จีนเล่น ‘สองบท’ ปมอิหร่าน ค้าน ‘แซงก์ชั่น’ แต่ต้องกอดดอลลาร์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ประกาศไปแล้วสำหรับมาตรการลงโทษอิหร่าน ที่รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าเป็นการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้น “รุนแรงที่สุด” ในประวัติศาสตร์ โดยตั้งชื่อปฏิบัติการนี้ว่า “การตัดขาดออกจากเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) หลังจากการทำสงครามทางกายภาพที่ดำเนินมาเกิน 5 เดือน ยังไม่สามารถเผด็จศึกอิหร่านลงได้ อิหร่านยังจับช่องแคบฮอร์มุซ เป็น “ตัวประกัน” ทำให้เรือพาณิชย์ เรือสินค้าต่าง ๆ ไม่สามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัยและเสรี “เส้นเลือดใหญ่” ของเส้นทางลำเลียงนํ้ามันจากอ่าวเปอร์เซียถูกตัดขาดเสียเป็นส่วนใหญ่ กระทบต่อการไหลเวียนของนํ้ามันโลก
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ขู่ว่าภายใต้มาตรการนี้ จะเป็นการตัดแขนขาด้านการเงินและเศรษฐกิจอิหร่าน หากประเทศใด หรือใครก็ตามให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะถูกตัดออกจากระบบ “ดอลลาร์” ไม่สามารถทำธุรกรรมด้วยดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งหลังจากนี้สหรัฐจะส่งกรอบเวลาไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อให้หยุดกิจกรรมต่าง ๆ กับอิหร่านตามที่สหรัฐระบุเอาไว้ ทั้งนี้ไม่มีประเทศใดแม้แต่จีนจะรอดพ้นจากการถูกสหรัฐแซงก์ชั่น หากยังช่วยเหลืออิหร่าน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า ผู้ที่จะถือว่าเข้าข่ายว่าช่วยเหลืออิหร่าน ได้แก่ ผู้ที่ซื้อน้ำมัน ผู้อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมการเงิน ยอมรับให้เที่ยวบินเข้าออก ยอมรับให้มีการขนส่งสินค้าทางทะเล นอกจากนี้ยังขยายการแซงก์ชั่นไปถึงผู้ที่ร่วมในสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทอง การบิน และภาคชิปปิ้ง ของอิหร่าน
ทันทีที่ประกาศปฏิบัติการนี้ออกมา แน่นอนว่าทุกสายตาย่อมมองไปยังจุดเดียวกัน นั่นก็คือ ประเทศไหนที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจการค้ากับอิหร่านมากที่สุดและจะตกเป็นเป้าใหญ่ ซึ่งหนีไม่พ้นว่าต้องเป็น “จีน” ในฐานะที่ทราบกันดีว่าเป็น “ผู้ช่วยชีวิต” ทางเศรษฐกิจรายใหญ่ให้กับอิหร่าน เนื่องจากเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ โดยอิหร่านส่งออกน้ำมันให้จีนถึง 90% ของการส่งออกทั้งหมด และยังเป็นผู้ช่วยให้อิหร่าน “เชื่อมโยง” กับเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลปี 2025 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ อยู่ที่ 9.96 พันล้านดอลลาร์ ยังไม่รวมการส่งออกน้ำมันไปจีนที่ไม่มีการรายงานและเปิดเผยตัวเลข ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์
จีนเป็นประเทศที่ออกมาคัดค้านการแซงก์ชั่นอิหร่านอย่างเปิดเผย โดยชี้ว่าการกดดันทางเศรษฐกิจจะไม่ช่วยแก้ไขข้อพิพาท อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ “ตัน หวัง” ผู้อำนวยการยูเรเซีย กรุ๊ป ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับจีน ชี้ว่าถึงแม้หน้าฉากจีนจะออกมาคัดค้านการแซงก์ชั่น แต่อันที่จริงบรรดาธนาคารรัฐของจีนและบริษัทน้ำมัน จะ “ปฏิบัติตาม” ข้อกำหนดของสหรัฐอย่างเงียบ ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ของจีนให้ความสนใจการ “เข้าถึง” ดอลลาร์ ในตลาดเงินและการเข้าสู่ตลาดสหรัฐมากกว่าสิ่งใด
