สนธิรัตน์ สั่งกรมการค้าภายในคุมเข้มอ้างค่าแรงขอขึ้นราคาหรือปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ เตรียมแจกของขวัญสงกรานต์ประชาชน เร่งปั๊มยอดร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทะลุ 40,000 แห่งกลางปี พร้อมจับมือ 5 โมเดิร์นเทรดกระจายผลไม้ 3.3 แสนตัน ป้องกันราคาร่วง
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายการดูแลราคาสินค้าที่อาจได้ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เมษายน 2561 ว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในติดตามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงต่อการผลิตสินค้าชนิดต่างๆ เท่าที่ทราบกรมการค้าภายในได้ศึกษาแล้วยืนยันว่าการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวมีผลต่อต้นทุนการผลิตน้อยมาก ผู้ผลิตไม่สามารถจะนำประเด็นนี้มาใช้เป็นเหตุผลในการขอปรับขึ้นราคาได้
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการของขวัญสงกรานต์เพื่อส่งมอบให้กับประชาชน โดยการเพิ่มจำนวนร้านธงฟ้าประชารัฐจากขณะนี้ที่มีจำนวน 20,000 แห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายขั้นแรกที่ 40,000 แห่งในเดือนเมษายนนี้ โดยแบ่งเป็นร้านในส่วนกระทรวงพาณิชย์ 30,000 แห่ง และของกองทุนหมู่บ้านอีก 10,000 แห่ง หลังจากนี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุด 40,000-100,000 แห่ง ภายในกลางปี 2561 เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าในชุมชน และยังเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย

“จากการหารือกับผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้า เช่น เนสท์เล่ และผู้ค้ารายย่อย ต่างให้ความเห็นตรงกันว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้มากขึ้น โดยขณะนี้มีเม็ดเงินกว่า 18,000 ล้านหมุนเวียนลงไปในระบบเศรษฐกิจประมาณ 5 รอบแล้ว ส่งผลดีกับเศรษฐกิจฐานรากเกิดแล้วหลายพื้นที่มีการจับจ่ายซื้อขายสินค้าคึกคักมาก และที่สำคัญยังส่งผลดีต่อผู้ผลิตสินค้าในชุมชน สินค้าโอท็อปทำให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น”
ล่าสุดได้มอบหมายให้นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นมิสเตอร์ผลไม้ของกระทรวงพาณิชย์ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรด 5 ราย คือ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เดอะมอลล์ บิ๊กซี เทสโก้โลตัส และแม็คโคร เพื่อขอความร่วมมือเข้ามาช่วยรับซื้อผลไม้จากฤดูกาลผลิตปี 2560/2561 เพื่อดูดซับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีการรับซื้อผลไม้ 7 ชนิด (7 อรหันต์ผลไม้) คือ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย เงาะ ลิ้นจี่ และสับปะรด ปริมาณ 330,000 ตัน มูลค่าการรับซื้อ 20,000 ล้านบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วยให้ราคาไม่ตกต่ำ
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำในเดือนเมษายนนี้ จะเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานในการผลิตจำนวนมาก เช่น สินค้าอาหาร สินค้าเครื่องนุ่งห่ม แต่กระทบไม่มากนัก คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 2% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
นอกจากนี้ กรมยังได้ลงพื้นที่สำรวจและพบว่า โรงงานที่เป็นแหล่งผลิตในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปรับขึ้นค่าแรงงานสูงสุดนั้น ก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะส่วนใหญ่โรงงานในเขตพื้นที่นี้ได้จ่ายค่าแรงเกินกว่าอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำไปแล้ว หรือในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น จ.สมุทรสาคร ก็มีการจ่ายค่าแรงงานเกินกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำไปแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากมีการยื่นขอปรับขึ้นราคาโดยให้เหตุผลว่าสินค้าได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะพิจารณาจากต้นทุนต่าง ๆ ว่ามีการปรับขึ้นจริงและไม่สามารถจำหน่ายได้ในระดับราคาเดิมอีก จึงจะพิจารณา โดยให้ความยุติธรรมกับทางผู้ผลิตด้วยเช่นกัน
“ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการสินค้าใดยื่นขอปรับขึ้นราคากับกรมการค้าภายใน และที่สำคัญในปีนี้ประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับใหม่ปี 2561 กำหนดชัดเจนให้ดูแลเรื่องการปรับขนาดสินค้าด้วย เพราะก่อนหน้านี้ที่ยังมีการควบคุมพบว่ามีผู้ผลิตอาศัยช่องว่างตรงนี้ เช่น ไม่ปรับราคาแต่ลดขนาด ซึ่งเท่ากับเหมือนเป็นการปรับขึ้นราคา ซึ่งตอนนี้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องแจ้งกรมการค้าภายในทุกครั้งที่ต้องการปรับขนาด ซึ่งทางกรมจะพิจารณาหลักการเดียวกับการให้ปรับราคาตามสัดส่วน”
นอกจากนี้ กรมเตรียมจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่สถานีขนส่งเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ เพื่อเพิ่มการดูแลสินค้าในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ด้วย