โควิดเปลี่ยนพฤติกรรมคน พลิกโฉม ‘เศรษฐกิจจีน’
ชีพจรเศรษฐกิจโลก ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
บริโภคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ๆ เป็นอีกด้านของเหรียญเศรษฐกิจ ที่มีทั้ง “ซัพพลายไซด์” และ “ดีมานด์ไซด์” ที่ไม่เพียงต้องเติบโตไปด้วยกัน ยังต้องเติบโตแบบสอดคล้องซึ่งกันและกันอีกด้วย
ในการศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม ทุกคนที่เป็นผู้บริโภคล้วน “ติดกับ” อยู่กับ “วงจรนิสัย” ซึ่งเริ่มจากสิ่งกระตุ้น ที่ก่อให้เกิด “พฤติกรรม” ขึ้น ตามด้วยรางวัลที่ได้รับจากพฤติกรรมนั้น ๆ อาทิ นิสัยเลือกวันหรือเวลาช็อปปิ้ง หรือการกำหนดวันออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในสัปดาห์หนึ่ง ๆ เป็นต้น
ในทางวิชาการ พฤติกรรมที่เป็นวงจรนิสัยที่ว่านี้ ปรับเปลี่ยนได้ยาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำนองนี้ จำเป็นต้องอาศัย “ภาวะช็อก” แบบเข้มข้น และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพื่อ “ก่อรูป” วงจรนิสัยใหม่ขึ้นมา
แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนเชื่อว่า นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนในเวลานี้ ที่อาจส่งผลถึงกับเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของจีนให้ผิดไปจากเดิมไปเลยก็เป็นได้
ข้อที่น่าสังเกตก็คือแม้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุขของจีนยังอยู่ในสภาพดีกว่าแทบทุกประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับการระบาดระลอกสองหรือสามในเวลานี้ แต่การใช้ชีวิตของคนจีนกลับไม่ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ
ในขณะที่โรงงานต่าง ๆ กลับมาทำการผลิตเต็มกำลังอีกครั้งแล้ว ระดับการบริโภคของคนจีนยังคงจำกัดอยู่เฉพาะเพียงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น การบริโภคของจีนถูกถ่วงด้วยภาวะว่างงาน รายได้ที่ลดลง และความกลัวว่าการระบาดจะกลับมาอีกครั้ง
นั่นหมายความว่า ซัพพลายไซด์ กับ ดีมานด์ไซด์ ของเศรษฐกิจจีนกำลังแยกออกจากกัน ชัดเจนมากขึ้น
ภาพสะท้อนที่ผู้สันทัดกรณีหยิบยกมาเพื่อแสดงให้เห็นปรากฏการณ์นี้ก็คือ ปริมาณการสัญจรทางราง ก่อนหน้าการแพร่ระบาด บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจจีน อาศัยการติดตามการขนส่งสินค้าทางราง และการโดยสารระบบรางในจีน มาเป็นเครื่องวัดผลผลิตทางอุตสาหกรรมและการบริโภคของภาคเอกชน แทนที่จะยึดถือตัวเลขจากทางการจีนอย่างเดียว
ขณะที่ชาวจีนก็อาศัยการเดินทางด้วยรถไฟ รถไฟความเร็วสูง เพื่อทั้งการทำธุรกิจ และเพื่อการท่องเที่ยว สันทนาการ ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ถือกันว่าเป็นการบริโภคในระดับ “ไฮเอนด์”
ข้อมูลของทราฟฟิกระบบรางแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ทราฟฟิกขบวนขนส่งสินค้าลดลงเล็กน้อยในเดือน ม.ค.-มี.ค.ปีที่แล้ว ทราฟฟิกของขบวนรถโดยสารลดลงมากถึง 87% ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงพีกสุดของการระบาด และไม่เคยฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาวะปกติก่อนหน้าการระบาดอีกเลยจนถึงบัดนี้
จะมีข้อยกเว้นเพียงการสัญจรด้วยรถไฟใต้ดินในตัวเมืองซึ่งกลับสู่สภาพปกติ
นักวิเคราะห์เน้นให้เห็นว่า สภาพลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่จีนไม่ได้ล็อกดาวน์แล้ว ข้อจำกัดต่าง ๆ ไม่ได้เข้มงวด แต่ผู้บริโภคชาวจีนก็ยังระมัดระวังเต็มที่ ใช้ระบบรางภายในเมืองเพื่อการทำงานและช็อปปิ้ง แต่จำกัดการสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว หันไปใช้พาหนะส่วนตัว หรือไม่ก็เปลี่ยนไปท่องเที่ยวในแหล่งใกล้เคียงมากขึ้น
มีความเป็นไปได้ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนอาจกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่อาจเป็นการเปลี่ยนแบบถาวร การกระตุ้นหลายอย่างถูกสถานการณ์การระบาดกำจัดออกไป เช่น กรณีการเดินทางด้วยระบบราง ไม่เพียงเท่านั้น ชาวจีนยังปรับเปลี่ยนการบริโภคอีกหลายด้าน ตั้งแต่ลดการออกไปทานอาหารนอกบ้าน, ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้น, การบริโภคเพื่อการศึกษา วัฒนธรรม และเพื่อการบันเทิง ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าอยู่มากถึง 20%
นักวิชาการบางคนชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในจีนส่งผลเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจของจีนมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีออยล์ช็อก ในทศวรรษ 1970 ที่บีบให้ผู้บริโภคและบริษัทธุรกิจต้องใช้นโยบายประหยัดพลังงาน หรือการระบาดของโรคซาร์ส เมื่อปี 2003 ที่กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้โครงสร้างเศรษฐกิจพลิกไปสู่อีคอมเมิร์ซและอีเพย์เมนต์ เป็นต้น
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สถานการณ์แบบเดียวกันนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่จีนเท่านั้น