คำขู่ของสหรัฐ ที่จะลงโทษประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลืออิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟอกเงินหรือช่วยให้อิหร่านหลบหลีกการแซงก์ชั่น ทำให้บรรดาธนาคารจีนตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะถึงแม้อยากจะปฏิเสธคำเรียกร้องของสหรัฐ แต่ “แรงจูงใจ” ที่จะรักษาการ “เข้าถึง” ดอลลาร์สหรัฐ กลับแข็งแกร่งกว่า ในขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่าจีนจะใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นในการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีน แต่นักวิเคราะห์หลายคน เชื่อว่าจีนจะทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อให้ตัวเองยังคงอยู่ในระบบ “ดอลลาร์” แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแรงผลักดันให้จีนและประเทศอื่น ๆ เกิดแรงจูงใจที่จะ “กระจายความเสี่ยง” เกี่ยวกับการเงินมากขึ้นเช่นกัน
แล้วจีนมีเครื่องมือและช่องทางอะไรบ้าง ในการกระจายความเสี่ยงไปจากระบบดอลลาร์ คำอธิบายเรื่องนี้
มาจากปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ กรรมการอำนวยการของบริษัทที่ปรึกษา Z-Ben ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งบอกว่าระบบชำระเงินข้ามแดนที่เรียกว่า CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) ของจีน คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าจีนพยายามกระจายความเสี่ยงจากการมีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
ธนาคารกลางของจีน เริ่มใช้ CIPS มาตั้งแต่ปี 2012 อันเป็นปีที่กระทรวงการคลังสหรัฐแซงก์ชั่นธนาคารขนาดเล็กของจีนรายหนึ่งในข้อหาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายกับอิหร่าน และการทำธุรกรรมผ่าน CIPS ยิ่งเร่งตัวขึ้นนับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2022 และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีสถาบันที่เข้าร่วมใช้ CIPS ทั่วโลก 210 แห่งทั่วโลก อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับธนาคารรัฐจีน
“การเกิดขึ้นของระบบชำระเงินใหม่ ๆ ไม่จำเป็นว่าต้องละทิ้งดอลลาร์ แต่มันเป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” อเล็กซานเดอร์ระบุ
ตามข้อมูลของ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับให้ธนาคารสมาชิกโอนเงินระหว่างประเทศได้อย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย และเป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการโอนเงินระหว่างประเทศ มีสมาชิกมากกว่า 11,000 แห่งใน 200 ประเทศและเขตปกครอง พบว่า ณ เดือนกรกฎาคมปีนี้ (2026) ดอลลาร์สหรัฐยังคงครอบงำระบบการชำระเงินโลกในอันดับ 1 มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการชำระเงินทั่วโลก ส่วนเงินหยวนอยู่อันดับ 5 ในสัดส่วน 3.1% ลดลงจากปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 4%
ในแง่ของการค้า ดอลลาร์สหรัฐยังได้รับความนิยมใช้ในการค้าขายเกือบ 80% ส่วนการค้าขายด้วยเงินหยวนอยู่อันดับ 2 ที่ 8.4%
SWIFT เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นโดยธนาคารยุโรปและสหรัฐ มีความเสถียร ปลอดภัย และครอบคลุมกว้างขวาง ดังนั้นหลายครั้งจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือขู่หรือลงโทษ ตัดช่องทางการทำธุรกิจต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง
เทียนเฉิน ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ The Economist Intelligence Unit ชี้ว่าจีนต้องการอยู่ในระบบดอลลาร์อย่างไม่ต้องสงสัยเพื่อประโยชน์ด้านการค้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจีนจะทำทุกอย่างตามที่สหรัฐต้องการ คาดว่าจีนจะใช้“แร่หายาก” และมาตรการอื่น ๆ ตอบโต้การแซงก์ชั่น
ตัน หวัง ผู้อำนวยการยูเรเซีย กรุ๊ป ระบุว่า การตัดธนาคารจีนออกจาก SWIFT จะเพิ่มแรงกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนยอมรับไม่ได้