‘เอกนิติ’ กับภารกิจใหญ่ พลิกฟื้น-เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ เพราะไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความกระจุกตัวก็ยิ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาต่อเนื่อง หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองไทย ทำให้การผลักดันนโยบายระยะยาวเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศเป็นไปได้ยาก มีแต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำให้เวลาที่ต้องเผชิญกับวิกฤต หรือภาวะ “ช็อก” จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างแรง
ชูธง “4T” พลิกฟื้น-ปฏิรูปเศรษฐกิจ
“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับบทหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ได้ประกาศแนวทางรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภายใต้ขีดจำกัดทางด้านการคลังที่เหลือพื้นที่นโยบายการคลังน้อยลง ผ่านนโยบาย “4T” ได้แก่
-Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า) เน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุด โดยเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มแทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ตัดงบประมาณส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อนำมาดูแลประชาชน
-Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด) เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก ให้ครัวเรือนขายไฟส่วนเกินกลับคืนการไฟฟ้าฯ ได้โดยตรง (Direct PPA) พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยมีมาตรการหักลดหย่อนภาษี รวมถึงสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดโซลาร์
-Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก SMEs ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลาน โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล, ไบโอ, กรีน เป็นต้น พร้อมยกระดับแรงงานไทย สนับสนุนเทคโนโลยี เงินทุน และตลาด ให้ SMEs เข้าถึงดิจิทัล Data และแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิรูประบบภาษี เอื้อให้คนเข้าระบบมากขึ้น และปฏิรูปสินเชื่อสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย
-Together (ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน) โดยภาคเอกชนต้องเป็นผู้นําในการลงทุนนวัตกรรม และสร้างงานใหม่ ขณะที่ภาครัฐจะเป็นผู้สนับสนุนลดกฎที่ไม่จําเป็น และประชาชนต้องร่วมมือกันดำเนินการ
ปลดล็อก ”ลงทุน” แกนหลักเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย
“ต้องยอมรับความจริง ว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน และวันนี้ยังเผชิญกับวิกฤตน้ำมันอีก จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ พยายามยกเศรษฐกิจไทยขึ้นมาไม่ให้ติดหล่มอีก”
ขณะที่วิกฤตพลังงานจะทำให้ราคาน้ำมันแพงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไปมาก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน รวมถึงลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรัฐบาลจะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และดึงภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน
“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดการยกระดับการลงทุนเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
“หลายสิ่งหลายอย่างติดอุปสรรค จะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว”
ชูไทย Safe Haven การลงทุน
รองนายกฯ เอกนิติกล่าวถึงภาพรวมการลงทุนของประเทศไทยว่า เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกชัดเจน โดยตัวเลขการลงทุนจริงช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวถึง 18% มูลค่าประมาณ 260,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมองประเทศไทยเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ Safe Haven สำหรับการลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนสูง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนจริงขยายตัวได้ดี มาจากการเร่งขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะกลไก “BOI Fast Pass” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากเดิมที่ประเทศไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนให้เกิดเป็นการลงทุนจริงได้ทั้งหมด ล่าสุดเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนลงสู่พื้นที่จริงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนได้ต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้ขยายตัวได้ 3% Plus ตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วง 1-2 ปีนี้
ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือการเปลี่ยน “ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุนจริง” ที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับภาคธุรกิจ เกิดการจ้างงาน กระจายประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงประชาชนในวงกว้าง
รัฐบาลจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน รวมถึงผลักดันการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
เตรียมพร้อมพลังงานรับลงทุน
ขณะเดียวกัน รองนายกฯ เอกนิติได้มอบนโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนของต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง อย่างเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center), Cloud Services, AI Infrastructure และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน
“การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรองรับการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่ต้องการทั้งปริมาณไฟฟ้าที่เพียงพอ มีระบบที่มีเสถียรภาพ และพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก” ดร.เอกนิติกล่าว
เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ขณะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย “ดร.เอกนิติ” ประกาศว่า จะเน้นการใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ เช่น ภาษีคาร์บอน หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแผนนํารายได้จากการจัดเก็บภาษีคาร์บอนไปจัดตั้งกองทุนสนับสนุนภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ธุรกิจสีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โดยทั้งหมดนี้ต้องผลักดันผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงินสีเขียว การส่งเสริมนวัตกรรมพลังงานสะอาดเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“รัฐบาลตั้งเป้าใน 4 ปี จะขยายสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเป็น 30% ต่อ GDP จากระดับ 23% ในปัจจุบัน โดยมุ่งเป้าไปยังการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล”
กู้เงิน 4 แสน ล.แก้วิกฤตเร่งด่วน
สำหรับการแก้ปัญหาเร่งด่วนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์จากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท
“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า กระทรวงการคลังเสนอให้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากวิกฤตตะวันออกกลางและกระทบทั้งโลก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ทั้งรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอก วิกฤตครั้งนี้จึงต่างจากอดีตที่มารวดเร็วและทีเดียวจบ อย่างวิกฤตโควิด-19
วิกฤตครั้งนี้มาเป็นระลอก ระลอกแรก คือ วิกฤตสงคราม ระลอกที่สอง คือ วิกฤตราคาน้ำมันสูง ระลอกที่สาม คือ วิกฤตต้นทุนสูงขึ้น ระลอกที่สี่ คือ วิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และวิกฤตรอบที่ห้า คือ กำลังซื้อจะหด ภาคธุรกิจกำไรลดลง ทำให้คนตกงานมากขึ้น ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งแก้ไขยาก
“ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง Double Squeeze หรือแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง-รายได้หด จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมกระสุนไว้บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิด Stagflation”
แปลวิกฤตเป็นโอกาส
อีกวัตถุประสงค์ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน คือ จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง จึงได้รับผลกระทบแรง ดังนั้นจะต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าและเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาดมากขึ้น นำประชาชนไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และเตรียมพร้อมในโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพงอาจจะยังคงอยู่ต่อไป
“ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ไขได้ยาก” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว
ทั้งหมดนี้เป็นภาพของการแก้ปัญหา ทั้งระยะสั้นที่พยายามเปลี่ยน “วิกฤต” เป็น “โอกาส” ในการปรับรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตระลอกใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาอีกในอนาคตได้ รวมถึงระยะยาวที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ ๆ ให้กับเศรษฐกิจไทย