เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เตรียมรับมือปีหน้าผลไม้แพง
สามัญสำนึก เตรียมรับมือปีหน้าผลไม้แพง
เพิ่มโทษ Robotaxi ไร้คนขับ ขวางทางรถฉุกเฉิน
Automotive เพิ่มโทษ Robotaxi ไร้คนขับ ขวางทางรถฉุกเฉิน
โฆษณาดิจิทัลเปลี่ยนทิศ แค่ซื้อสื่อยังไม่พอ
Business โฆษณาดิจิทัลเปลี่ยนทิศ แค่ซื้อสื่อยังไม่พอ
พยากรณ์อากาศ (8 ต.ค.) ‘ภาคใต้’ ฝน 60-70% ‘ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก กทม.’ ฝน 20-30%’
Economic พยากรณ์อากาศ (8 ต.ค.) ‘ภาคใต้’ ฝน 60-70% ‘ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก กทม.’ ฝน 20-30%’
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ต.ค.) ปรับลง 2.74% อยู่ที่ 83,185 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ต.ค.) ปรับลง 2.74% อยู่ที่ 83,185 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Politics ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ต.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
รร.นานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดอย่างเป็นทางการ เฟสแรกรับเด็ก 2-11 ปี
การศึกษา รร.นานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดอย่างเป็นทางการ เฟสแรกรับเด็ก 2-11 ปี
กทม. เร่งสะสาง ‘ขยะน้ำท่วม’ ลาดพร้าว 101 เบรกทิ้งชั่วคราววัดบึงทองหลาง ย้ายไปจุดรับขยะใหม่
News กทม. เร่งสะสาง ‘ขยะน้ำท่วม’ ลาดพร้าว 101 เบรกทิ้งชั่วคราววัดบึงทองหลาง ย้ายไปจุดรับขยะใหม่
กทม. เร่งเคลียร์ขยะจากน้ำท่วม“เคหะร่มเกล้า”เปิดทางเข้าออกบ้านเรือน ตั้งจุดทิ้งใกล้ชุมชน
News กทม. เร่งเคลียร์ขยะจากน้ำท่วม“เคหะร่มเกล้า”เปิดทางเข้าออกบ้านเรือน ตั้งจุดทิ้งใกล้ชุมชน
แอสเซทไวส์ ปิดดีลซื้อหุ้น “ชีวาทัย เอสเตท 3” เสริมพอร์ตอสังหาฯ ผุดคอนโดย่านแจ้งวัฒนะ
Real Estate แอสเซทไวส์ ปิดดีลซื้อหุ้น “ชีวาทัย เอสเตท 3” เสริมพอร์ตอสังหาฯ ผุดคอนโดย่านแจ้งวัฒนะ
ดูทั้งหมด

ทำทันที ลดค่าน้ำมัน-ไฟฟ้า โยนภาระกองทุนน้ำมันฯ-กฟผ.แบกหนี้อ่วม

16 ก.ย. 2566 | 17:02น.
ลดค่าน้ำมัน-ไฟฟ้า

การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน จัดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 11 กันยายนที่่ผ่านมา โดยนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับการหาเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ลดราคาทันที” ของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ จนกลายเป็นที่มาที่ว่า การลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟฟ้า จะต้องทำทันทีและอย่างเร่งด่วนตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน

ทว่าชุดนโยบาย “ทำทันที” ดังกล่าวในทางปฏิบัติจำเป็นต้องผ่านการหารือกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากโควตาพรรคร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ แต่ก็มีนโยบายที่สอดคล้องกันกับพรรคเพื่อไทย จนเป็นที่มาของ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ของกระทรวงพลังงานที่เสนอต่อ ครม.ใน 2 ด้าน คือ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง กับมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า

