เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
World IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
Finance กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
“ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
Real Estate “ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
Biz Movement คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
Finance ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
Finance เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
News หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
Economic เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
Biz Movement 4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
ดูทั้งหมด

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน

14 ต.ค. 2569 | 06:45น.
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

IMF เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับเพิ่มเป็น 3.1% มองปี 2027 ขยายตัว 3.4% เผย 2 ปัจจัยคู่ตรงข้ามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก “ราคาพลังงาน และ AI บูม” พร้อมส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด กระตุ้นเร่งเปลี่ยนผ่านฟื้นคืนพื้นที่ทางการคลัง เตือนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงใหญ่ AI ปรับฐานสะเทือนเงินทุนโลก กระทบภาคเศรษฐกิจวงกว้าง ชี้บิ๊กเทคฯ เดิมพันสูงใส่เงินทุนและกู้เงินมหาศาลลงทุนกับ AI จีดีพีไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ชนะแค่เมียนมา “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ชี้ปีหน้าเศรษฐกิจเวียดนามวิ่งแซงไทย “เอกนิติ” หนุนจับมือเวิลด์แบงก์ ชู 3 กลไกอาเซียน รวมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่สองของการประชุม (13 ต.ค.) โดย IMF เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ประจำเดือนตุลาคม โดยปรับเพิ่มตัวเลขจีดีพีโลกจาก 3.0% เป็น 3.1% และปี 2027 ขยายตัว 3.4% จากสองปัจจัยคู่ตรงข้ามคือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและการขยายตัวของ AI

จีดีพี-เงินเฟ้อไทยเท่ากัน 2.1%

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีการปรับเพิ่มประมาณการณ์ปีนี้โต 2.1% จาก 1.9% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม  แต่ในปีหน้าปรับลงเหลือ 2.1 % จาก 2.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะสูงขึ้นแตะระดับ 2.1% ในปี 2026 จาก -0.1 % ในปีก่อนหน้า และในปี 2027 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะลดลงเหลือ 1.7%

นางสาวซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF กล่าวว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและพลังงานอย่างมาก แต่ก็รับมือได้เป็นอย่างดี โดยได้อานิสงส์จากกระแส AI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างมากในฝั่งเอเชีย

“โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า และเป็นความบังเอิญที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้ก็อยู่ที่ 2.1% เช่นกันจึงกลายเป็นตัวเลข 2.1% ในทุกมิติสำหรับปีนี้”

ทั้งนี้รายงานของ IMF ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย ซึ่งมีอยู่ 7 ประเทศ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำที่สุดของกลุ่มได้แก่ เวียดนาม 7.5% อินเดีย 7.0%  ฟิลิปปินส์  5.1%  อินโดนีเซีย 5.1% จีน 4.5% และไทย 2.1% ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจก้าวหน้าของเอเชียจีดีพีอยู่ที่  5.0 %   

ส่วนเมียนมาโต 2.0%  ลาว 4.5% กัมพูชา 3.0% บรูไน 1.9% ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอื่นๆที่กำลังพัฒนา ดังนั้นในกลุ่มอาเซียน ไทยโตรั้งท้ายรองจากเมียนมาและบรูไน

AI Boom ดันจีดีพีเอเชีย

IMF ระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตก้าวกระโดดของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุน
การนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบูรณาการที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย

จีนและอินเดีย เป็นสองเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้ โดยตัวเลขการเติบโตของอินเดียได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าอินเดียจะเติบโตที่ 7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่วนการเติบโตของจีนในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% และปีหน้าลงมาอยู่ที่ 4%

กลุ่มประเทศที่มีการเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน AI  และได้รับการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และไทยในระดับหนึ่ง

ปัจจัยคู่ตรงข้ามชี้ชะตา ศก.โลก

รายงาน World Economic Outlook  ประจำเดือนตุลาคม 2026 ในหัวข้อ Resilience Under Strain, Urgent Choices หรือ “ความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีภายใต้ความกดดัน : เปิดทางเลือกที่เร่งด่วน” ระบุว่า ปัจจัยสำคัญสองประการที่กำลังกำหนดทิศทางของสถานการณ์ ปัจจัยแรก คือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ สืบเนื่องจากสงคราม 

