ผู้นำ IMF แนะไทย ค้าขายกับเพื่อนบ้านอาเซียนมากขึ้น ทางรอดยุคโลกผันผวน
‘กอร์เกียวา’ แนะไทยและอาเซียนค้าขายกันเองมากขึ้นเพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงสั่นคลอนต่างๆจากภายนอก ยกเทียบตัวอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าขายภายในกันเองถึง 60 % ในทางตรงข้ามอาเซียนขายกันเองแค่ 22 %
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างงานแถลงข่าววาระนโยบายระดับโลก นางคริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้นำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวสิงคโปร์เกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกที่สูงขึ้นยาวนาน ซึ่งเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่นโยบายของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงนั้น
นางกอร์เกียวากล่าวตอบว่า สำหรับตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) อย่างเช่นประเทศไทย สถานการณ์ดังกล่าว หมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะส่วนต่างอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยในการประชุมใหญ่เต็มคณะที่จัดโดย IMF ในวันศุกร์นี้ ตนจะนำเสนอกราฟที่น่าสนใจมาก ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมของตลาดเกิดใหม่ว่า โดยส่วนใหญ่แล้วสถานการณ์ยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนยังคงที่ แต่ระดับต้นทุนพื้นฐานกำลังปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลบั่นทอนผลประโยชน์ที่ตลาดเกิดใหม่เคยได้รับ เพราะทำให้ต้นทุนของบริการดังกล่าวแพงขึ้น
“แต่ที่จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ตลาดต่างๆ ยังคงทำงานได้ตามปกติ และภาวะทางการเงินของประเทศต่างๆ ก็ยังถือว่าเอื้ออำนวยอยู่พอสมควร” กอร์เกียวากล่าว
แล้วประเทศอย่างไทยจะทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่ควรทำคือมุ่งเน้นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งเพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงสั่นคลอนต่างๆ
แนะไทยและอาเซียนค้าขายกันเองมากขึ้น
ผู้นำ IMF กล่าวว่า ส่วนไทยและกลุ่มอาเซียนควรพยายามมากขึ้นเพื่อตักตวงประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ยอดเยี่ยมและเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนมีจิตวิญญาณและพลังบวก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างประชากรที่ค่อนข้างอายุน้อย แต่ปัจจุบันอาเซียนยังทำการค้ากับส่วนอื่นๆ ของโลกมากกว่าการค้ากันเองภายในกลุ่ม โดยสัดส่วนการค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ในขณะที่สหภาพยุโรปมีสัดส่วนนี้สูงถึง 60% ดังนั้น ไทยยังมีโอกาสอีกมากในการสร้างประโยชน์จากการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศแนวหน้าที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนด้าน AI นับเป็นเรื่องที่ดีมาก และไทยยังเป็นประเทศที่เริ่มพิจารณาถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการลงทุนด้าน AI ตั้งแต่เนิ่นๆ
นอกจากนี้ นางกอร์เกียวา กล่าวกับนักข่าวสิงคโปร์ว่า สิงคโปร์ถือเป็นผู้นำด้าน AI เลยทีเดียว และแบ่งปันข้อสังเกตบางอย่างว่า ตอนที่ไปเยือนสิงคโปร์เมื่อ 7 ตุลาคม เพื่อกล่าวถ้อยแถลงอุ่นเครื่องการประชุมประจำปีนี้ ก่อนเริ่มอย่างเป็นมางการที่กรุงเทพฯ
“ดิฉันประทับใจมากที่เห็นว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI พวกเขาจึงก้าวล้ำหน้าและมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าส่วนอื่นๆ ของโลก ว่าแม้ AI จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความเสี่ยงที่เราจำเป็นต้องใส่ใจและรับมือเช่นกัน”