โดยมาตรการแรก กระทรวงพลังงานจะทำการ “ตรึง” ราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยใช้ 2 กลไกด้วยกัน คือ ภาษีสรรพสามิต กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนน้ำมันเบนซินกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” ไปยังกลุ่มเปราะบาง โดยในระหว่างนี้ กระทรวงพลังงานจะเข้าไปกำกับดูแลราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินให้มี “ค่าการตลาด” ที่เหมาะสม หรือประมาณ 2 บาท/ลิตร รวมไปถึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ก็จะทำการ “ตรึงราคาขายปลีก” ไว้ที่ระดับ 423 บาท/ถัง 15 กก. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2566 ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นกัน

ส่วนมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ซึ่งหมายถึง การปรับลดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 (ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือค่า Ft) จากอัตรา 4.45 บาท/หน่วย ให้ลดลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วยนั้น กระทรวงพลังงานร่วมกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการคิดราคาก๊าซธรรมชาติ หรือ pool gas ให้ไม่เกินค่าประมาณการคงที่ หรือประมาณ 305 บาท/ล้าน BTU และให้นำ “ส่วนต่าง” ราคาที่เกิดขึ้นจริงกับราคาที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกเก็บคืน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถปรับลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้ รวมไปถึงการพิจารณาแนวทางการขยายระยะเวลาการใช้คืนหนี้ค่าเชื้อเพลิงที่ กฟผ.รับภาระไว้ในอดีตออกไปอีก

ใช้มุขเก่าลดภาษีสรรพสามิต

เป็นที่น่าสังเกตว่า นโยบายการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่อง “ระยะสั้น” กล่าวคือจะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 หรืออีก 3 เดือนข้างหน้าเท่านั้น ในส่วนของน้ำมันดีเซลนั้น ไม่ใช่การ “ลดราคา” แต่เป็นการ “ตรึงราคา” ไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร จากราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 31.94 บาท/ลิตร หรือเกือบ 32 บาท

โดยการตรึงราคาครั้งนี้ ครม.ได้มีมติให้ความเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ไปเรียกร้อยแล้ว โดยสาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ก็คือ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตลง 2.50 บาท/ลิตร ตามชนิดของน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันดีเซลลดราคาขายปลีกลงทันทีในวันที่ 20 กันยายน เหลือลิตรละ 29.44 บาท หรือต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ตามนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงฤดูหนาวราคาพลังงานในตลาดโลกจะต้องปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่การปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล “ต่ำกว่า” 30 บาท/ลิตรนั้น คิดจากฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ 87.27 เหรียญ/บาร์เรล ดังนั้นหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นอีกในช่วง 3 เดือนข้างหน้าไม่ว่าจะจากสาเหตุใด การลดภาษีสรรพสามิตที่ 2.50 บาท (ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 5.99 บาท/ลิตร) อาจจะไม่เพียงพอต่อการตรึงราคาไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร

ในส่วนนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล แต่ภาระก็จะตกแก่กองทุน จากปัจจุบัน (10 ก.ย. 2566) ที่ฐานะกองทุนยังติดลบสุทธิอยู่ที่ -59,085 ล้านบาท แบ่งเป็น ติดลบบัญชีน้ำมัน -14.311 ล้านบาท และติดลบบัญชี LPG อีก -44,774 ล้านบาท หากจำเป็นที่จะต้องให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล รวมไปถึงราคาก๊าซ LPG ที่กำหนดให้ตรึงราคาขายปลีกถัง 15 กก.ไว้ที่ระดับ 423 บาท/ถัง ก็ยิ่งจะเป็นการสร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเพิ่มขึ้นจนเกินไปกว่าความสามารถในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันไว้ได้

ส่วนการเข้าไปกำกับ “ค่าการตลาด” ของน้ำมันด้วยความหวังที่ว่า จะช่วยลดราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้นั้น ปัจจุบันพบว่า ค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 1.966 บาท/ลิตร หรือยังไม่เกิน 2 บาท ขณะที่น้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E10-91 มีค่าการตลาดอยู่ที่ 2.7904-2.9813 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 E20 กับแก๊สโซฮอล์ 95 E85 มีค่าการตลาดอยู่ที่ 3.3194-5.4360 บาท/ลิตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรับบาลในอดีตที่จะส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน E20-E85 เพิ่มขึ้น

