เมื่อวันที่ 20 มกราคม สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างสื่อทางการพม่าระบุว่า รัฐบาลพม่าเตรียมความพร้อมที่อยู่ในขั้นสุดท้ายที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาชุดแรกกลับจากบังกลาเทศแล้ว หลังจากที่มีชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจามากกว่า 650,000 คน ได้หลบหนีภัยความรุนแรงจากปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธในรัฐยะไข่ของกองทัพพม่าไปยังประเทศบังกลาเทศ หลังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในรัฐยะไข่ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา
โดยโกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ สื่อทางการพม่ารายงานว่า นายนี พู มุขมนตรีรัฐยะไข่ กล่าวถึงการจัดสร้างอาคาร คลินิคการแพทย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขอนามัยไว้รองรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่จะเดินทางกลับมาว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจดูค่ายรับผู้อพยพชั่วคราวในรัฐยะไข่เมื่อวันศุกร์ (19 ม.ค.) พร้อมลงภาพขณะคณะของนายนี พู ตรวจดูบ้านไม้หลังหนึ่งที่จะใช้เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่จะเดินทางกลับมาอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวในเมืองหม่องดอด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า พม่าจะเริ่มรับกลับผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจากบังกลาเทศ มายังศูนย์รองรับ 2 แห่งและค่ายพักพิงชั่วคราวใกล้กับเมืองหม่องดอในวันที่ 23 มกราคมนี้ และจะดำเนินการรับกลับมาต่อเนื่องต่อไปภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า อันเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศที่ได้ลงนามกันไว้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ทางการพม่ายังระบุอีกว่าจะมีการสร้างค่ายส่งต่อที่จะสามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้ราว 30,000 คน ก่อนที่จะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาเหล่านี้กลับสู่ถิ่นฐานเดิมของตนเองหรือพื้นที่ใกล้ที่สุดจากถิ่นฐานเดิม
ในส่วนของบังกลาเทศจะจัดทำรายชื่อผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่จะเดินทางกลับ ซึ่งจะมีการพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นผู้มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศพม่า อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากในค่ายพักพิงคูตูปาลองในบังกลาเทศยังต้องการให้ทางการพม่าให้หลักประกันรับรองด้านความปลอดภัยแก่ชาวโรฮีนจาด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่แกนนำของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาเรียกร้องมา
ด้านนายพอล วรีเซ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำพม่า เตือนว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจะต้องไม่เร่งรีบเดินทางออกจากบังกลาเทศไปโดยปราศจากความยินยอมหรือไร้ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานต่างๆที่จะเป็นการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ทั้งการรับรองด้านความปลอดภัย ความสมัครใจ และการส่งกลับอย่างยั่งยืนยังถิ่นฐานของผู้ลี้ภัย รวมถึงการจัดการแก้ปัญหาถึงรากเหง้าของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
ที่มา : มติชนออนไลน์