ภัยพิบัติในเนปาล เสี่ยงก่อวิกฤตสาธารณสุข อย่างไรบ้าง ?
Medindia รายงานว่า เหตุการณ์อุทกภัยและธารน้ำแข็งถล่มครั้งรุนแรงในเนปาล กำลังนำไปสู่ความวิตกกังวลระลอกสองด้านสาธารณสุข นอกเหนือไปจากความเสียหายเฉพาะหน้าที่เห็นได้ชัดอย่างการบาดเจ็บ การพลัดถิ่นของผู้คน และการพังทลายของโครงสร้างพื้นฐาน นั่นคือ “ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในชุมชน”
สำนักข่าวซินหัว ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สรุปยอดผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายทั้งหมด ดังนี้
ยอดรวมทั้งหมด
- ผู้เสียชีวิต : 392 ราย (แบ่งเป็น ในเนปาล 389 ราย และทิเบต/จีน 3 ราย)
- ผู้สูญหาย/ติดต่อไม่ได้ : รวมอย่างน้อย 1,968 คน
- ฝั่งเนปาล : 910 คน (มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 517 คน รวมชาวอเมริกัน 90 คน และชาติต่าง ๆ)
- พลเมืองจีนที่หายตัวในเนปาล : 100 คน (ทางการจีนระบุว่าไม่ได้นับรวมในยอด 910 คนข้างต้น)
- ฝั่งทิเบต (จีน) : 558 คน (มีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย 260 คน)
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า น้ำท่วมอย่างหนักที่เข้าพัดถล่มเขตราสุวา (Rasuwa) และพื้นที่ข้างเคียง ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมด พร้อมประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุขและความมั่นคงทางอาหารของเนปาล เพื่อประเมินความต้องการทางการแพทย์ที่เร่งด่วน โดยมีการส่งมอบเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน ยารักษาโรค และเต็นท์อเนกประสงค์ลงสู่พื้นที่แล้ว พร้อมเร่งยกระดับการเฝ้าระวังโรคติดต่อทันที
ทำไมน้ำท่วมจึงเป็น ‘ชนวน’ โรคระบาด ?
WHO ระบุว่า น้ำท่วมเข้าทำลายระบบสุขาภิบาลและแหล่งน้ำสะอาดโดยตรง พร้อมสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและพาหะนำโรคอย่างมหาศาล โดยมีเส้นทางการแพร่ระบาดที่สำคัญ 6 ช่องทาง
- น้ำปนเปื้อน : เชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลและขยะอินทรีย์ปนเปื้อนในน้ำดื่ม ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารและท้องร่วง
- น้ำขัง : กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและแมลงพาหะนำโรค
- ศูนย์พักพิงแออัด : การอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัดทำให้โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแพร่ระบาดได้รวดเร็ว
- น้ำท่วมขังเข้าสู่บาดแผล : เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
- การย้ายถิ่นของคนและสัตว์ : เพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Diseases)
- การขาดสุขอนามัย : ระบบสุขาภิบาลที่พังทลายทำให้การล้างมือและการรักษาความสะอาดทำได้ยากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขจึงเปลี่ยนรูปแบบไปตามระยะเวลา ในระยะแรกมักเป็นเรื่องของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ แต่ในระยะต่อมาจะถูกแทนที่ด้วยโรคทางเดินอาหาร โรคที่เกิดจากยุง และโรคติดเชื้ออื่น ๆ
วิกฤตระบบสาธารณสุขล่มสลายจากเหตุการณ์ในเนปาล
ข้อมูลย้อนหลังจากการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมและดินถล่มในเนปาล ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-ตุลาคม 2024 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นภาพที่น่ากังวลของผลกระทบเชิงระบบ คือ
- ผู้ได้รับผลกระทบ : กว่า 81,215 คน (เป็นเด็กถึง 27,613 คน)
- สูญเสียชีวิต : 246 ราย (เด็ก 55 ราย) และบาดเจ็บ 183 ราย
- บ้านเรือนเสียหาย : มากกว่า 10,000 หลัง
- โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคถูกทำลาย : สถานบริการสาธารณสุขเสียหาย 62 แห่ง, ระบบประปาพังทลาย 550 แห่ง และสุขาภิบาลเสียหายสูงถึง 9,000 แห่ง
การที่ระบบสุขภาพ น้ำสะอาด และระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลล่มสลายพร้อม ๆ กัน ทำให้การเข้าถึงโรงพยาบาลเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากดินถล่มตัดขาดเส้นทาง ขัดขวางการตรวจจับและรักษาโรคติดเชื้ออย่างทันท่วงที
ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อระบบสาธารณสุข
| รูปแบบความเสียหายจากน้ำท่วม | ผลกระทบต่อสาธารณสุข |
| สถานพยาบาลได้รับความเสียหาย | จำนวนสถานพยาบาลเปิดทำการลดลง กระทบต่อการรักษาผู้บาดเจ็บและการคัดกรองโรค |
| เส้นทางคมนาคมตัดขาดจากดินถล่ม | ปัญหาในการขนส่งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์เข้าสู่พื้นที่ประสบภัย |
| ระบบน้ำดื่มเสียหาย | ขาดแคลนน้าสะอาด เพิ่มความเสี่ยงของโรคติดต่อทางน้ำ |
| ระบบสิ่งปฏิกูลและสุขาภิบาลพังทลาย | สิ่งปฏิกูลรั่วไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เกิดการสะสมของเชื้อโรค |
| ประชาชนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น | เพิ่มความอ่อนแอทางสุขภาพของชุมชนและเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในศูนย์พักพิง |
| เกิดแอ่งน้ำขัง | กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและยุงก้นก่อง ก่อให้เกิดไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย |
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น
งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากพอร์ทัลลดความเสี่ยงภัยพิบัติเนปาลและรายงานสุขภาพประจำปี ระบุว่า รูปแบบฝนตกหนักผิดปกติอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็ง มีส่วนในการเพิ่มความถี่ของน้ำท่วมฉับพลัน งานวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า ทุก ๆ อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส อัตราการเกิดโรคท้องร่วงจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 4.39%
13 โรคติดเชื้อสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังหลังน้ำท่วม
จากงานวิจัย ผลกระทบของเหตุการณ์อุทกภัยต่อโรคติดเชื้อที่มีน้ำเป็นสื่อและโรคติดเชื้อที่มีแมลงนำโรค” (Impact of flooding events on waterborne and vector-borne infections: a systematic review) ซึ่งตีพิมพ์ในรูปแบบ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประเมินความเชื่อมโยงระหว่างภาวะน้ำท่วมกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ได้ดังนี้ :
- โรคท้องร่วง (Diarrheal Diseases) : เกิดจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระหรือสิ่งปฏิกูล (พบอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่มท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรีย)
- อหิวาตกโรค (Cholera) : ความเสี่ยงสูงในพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลเสียหายอย่างหนัก
- ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid) : รับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย
- โรคคริปโตสปอริดิโอซิส (Cryptosporidiosis) : เกิดจากเชื้อปรสิตในน้ำปนเปื้อน ทนต่อคลอรีน ก่อให้เกิดท้องร่วงรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก
- โรคเกียร์เดียซิส (Giardiasis) : การติดเชื้อปรสิตในลำไส้จากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด
- โรคไข้เลือดออก (Dengue) : ยุงลายเพาะพันธุ์ในน้ำขัง สามารถรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
- โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) : สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปทำให้ยุงก้นก่องเพิ่มจำนวนขึ้น
- โรคชิกุนกุนยา (Chikungunya) : โรคติดต่อจากยุงที่มีแนวโน้มระบาดสูงหลังภัยพิบัติทางอุทกวิทยา
- โรคฉี่หนู (Leptospirosis) : เกิดจากการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อ ส่งผลกระทบต่อน้ำตา ตับ และปอด
- การติดเชื้อที่ผิวหนังและบาดแผล (Skin and Wound Infections) : เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางแผลสดหรือรอยขีดข่วนที่สัมผัสกับน้ำท่วม
- โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (Respiratory Infections) : ผลจากการอยู่ในพื้นที่แออัดและความชื้นในที่พักอาศัย
- ไวรัสตับอักเสบเอ และอี (Hepatitis A and E) : แพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำปนเปื้อน
- โรคสมองอักเสบเจอี และโรคพิษสุนัขบ้า (Japanese Encephalitis & Rabies) : ผลจากการเปลี่ยนแปลงของพาหะและการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า/สัตว์เร่ร่อนเข้าใกล้ชุมชน
แนวทางข้อปฏิบัติตนสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้ออกข้อแนะนำที่สำคัญเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยหลังเหตุการณ์อุทกภัยดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม : หลีกเลี่ยงการเดิน ลุย หรือขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วมขังหากไม่จำเป็น
- ดูแลบาดแผล : ป้องกันไม่ให้แผลเปิดสัมผัสกับน้ำท่วม ทำความสะอาดแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหากสัมผัสน้ำ
- รักษาสุขอนามัย : ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำก่อนทำอาหาร รับประทานอาหาร และหลังจากการเข้าห้องน้ำ
- บริโภคน้ำและอาหารที่ปลอดภัย : ตรวจสอบคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำประปา ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดเท่านั้น
- ป้องกันแมลงและสัตว์กัด : สวมเสื้อผ้าปกปิดรอยต่อ ใช้ยาทากันยุง และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์เร่ร่อน
- ระวังอันตรายจากไฟฟ้าและก๊าซ : หลีกเลี่ยงสายไฟตกพื้น และตั้งเครื่องปั่นไฟไว้ภายนอกอาคารเพื่อป้องกันแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์
สิ่งที่เนปาลต้องเร่งดำเนินการเป็นลำดับแรก
ตามมาตรการรับมืออุทกภัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) หน่วยงานด้านสาธารณสุขของเนปาลจำเป็นต้องมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ ดังนี้ :
- การเฝ้าระวังโรคเร่งด่วน (Disease Surveillance) : ตรวจจับการระบาดของโรคทางเดินอาหารและโรคจากยุงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- กระจายน้ำดื่มสะอาดและระบบสุขาภิบาลฉุกเฉิน : เพื่อตัดวงจรการปนเปื้อนของเชื้อโรค
- จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และเต็นท์พยาบาลชั่วคราว : ทดแทนโรงพยาบาลที่เสียหายและเข้าถึงพื้นที่ตัดขาด
- การควบคุมปริมาณยุง : ฉีดพ่นเคมีกำจัดยุงและแจกจ่ายมุ้ง
- สื่อสารความเสี่ยงและเยียวยาจิตใจ : ให้ความรู้ประชาชนในการสังเกตอาการป่วย พร้อมทั้งดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเครียดและสะเทือนใจจากภัยพิบัติ (PTSD)
การฟื้นฟูระบบสาธารณสุขและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด จะเป็นกุญแจในการปกป้องชีวิตประชาชนเนปาลจากวิกฤตโรคระบาดที่อาจตามมาหลังจากน้ำลด