ดังนั้นหากกระทรวงพลังงานจะเข้ามา “กำกับ” ค่าการตลาดไว้ไม่ให้เกิน 2 บาท/ลิตรจริง ๆ แล้วก็จะสามารถลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉพาะ E10 กับแก๊สโซฮอล์ 91 ลงได้ประมาณ 1 บาท/ลิตร แต่ก็จะกระทบกับรายได้ของสถานีบริการน้ำมันโดยตรงที่ย่อมต้องการ ค่าการตลาด ที่มากกว่า 2 บาท/ลิตรขึ้นไป

บีบ กฟผ.ให้ส่วนลดค่าไฟ

ด้านการลดราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนจากที่จะต้องเรียกเก็บ 4.45 บาท/หน่วย ลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วย หรือลดลงไป 35 สตางค์/หน่วยนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น

วิธีการที่สามารถทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงมาได้ทันทีก็คือ การทำให้ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือค่า Ft ที่จะเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ลดลง ด้วยการนำเงินส่วนต่างต้นทุนเชื้อเพลิงที่ กฟผ.แบกรับภาระไว้แทนประชาชนตลอดปี 2564 ต่อ 2565 คิดเป็นค่าภาระที่เกิดขึ้นจริงประมาณ 138,485 ล้านบาท ที่จะต้องแบ่งทยอยใช้คืน 6 งวดออกไปก่อน (ใช้คืนไปแล้ว 1 งวด) ด้วยการให้นำเอาเงินส่วนที่จะต้องทยอยคืนให้ กฟผ.ประมาณ 23,428 ล้านบาท (คิดรวมอยู่ในค่า Ft 38.31 สตางค์) มาใช้เป็น “ส่วนลด” ในการคำนวณค่า Ft งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566

ด้วยวิธีการนี้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนก็จะลดลงเหลือ 4.10 บาท/หน่วยได้ทันที แต่ผลเสียก็จะต้องอยู่กับ กฟผ. เพราะไม่ว่าจะเป็นการขยายงวดการชำระหนี้ หรือการนำเงินที่จะต้องใช้คืน กฟผ. จากการแบกรับภาระส่วนต่างต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในอดีตมาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนนั้น กฟผ.จะต้องเสี่ยงกับภาวะการขาดสภาพคล่อง การกระทบต่อแผนการชำระหนี้เงินกู้ และกำไรที่ กฟผ.จะต้องนำส่งรัฐ หลังจากที่เคยเลื่อนระยะเวลาการนำส่งรัฐมาแล้ว

โดยมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง กับมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ที่รัฐบาลชุดนี้จะนำมาใช้ในปัจจุบันเพื่อให้ราคาพลังงานลดราคาลงทันทีนั้น แท้ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาดำเนินการตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เพราะ “เป็นมาตรการที่ย้ายปัญหาจากที่หนึ่งไปเพิ่มให้อีกที่หนึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันที่ภาระตกอยู่กับ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเรื่องของค่าไฟฟ้าที่ภาระถูกผลักไปไว้ที่ กฟผ.

แต่สุดท้ายแล้วเมื่อระยะเวลาการ “ลดทันที” สิ้นสุดลง ภาระที่ถูกผลักออกไปเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาที่ประชาชน จะต้องจ่ายคืนราคาพลังงานที่ลดลงไป ไม่ว่าจะเป็นรูปของการเรียกเก็บเงินเข้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันในอนาคต หรือการจ่ายหนี้ค่าเชื้อเพลิงคืนให้กับ กฟผ. ในลักษณะของการบวกเพิ่มเข้าไปในค่า Ft ในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2567