Skip to content

Disruptive Leadership พาองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลง-

23 มี.ค. 2561 | 07:00น.
Disruptive Leadership พาองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลง-

ผู้นำองค์กรมีบทบาทนำพาธุรกิจและคนในองค์กรผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งยังมีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์ และทิศทางขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ แต่ในยุคที่โลกมีความพลิกผันอย่างมาก อันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำต้องผันตัวเองเป็น disruptive leadership

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารและปรับภาพของผู้นำกลุ่ม startup ให้เข้ากับเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันธุรกิจ startup กำลังเป็นที่นิยม และผู้บริหารล้วนเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย ดังนั้น การปรับภาพลักษณ์ของผู้บริหาร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ “รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข” กรรมการ-หัวหน้าหลักสูตรการบริหารงานบุคคล สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลประเด็นดังกล่าวมาหลายปี จึงเปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธรุกิจ” สัมภาษณ์พิเศษถึงการปรับภาพลักษณ์ของผู้บริหาร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอดในมุมมองของการ coaching

“รศ.ดร.ศิริยุพา” กล่าวว่า ผู้นำที่เก่งต้องมีจิตวิญญาณของเถ้าแก่บวกกับจิตวิญญาณสตาร์ตอัพ หมายถึง เป็นคนที่มีจุดเด่น และดึงจุดเด่นมาใช้ได้ถูกทาง นอกจากนั้น ยังต้องเป็นคนที่มีแรงจูงใจในตัวเอง ทำงานเชิงรุก ที่สำคัญต้องสร้างความสัมพันธ์เก่ง ทั้งกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพนักงาน

“จุดอ่อนผู้บริหารไทยในการทำธุรกิจใด ๆ คือ การหาฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งไม่เป็น ไม่ศึกษาว่าลูกค้าในพื้นที่นั้น ๆ มีความต้องการในสินค้าหรือบริการของตัวเองหรือไม่ เพราะมักจะแห่เปิดธุรกิจประเภทเดียวกัน เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว”

ดังนั้น ผู้บริหารต้องบริหารระบบปฏิบัติการภายใน และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหนีคู่แข่ง ยกตัวอย่าง Airbnb ที่ตอนนี้ไม่เพียงทำธุรกิจห้องพัก แต่มีบริการจองร้านอาหาร และจองตั๋วเครื่องบินอีกด้วย

เมื่อโลกก้าวสู่ยุค disruptive ส่งผลให้วิธีการทำงานของผู้นำต้องเปลี่ยน ซึ่งผู้นำต้องมองหาโซลูชั่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมถึงหาหนทางที่จะพัฒนาธุรกิจโดยรวม และไม่เกรงกลัวที่จะสับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่อาจเป็นไปได้ โดยการสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่แค่การสร้างการรับรู้ แต่ต้องลงลึกไปถึงการเปลี่ยนวัฒนธรรม และบุคลิกขององค์กร ซึ่งไม่ใช่โฟกัสที่การสร้างกำไรเท่านั้น แต่ต้องโฟกัสที่การสร้างคุณค่าให้องค์กรมากกว่า

แล้วผู้นำจะปรับตัวเองได้อย่างไร?…

ถึงตรงนี้ “รศ.ดร.ศิริยุพา” อธิบายว่า การพัฒนาผู้นำให้สามารถปรับตัวได้ มีอยู่ 5 ข้อหลัก ๆ ได้แก่

หนึ่ง การมีวิสัยทัศน์ที่ดี เกิดความอยากรู้อยากเห็น และหัดตั้งคำถาม

สอง กล้าที่จะฉีกกฎ และสร้างกฎใหม่ ถ้าเห็นว่าสิ่งที่มีอยู่เดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป โดยผู้นำต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง เพราะการฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ต้องทำภายใต้การคำนวณความเสี่ยงและผลลัพธ์มาแล้วเท่านั้น

สาม หัดใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนได้อย่างสบาย ๆ โดยต้องเรียนรู้ การจัดการ EQ คือ ความสามารถทางอารมณ์ ที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข

สี่ นำทีมเก่ง มีความเห็นอกเห็นใจในลูกทีม ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะส่งเสริมข้อนี้คือ การพัฒนาทักษะการสื่อสาร ทักษะการสร้างสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงทักษะการจัดการความขัดแย้ง

ห้า ยืดหยุ่น ปรับตัวไว ผู้นำพัฒนาข้อนี้ได้โดยการศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรอยู่เสมอ ไม่ยึดติดการทำงานแบบ top down เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น และเรียนรู้การโค้ชชิ่ง เพราะผู้บริหารต้องรู้จักตั้งคำถามให้ลูกน้องหาคำตอบ ไม่ใช่หาคำตอบให้ลูกน้องไปทุกข้อ และไม่ยึดติดกับค่านิยมที่ว่า ผู้บริหารต้องสร้างความน่านับถือและการยอมรับจากการตอบคำถามลูกน้องได้ทุกเรื่อง

“รศ.ดร.ศิริยุพา” กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนา disruptive leadership ทางสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ จึงได้คิดค้นหลักสูตร Essentials for High-impact Leaders ที่จะช่วยให้ผู้นำมีศักยภาพในการติดตามงานอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการและความคาดหวังที่สูงขึ้น

หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตร 3 วันที่อัดแน่นไปด้วยชุดพัฒนาทักษะที่มีผลกระทบสูงต่อผู้นำ เป็นโปรแกรมระดับสูงที่ไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายแบบเดิม แต่เป็นการผลักดันผู้บริหารออกจากคอมฟอร์ตโซน ไปสู่สนามรบที่จะดึงศักยภาพนักสู้ของพวกเขาออกมา

สำหรับผู้สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และจาก Birkbeck College, University of London สหราชอาณาจักร ที่มาฝึกอบรมเชิงประสบการณ์ให้ผู้เข้าอบรมได้รับข้อมูลเชิงลึก โดยหลักสูตรนี้ยังมีจุดเด่นตรงที่มีหัวข้อการบริหารการเมืองในองค์กร เพราะคนในองค์กรมีอำนาจไม่เท่ากัน เราจึงต้องพัฒนาผู้นำให้บริหารความแตกต่างตรงนี้ได้อย่างไม่มีความขัดแย้ง โดยหลักสูตรนี้ได้เปิดสอนและประสบความสำเร็จมาแล้วกว่า 3 ปี เปิดรับผู้เรียนปีละ 30 คน มีค่าเรียนอยู่ที่ 59,500 บาท

ทั้งนี้ ผู้นำยุคปัจจุบันต้องการทักษะและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างไปจากผู้นำยุคเก่า และผู้นำหลายองค์กรในไทยยังปรับตัวช้าเกินไป ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยน และองค์กรเองก็ต้องส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่ และสร้างรูปแบบของผู้นำแบบใหม่ เพื่อบริหารงานได้เหมาะสมกับ disruptive world

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้