บิ๊กมูฟ “ลอตเต้” ปรับโครงสร้างธุรกิจญี่ปุ่น-เกาหลี-
คอลัมน์ Market Move
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาท้าทายสำหรับ “ลอตเต้” หนึ่งในเครือธุรกิจระดับยักษ์ลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการถูกรัฐบาลจีนคว่ำบาตร ดราม่าแย่งชิงอำนาจภายในองค์กรระหว่างฝั่งเกาหลีและญี่ปุ่น รวมถึงกรณีผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงมีส่วนพัวพันกับการทุจริตของรัฐจนถูกศาลตัดสินจำคุก ส่งผลให้ธุรกิจซวนเซหนักยิ่งขึ้น
แต่ล่าสุดได้มีความพยายามใช้จังหวะที่อำนาจบริหารเปลี่ยนมือจากคดีทุจริต คลี่คลายปัญหายุ่งเหยิงเหล่านี้ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่รวมศูนย์ธุรกิจแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “ลอตเต้ กรุ๊ป” ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในกลุ่มสินค้าขนมและแฟชั่น โดยควบรวมหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างการผลิตและจัดจำหน่ายเข้าไว้ด้วยกัน หวังลดความ
ซับซ้อนของการบริหารและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รวมถึงรับมือปัญหาอื่น ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่าง
ต่อเนื่องไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
สำหรับธุรกิจขนมนั้น ได้รวมศูนย์ธุรกิจขนมหวาน-ไอศกรีมซึ่งเดิมแยกเป็น 3 บริษัทมาไว้ในแห่งเดียว ด้วยการรวมบริษัทลอตเต้ โชจิ (Lotte Shoji) ผู้จัดจำหน่ายขนมมีฐานในญี่ปุ่น และลอตเต้ไอศกรีม (Lotte Ice Cream) บริษัทจัดจำหน่ายไอศกรีมที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้มารวมกับ “ลอตเต้” (Lotte) บริษัทผลิตขนมและไอศกรีมมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมี “เออิจิ โกโช” อดีตเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสของลอตเต้ โชจิ มานั่งตำแหน่งประธานกรรมการรับหน้าที่บริหารงานทั้งด้านผลิตและจัดจำหน่ายในคราวเดียว ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการบริหารงานและการลงทุนด้านต่าง ๆ
นอกจากจะลดความซับซ้อนภายในแล้ว ยังพยายามลดความซับซ้อนภายนอกด้วยการเตรียมนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้เป็นอิสระจากอิทธิพลจาก “ลอตเต้ โฮลดิ้ง” (Lotte Holding) บริษัทแม่ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นใหญ่ใน “ลอตเต้ โค” และมักประสบปัญหาด้านกำหนดนโยบายเนื่องจากเป็นธุรกิจครอบครัว
“เออิจิ โกโช” เปิดเผยทิศทางของบริษัทหลังจากนี้ว่า จะอาศัยโอกาสที่การบริหารรวดเร็วขึ้นนี้ โฟกัสการสร้างรายได้เพิ่ม โดยเตรียมปั้นแบรนด์สินค้าใหม่อีก 6 แบรนด์ เพื่อขยายโอกาสการขายจากเดิมมี 4 แบรนด์สร้างรายได้รวมกันประมาณ 1 หมื่นล้านเยน รวมถึงโฟกัสตลาดเอเชียมากขึ้นรับมือการบริโภคในประเทศชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านเยน เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2560 เช่นเดียวกับสัดส่วนกำไรที่จะขยับจาก 8% เป็น 10% รวมถึงขยับสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจาก 12% เป็น 20% ภายในเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
“การทลายกำแพงการบริหารลงนี้ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้บริษัทสามารถรับมือกับตลาดและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น จึงเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้ได้แน่นอน”
ความเคลื่อนไหวนี้ไปในทิศทางเดียวกับธุรกิจแฟชั่น โดย “ลอตเต้ ช็อปปิ้ง” (Lotte Shopping) บริษัทผู้บริหารเชนห้างสรรพสินค้าของเครือลอตเต้ เตรียมส่งต่อธุรกิจแฟชั่นสำหรับตลาดต่างประเทศไปให้กับ “เอ็นเอฟซี” (NFC) บริษัทแฟชั่นสัญชาติเกาหลีซึ่งถูกซื้อกิจการเข้ามาเมื่อปี 2553 ในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อรวมศูนย์ธุรกิจแฟชั่นในและนอกประเทศเข้าไว้ด้วยกัน หวังเสริมศักยภาพรับมือการแข่งขันกับเครือฮุนได (Hyundai) และชินเซเก (Shinsegae) ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจแฟชั่นถึง 1.2 ล้านล้านวอนและ 1.1 ล้านล้านวอนตามลำดับ ทิ้งห่างเอ็นเอฟซีที่มีรายได้เพียง 8.8 หมื่นล้านวอนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้แผนควบรวมธุรกิจจะดูราบรื่น แต่การเข้าตลาดหุ้นของธุรกิจขนมนั้นยังต้องผ่านอุปสรรคอีกหลายด่าน ทั้งประเด็นความโปร่งใสในการดำเนินงานหลัง “ชิน ดง บิน” ประธานลอตเต้ กรุ๊ป ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริตทั้งภายในและนอกบริษัท รวมถึงยังมี
ดราม่าชิงอำนาจบริหารระหว่าง 2 ทายาทตระกูลชินผู้ก่อตั้งลอตเต้อีกด้วย จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า อนาคตของธุรกิจขนมจะเป็นอย่างไรต่อไป
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
