรรมได้ผลในระยะแรก

แต่การไม่ปรับมาตรการของไทยทำให้มาตรการดังกล่าวสร้างความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มอาชญากรที่มีการปรับตัวต่อมาตรการ จนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จากมาตรการของไทย เช่น การใช้เครื่องปั่นไฟ การลักลอบนำเข้าน้ำมันจากไทย การใช้น้ำมันจากประเทศอื่น การใช้อินเทอร์เน็ตสตาร์ลิงก์ จนมาตรการของรัฐบาลไทยเติมเชื้อไฟลงในสงคราม อีกทั้งมูลค่าของของพื้นที่สีเทาจากสงครามได้ดึงองคาพยพกลุ่มต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องการสงวนพื้นที่สงครามที่สร้างความมั่งคั่ง มากกว่าการสร้างพื้นที่ปลอดสงครามตามที่รัฐบาลไทยต้องการ

การทูตปากท้อง ? บนกองเถ้าถ่านด้านมนุษยธรรม

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวรกล่าวว่า พื้นที่สงครามที่สร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง จนทุกภาคส่วนมุ่งแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ แต่อีกพื้นที่ที่ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีโอกาสในการอพยพเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่สงคราม กลับต้องเผชิญหน้ากับโครงสร้างบริหารราชการของกองทัพเมียนมาที่ล้มเหลวนับตั้งแต่มีการรัฐประหารเป็นต้นมา เนื่องจากข้าราชการตัดสินใจลาออกจากราชการ เข้าร่วมต่อต้านกองทัพเมียนมา จนเกิดการปิดตัวของสถานราชการจำนวนมาก การปิดตัวของโรงพยาบาลและโรงเรียนได้ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวเมียนมาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

การโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาได้ส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง การไม่มีพื้นที่ทำกิน โรคระบาดอุบัติใหม่ และความไม่มั่นคงในชีวิต ได้ก่อให้เกิดช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง ประกอบกับสภาวะสงครามได้ตัดขาดพื้นที่ชายแดนกับพื้นที่ส่วนกลางของเมียนมา ทำให้ประเทศไทยถือเป็นช่องทางสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้คนในฝั่งเมียนมา

ขณะรัฐบาลไทยที่มีพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อกับเมียนมาที่มีกองกำลังติดอาวุธตลอดแนวชายแดนเป็นจำนวน 2,401 กิโลเมตร มีจุดผ่านแดนถาวรที่รัฐบาลเมียนมาควบคุมเพียง 6 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด จากพื้นที่ที่ติดชายแดนทั้งหมด 10 จังหวัด รัฐบาลไทยประกาศเปิดประเทศสร้างความชอบธรรมให้มิน ออง ไลง์ แต่ท่าทีของรัฐบาลเมียนมากลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการสู้รบที่ส่งผลต่อประชาชนฝั่งไทย ทั้งการข้ามเข้ามาของกระสุนอาวุธประเภทต่าง ๆ และโดรนพลีชีพ ที่ทำให้ผู้คนไทยได้รับผลกระทบทั้งเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ บ้านเรือนเสียหาย

กฤษณะกล่าวว่า แต่รัฐบาลไทยกลับเลือกเปิดบ้านสร้างความชอบธรรมให้มิน ออง ไลง์ รัฐบาลไทยกลับเลือกละเลยฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ที่มุ่งเน้นการยุติความรุนแรงทันที การเจรจาสันติภาพกับทุกฝ่าย การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียน ซึ่งสร้างผลดีมากกว่าการที่รัฐบาลตอบรับปิดช่องทางธรรมชาติตลอดแนวชายแดนตามคำขอของรัฐบาลเมียนมา เนื่องจากช่องทางดังกล่าวเป็นช่องทางในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และอาจเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ก่อให้เกิดการอพยพครั้งยิ่งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งระยะทางของชายแดนและสภาพภูมิศาสตร์ป่าเขา อาจทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถป้องกันการอพยพได้ และการอพยพครั้งใหม่อาจไม่มีการช่วยเหลือของประเทศตะวันตกที่ติดพันสงครามในพื้นที่อื่น

“การที่ไทยเลือกจะปิดช่องทางธรรมชาติซึ่งเคยเป็นเส้นทางส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อแลกกับความสะดวกในการออกใบอนุญาตการค้า จึงเสี่ยงกระตุ้นให้เกิดคลื่นผู้อพยพทะลักข้ามพรมแดน 2,401 กิโลเมตรอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับมหาอำนาจอย่างจีน ปักกิ่งเลือกใช้การทูตเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้าไปจัดการกลุ่มตัวแสดงตามแนวพรมแดนอย่างมีเอกภาพ ทั้งการสร้างเขตกันชนและการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อขจัดภัยคุกคามไม่ให้ข้ามพรมแดนเข้าสู่จีน” อาจารย์กฤษณะกล่าว

“การดำเนินนโยบายของไทยที่มุ่งหวังเพียงการฟื้นตัวของมูลค่าการค้าชายแดนเฉพาะหน้า โดยยอมสละพื้นที่มนุษยธรรมและเพิกเฉยต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสีเทา จึงอาจเป็นกับดักทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยต้องแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาสและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ-สังคมที่ไม่อาจประเมินค่าได้ในอนาคต” ผู้เชี่ยวชาญเมียนมากล่าวทิ้งท้าย