พลังจับจ่ายจีน “ชะลอตัว” หวั่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจสะดุด
นโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เป็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของจีน ภายใต้ “แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี” (ปี 2021-2025) โดยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (dual-circulation plan) ด้วยหลักการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากต่างประเทศ
แต่ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า ยังมีอุปสรรคมากมายกว่าที่จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการบริโภคได้ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาชาวจีนมีรายได้ที่ใช้จ่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 32,189 หยวน (152,000 บาท) ต่อหัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.1% แต่รายจ่ายเพื่อการบริโภคโดยเฉลี่ยลดลง 4% เหลือ 21,210 หยวน (100,000 บาท) ต่อหัว
แม้อัตราการบริโภคของประเทศจีนจะเพิ่มขึ้น 4 เท่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่สัดส่วนการบริโภคเมื่อเทียบกับจีดีพี ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 55% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว การบริโภคเทียบกับจีดีพี ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 70%
นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนปี 2020 ที่เพิ่มขึ้น 2.3% ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออก แต่กลุ่มค้าปลีก คือยอดใช้จ่ายสินค้าลดลง 3.9%
นิตยสาร “Banyuetan” ระบุว่า มีร้านค้าอย่างน้อย 3 ล้านแห่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ถูกปิดตัวลง ช่วง 11 เดือนแรกของปีที่แล้ว
“ลิว เชียว” นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ “การบริโภค” เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ต้องรีบแก้ปัญหาทั้งหมดที่กำลังเป็นอุปสรรคยับยั้งการบริโภค
สาเหตุแรกที่การบริโภคลดลง เนื่องจากหนี้ครัวเรือนของจีนเพิ่มขึ้นมาก เป็นผลตั้งแต่ช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดอย่างหนักในจีน สถาบันการเงินและการพัฒนาแห่งชาติระบุว่า หนี้ครัวเรือนช่วงไตรมาสที่ 3 ปีที่แล้ว คิดเป็นสัดส่วน 60% ของจีดีพี จากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 40%
นอกจากนี้ “กาน ลี” นักเศรษฐศาสตร์ภาคการเงินและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาท์เวสเทิร์นกล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาหลังโควิด-19 ระบาด ทำให้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มมากขึ้น
จากรายงานแบบสำรวจ 70,000 ครัวเรือน ของมหาวิทยาลัยเซาท์เวสเทิร์น และแอนต์ กรุ๊ป รีเสิร์ชระบุว่า ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 หยวน (236,000 บาท) ต่อปี มีอัตราการเติบโตของรายได้ต่ำที่สุด ขณะที่ครอบครัวที่มีรายได้เกิน 300,000 หยวน (1.4 ล้านบาท) ต่อปี มีอัตราการเติบโตของรายได้สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มคนรายได้สูงยังคงมีโอกาสทางอาชีพที่มั่นคง และมีโอกาสหารายได้เพิ่ม ขณะที่กลุ่มคนรายได้ต่ำที่สุดแทบจะไม่มีโอกาสตรงนี้
โดยเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลระบุว่ามีชาวจีนถึง 600 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,000 หยวน (4,700 บาท) ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็น 40% ของประชากรทั่วประเทศ
“เงินเท่านี้แทบจะอยู่ในเมืองระดับกลางของจีนไม่ได้ด้วยซ้ำ รัฐบาลควรออกนโยบายที่ช่วยพัฒนาวิถีชีวิตผู้คนที่มีรายได้ต่ำ กลุ่มคนที่ทำงานรับจ้าง รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถกระตุ้นการบริโภค และยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศจะหยุดชะงัก” กาน ลี กล่าว
และโครงการสาธารณสุขและสวัสดิการหลังเกษียณของรัฐบาลยังไม่ดีพอ ทำให้ประชาชนไม่ใช้จ่าย และเก็บเงินเพื่อรองรับปัญหาตรงนี้
นอกจากนี้ พบว่าการบริโภคขยายตัวแค่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูง โดยปีที่แล้วยอดขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า “ไฮเอนด์” ยังมีการเติบโตถึง 25-35% รวมถึงยอดขายสินค้าลักเซอรี่เพิ่มขึ้น 48% อยู่ที่ 3.46 แสนล้านหยวน (1.6 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี ตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี เพื่อให้ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานสัมฤทธิผล รัฐบาลจะออกนโยบายสนับสนุนการจ้างงาน พัฒนาบริการสาธารณะ ประกันสังคมที่ครอบคลุม และการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ภายในสัปดาห์นี้
ขณะที่ “หลี่ เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่าแม้พื้นฐานการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะยังไม่มั่นคง และประชาชนยังคงชะลอการบริโภค แต่จีนกำลังจะมีแผนเพิ่มรายได้ให้ประชาชนผ่านหลาย ๆ วิธีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
โดยจีนเตรียมปฏิรูประบบ “Hukou” ซึ่งเป็นเครื่องมือควบคุมการกระจายตัวของประชากร และการย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมือง เป้าหมายเพื่อทำให้ประชาชนแถบชนบทสามารถย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ของคนในเมืองได้ด้วย
“ลูอิส คูดิจส์” ประธานศึกษา เศรษฐศาสตร์เอเชีย ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิก กล่าวว่า การที่ผู้คนชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองอย่างถาวรได้ น่าจะช่วยเพิ่มอัตราการบริโภค อย่างไรก็ดี ต้องยังคอยดูมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลด้วย เพราะช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีมาตรการตรงนี้เลย