เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล อุ้มเกษตรกร VS รักษาวินัยการคลัง

21 ส.ค. 2565 | 09:29น.
โจทย์ท้าทายรัฐบาล

ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐไทยมีบทเรียนจากการกู้เงินมาทำนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายดูแลราคาสินค้าเกษตร ที่ทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเลือกที่จะใช้วิธีการดำเนินโครงการผ่านรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แล้วรัฐบาลค่อยทยอยตั้งงบประมาณอุดหนุน หรือชดเชยคืนให้ในปีถัด ๆ ไป

อย่างไรก็ดี การใช้เงินในลักษณะดังกล่าว ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่เดิมคณะกรรมการนโยบายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขีดเส้นไว้ว่า การใช้เงินตามกรอบมาตรา 28 ดังกล่าว ต้องไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โครงการที่ใช้งบประมาณ และสร้างภาระทางการคลัง ตามมาตรา 28 ส่วนใหญ่เป็นโครงการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่เสนอโดยกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยในฤดูกาลผลิตปี 2562-2564 มีการขอใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายขาดเกษตรกร 2.3 แสนล้านบาท และโครงการสินเชื่ออีก 40,000-50,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ในปีการผลิต 2564/65 อีกกว่า 1.7 แสนล้านบาท รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ หากชำแหละเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี จะเห็นว่ามีการใช้งบประมาณเพิ่มสูงขึ้นก้าวกระโดดทุกปี ๆ โดยปีแรก ปีการผลิต 2562/63 ใช้งบประมาณอยู่ที่ 19,416.99 ล้านบาท ต่อมาปีการผลิต 2563/64 ใช้งบประมาณ 48,178.37 ล้านบาท

กระทั่งในปีการผลิต 2564/65 มีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 89,306 ล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้อ้างถึงความจำเป็นที่ต้องดูแลเกษตรกรในภาวะราคาข้าวตกต่ำมาก จึงต้องขยายกรอบเพดานดังกล่าว จาก 30% เป็นไม่เกิน 35% เป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ รัฐบาลจะยังใช้ช่องตามมาตรา 28 ดังกล่าว ในการทำโครงการอื่น ๆ อย่างเช่น มาตรการสินเชื่อที่แบงก์รัฐให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) รวมถึงโครงการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ด้วย

อย่างล่าสุด ปลายเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) reopen ธุรกิจโรงแรมและ supply chain ของโรงแรมไป โดยรัฐบาลจะชดเชยต้นทุนเงินให้ธนาคารออมสินในอัตรา 2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 200 ล้านบาท

ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 เพิ่มขึ้นจาก 1.069 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 34.50% เป็น 1.076 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 34.74% เกือบจะเต็มกรอบ 35% แล้วนั่นเอง

โดยเรื่องนี้ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อปี 2564-2565 เนื่องจากราคาข้าวลดลงค่อนข้างต่ำมาก ดังนั้นภาระในการชดเชยรายได้ จึงเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่ต้องขยายเพดานมาตรา 28 จาก 30% เป็น 35% เป็นการชั่วคราว ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป ก็คือ โครงการเดิม ๆ จะต้องทยอยปิดโครงการ เพื่อเปิดวงเงินให้กับมาตรา 28 ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วนอะไรต่าง ๆ หรือเรียกว่าการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง

“ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2565) ก็จะต้องพิจารณาแล้วว่า จะกลับไปที่ 30% ได้อย่างไร ทั้งนี้ สำหรับมาตรา 28 เราจะพยายามใช้ให้น้อยลง เมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ไม่อยากเห็นว่า รัฐบาลเราใช้วงเงินตรงนี้มาดำเนินนโยบาย เพราะจะเป็นภาระในอนาคต” รมว.คลังกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่วันมานี้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ประชุมร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย และสมาคมชาวนาข้าวไทย พร้อมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีมติออกมาว่าจะเดินมาตรการโครงการประกันรายได้ปีที่ 4 โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาต่อไป

ซึ่งจะประกอบด้วย 1.โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ใช้เงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 86,740.31 ล้านบาท คาดว่าเกษตรกรได้ประโยชน์ 4.68 ล้านครัวเรือน

2.โครงมาตรการคู่ขนาน ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ใช้งบประมาณรวมกันทั้งสิ้น 8,022.69 ล้านบาท ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวชะลอการขายข้าว ซึ่งจะมีเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาทต่อรายต่อข้าว 1 ตัน, โครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับสหกรณ์ที่ชะลอการขายข้าว หรือเก็บสต๊อกข้าวไว้ และโครงการช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสีที่เก็บสต๊อกข้าวไว้

และ 3.โครงการไร่ละ 1,000 บาท เป็นการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 55,364.75 ล้านบาท

เบ็ดเสร็จรวม 3 โครงการ จะใช้เงินทั้งสิ้น 150,127.75 ล้านบาท

ซึ่งแม้ว่าเฉพาะโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จะใช้เงินงบประมาณ 86,740.31 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวก็แทบไม่ได้น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมามากนัก ดังนั้น นี่จึงเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่กำลังท้าทายรัฐบาลอีกรอบ ว่าสุดท้ายแล้วจะยอมอนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ได้ทั้งหมดหรือไม่

หรือจะยืนยันปรับลดกรอบวงเงินตามมาตรา 28 ให้กลับไปที่ไม่เกิน 30% เพื่อรักษา “วินัยการเงินการคลัง” คงต้องติดตามกันต่อไป