ปัจจัยที่สอง  คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นด้านอุปสงค์ในเชิงบวก ส่งผลให้ทั้งระดับราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการลงทุน

แต่ทั้งสองปัจจัยต่างสร้างแรงกดดันให้ “เงินเฟ้อ” ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในปีนี้ และอยู่ที่ระดับ 4.0-4.1% ในปี 2027 สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 3.9% และ 3.7% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ

ศก.โลกเจอขีดจำกัด 3 ประการ

รายงาน IMF ระบุว่า แม้เศรษฐกิจจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี แต่ความสามารถดังกล่าวก็กำลังจะถึงขีดจำกัด ภารกิจสำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับสถานการณ์ไปสู่การฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในฝั่งอุปทาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเอียงไปในทางต่ำลง (Downside) หรือมีโอกาสแย่ลงกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนถึงขีดจำกัดหลัก 3 ประการต่อความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว

ประการแรก จากความตึงเครียดที่กลับมารุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก 

ประการที่สอง กระแสความนิยมที่เกี่ยวข้องกับ AI ผ่านการลงทุนและการค้าได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ห่วงโซ่อุปทาน AI กลับกระจุกตัวอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ ไม่กี่สาขา และไม่กี่บริษัท ซึ่งสร้างคอขวดที่อาจเกิดขึ้นได้ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อ AI อาจทำให้การเติบโตถดถอยและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

ประการที่สาม ขีดจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางด้านการคลัง ต้นทุนการกู้ยืม และภาระการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจเข้าไปเบียดบังรายจ่ายที่จำเป็นในด้านอื่น และลดกันชนทางการคลัง (Fiscal buffers) สำหรับรองรับแรงกระแทกในอนาคต

IMF จี้ฟื้นคืนพื้นที่การคลัง 

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ความเสี่ยงเหล่านี้รวมกันทำให้ IMF เรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายอย่างเด็ดขาด  ทั้งนโยบายการคลัง ต้องมีความเข้มงวดเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านอุปสงค์ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง โดยประเทศที่มีหนี้สินและขาดดุลสูง จำเป็นต้องเริ่มการปรับลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal consolidation) อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจว่าการขาดดุลและหนี้สินสุทธิจะอยู่ในทิศทางที่ลดลง มาตรการช่วยเหลือใดๆ หากมีความจำเป็น ควรเป็นมาตรการชั่วคราวและตรงจุดเพื่อคุ้มครองกลุ่มที่เปราะบางที่สุด  

นโยบายการเงิน ควรมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพราคาอย่างมั่นคงตามพันธกิจของธนาคารกลาง โดยระดับเงินเฟ้อ ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และการเปิดรับต่อแรงกระแทกด้านเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการกำหนดนโยบาย ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ

ภารกิจข้างหน้าคือการเปลี่ยนผ่านจากการ “รับมือ” ไปสู่การ “ฟื้นฟู” ทั้งการฟื้นคืนพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และความยืดหยุ่นในฝั่งอุปทาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน

“เอกนิติ” ชู 3 กลไกเชื่อมอาเซียน 

ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ร่วมกับนาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group เน้นย้ำว่า อาเซียนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีช่องว่างระหว่างศักยภาพกับการลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย พลังงานเป็นรากฐาน (Energy as the Foundation) AI เป็นตัวทวีคูณ (AI as the Multiplier) และเงินทุนเป็นตัวเร่ง (Capital as the Catalyst) เพื่อสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

ทั้งนี้ World Bank จะมีบทบาทในการช่วยอาเซียนปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสัญญาเพื่อขับเคลื่อน โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึง AI สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงาน เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่มีคุณภาพ 

“ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ World Bank ต้องก้าวไกลกว่าการระดมทุน ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์ทวีคูณ พร้อมผลักดันให้อาเซียนเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้” 

ไทยเป็น “สะพานแห่งความไว้วางใจ”

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวในเวที Building Resilience in a Fragmented World ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์  โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน 

พร้อมระบุว่า โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่า  ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางจึงควรมีบทบาทเป็น “ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา

พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ

“ประเทศไทยต้องเป็นสะพานแห่งความไว้วางใจเป็น Trusted Connector เชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก เชื่อมอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลกและเชื่อมโอกาสจากการลงทุนสู่ประชาชน เพราะวิกฤตโลกไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือก้าวผ่านไปด้วยกัน”ดร.เอกนิติ กล่าว

จีดีพีไทยั้งท้านอาเซียน-ชนะแค่ “เมียนมา” 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า IMF ประมาณการเศรษฐกิจไทย เกือบรั้งท้ายสุดในอาเซียน โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโต 2.1% ซึ่งเป็นการปรับดีขึ้น 0.5%  จากประมาณการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา  และปีหน้าคาดว่าจะโต 2.1% ซึ่งดีกว่าเศรษฐกิจของเมียนมา ที่โตได้ 2% แต่แพ้ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน  โดยเฉพาะเวียดนามที่คาดว่าปีนี้จะโตถึง 8.4% และปีหน้าโต 7.5%

หมายความว่าเมื่อรวมกัน 2 ปี (2026-2027) จีดีพีเวียดนามโต 15.9%  ขณะที่ไทยโต 4.2%  โดยทำให้ปลายปี 2027 มูลค่าเศรษฐกิจเวียดนามและไทยจะอยู่เท่า ๆ กันที่ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า  เวียดนามวิ่งมาทันประเทศไทยแล้ว และหลังจากนี้จะวิ่งแซงไปไกล หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง นอกจากนี้เมื่อนับรวมช่วงปี 2025-2027 จีดีพีไทย 3 ปีรวมกันโต 6.6% ซึ่งยังไม่เท่ากับที่เวียดนามโตได้ใน 1 ปี 

“ส่วนเศรษฐกิจที่ชนะเลิศสุดได้อานิสงส์จาก AI boom ไปเต็ม ๆ ก็คือ ไต้หวัน แหล่งผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก โตได้สองหลัก 10.7% แบบที่ไม่ได้เห็นมานาน ทั้ง ๆ ที่ไต้หวันเศรษฐกิจมีรายได้สูงกว่าไทยมาก ไม่ควรสามารถโตได้ถึงขนาดนี้ สะท้อนบทเรียนสำคัญถึงโอกาสแท้จริงของโลกยุค Fourth Industrial Revolution อยู่ที่เทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอันดับแรก” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ไทยได้อานิสงส์ AI แต่ ”บุญเก่า” กดไว้

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า IMF มองเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 2.1%  ซึ่งการปรับตัวเลขดีขึ้นมาจากอานิสงส์ AI ที่ได้รับปัจจัยบวกทั้งภูมิภาค เพียงแต่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าภูมิภาคค่อนข้างมาก ส่วนตัวก็มองว่า IMF มองไทยค่อนข้างต่ำที่จะโตแค่ 2% ต้น ๆ 

“เรื่อง AI ก็เป็นเรื่องที่ดีเบตกันมาสักพักแล้ว ทั้งความท้าทายเกี่ยวกับตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่ที่จะถูก AI แย่งงาน คือความท้าทายก็มีจริง ๆ แต่ผมว่า มองด้านกลับกัน คนที่ใช้ AI เป็น ก็จะก้าวกระโดดได้เหมือนกัน ดังนั้นมองไปข้างหน้ามันจะกลายเป็นความแตกต่างระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ใช้ไม่เป็น โลกจะต่างกันเรื่องนี้ ประเทศร่ำรวยก็อาจจะมีทรัพยากรดีกว่า ส่วนประเทศที่ขาดโอกาสก็จะถูกทิ้งห่างกันไปเยอะขึ้น ยิ่ง K-Shape หนักขึ้น”

อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้สะท้อนเรื่องการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ หลายประเทศที่ GDP ขึ้นแรง ๆ ตอนนี้ยังไม่ได้มาจากการใช้ AI แต่มาจากการผลิตที่อยู่ในซัพพลายเชนของ AI  ส่วนไทยก็ได้อานิสงส์เยอะมาก เพียงแต่เรามีบุญเก่าที่มีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ แล้วบุญใหม่มาไม่ทัน

เตือน AI สะเทือนเงินทุนโลก 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงเปิดรายงานเสถียรภาพการเงินโลก Global Financial Stability Report ของ IMF เมื่อวันที่ 13 ต.ค. โดย 3 ตัวแทนจาก IMF ประกอบด้วย นายอาธานาซิออส แวมวากิดิส รองผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตรา, นายเจสัน วู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตราและ นายคาโย เฟอร์เรรา รองหัวหน้าฝ่าย แผนกตลาดการเงินและเงินตรา ร่วมกันชี้แจง

ผู้บริหาร IMF กล่าวว่า แม้การลงทุนใน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโลก แต่การกระจุกตัวของเงินลงทุนและความคาดหวังต่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยง หากการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง

โดยการส่งออกอุปกรณ์เทคโนโลยี (ฮาร์ดแวร์) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และช่วยสร้างกันชนให้กับดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ แต่หากการลงทุนในตลาด AI เกิดการปรับฐานราคา ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออกฮาร์ดแวร์ของไทย แต่อาจส่งผ่านไปยังการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า และเพิ่มความเสี่ยงเงินทุนไหลออก 

“ประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมก่อนเกิดแรงกระแทก โดยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินไว้ล่วงหน้า พร้อมปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความผันผวนตามกลไกตลาด”

แม้การประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับตึงตัวเกินไป  เพราะผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยียังเติบโต แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การลงทุนในธุรกิจ AI กระจุกตัวสูงมาก หากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง หรือการลงทุนจำนวนมากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (spreads) ปรับตัวสูงขึ้น และนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะเพิ่มความตึงตัวในตลาดการเงินและส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจจริง 

ธุรกิจเดิมพัน AI สูง 

IMF ได้เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบโครงสร้างธุรกรรมทางการเงิน 14 รายการในอุตสาหกรรม AI  ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) กับบริษัท AI รายย่อย หรือบริษัทคู่ค้าพบมีการลงทุนในส่วนทุน (equity) ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์  และมีการลงทุนโดยการก่อหนี้และออกหุ้นกู้ประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์ 

ขณะที่มีข้อผูกพันในการซื้อสินค้าและบริการหรือรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์  ดังนั้นหากธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้ตามเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ มูลค่าการลงทุนในหุ้นลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย และรายได้ในอนาคตไม่เป็นไปตามข้อผูกพัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปยังผู้ลงทุนและเจ้าหนี้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ การถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์  หากเกิดการปรับฐานในตลาด AI ผลกระทบอาจลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง เนื่องจากการเติบโตในปัจจุบันส่วนหนึ่งพึ่งพาความแข็งแกร่งของหุ้น AI

จี้ยกระดับปลอดภัยไซเบอร์

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ IMF ให้ความสำคัญคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขยายตัวของระบบดิจิทัล ที่เพิ่มช่องทางการโจมตี การพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เฉพาะรายในระดับสูง และการพัฒนาเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ด้วย AI  ขณะที่ทั่วโลกยังขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ประมาณ 40% ทำให้การรับมือกับภัยคุกคามมีข้อจำกัด โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรไม่มาก

แนวทางรับมือจึงควรให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ cyber hygiene เพิ่มขีดความสามารถในการกำกับดูแลและประสานงานข้ามพรมแดน รวมถึงกำกับดูแลผู้ให้บริการภายนอกที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างเป็นระบบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IMF World Bank เอกนิติ