เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“NCC” ยกระดับงานจัดเลี้ยง ดัน “PET EXPO” สู่มาร์เก็ตเพลซ
Business “NCC” ยกระดับงานจัดเลี้ยง ดัน “PET EXPO” สู่มาร์เก็ตเพลซ
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
Finance ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
World สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
Finance ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
News กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
Finance SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
World ‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
Real Estate LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
ดูทั้งหมด

ส่องกำไรแบงก์ 7 แห่ง ไตรมาสแรกปี’67 โกย 3.13 หมื่นล้าน เพิ่ม 14.61%

19 เม.ย. 2567 | 18:47น.
กำไร เงินบาท

ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิรวม 3.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.61% เทียบไตรมาส 4/2566 “SCB-BBL-ttb” โกยกำไรสูงสุด ด้านตั้งสำรอง อยู่ที่ 2.58 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.18% QOQ แต่เพิ่มขึ้น 2.67% เทียบ YOY ส่วนหนี้เอ็นพีแอลรวม 2.64 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.37%

วันที่ 19 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2567 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2567 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) พบว่า มีกำไรสุทธิรวมกันในไตรมาส 1/2567 ที่ 31,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.61% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QOQ) และเพิ่มขึ้น 2.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)

สำหรับการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญรวมอยู่ที่ 25,839 ล้านบาท ลดลง 12.18% เมื่อเทียบ QOQ แต่เพิ่มขึ้น 2.67% เมื่อเทียบ YOY ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 264,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.37% QOQ และลดลง 0.50% เทียบ YOY

กรุงเทพ โกยกำไร 1.05 หมื่นล้าน ค่าฟีโต-ลุยสำรองเพิ่ม

ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2567 จำนวน 10,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7% จากไตรมาส 4 ปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากเพิ่มขึ้นตามการทยอยปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากเมื่อครบกำหนด ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 3.06% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากรายได้จากการลงทุน ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจากบริการประกันผ่านธนาคารและกองทุนรวมเติบโตดีจากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,582 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 16.78% จากไตรมาสก่อน ภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 93,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.30% จากไตรมาสที่ 4/2566 อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงเทพยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

SCB โชว์กำไรกว่า 1.12 หมื่นล้านบาท ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 2.8%

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ของปี 2567 อยู่ที่ 11,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)

โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% YOY เป็นผลจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ลดลง 4.9% QOQ ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมมีจำนวน 2,448,681 ล้านบาท ขยายตัว 0.9% QOQ และ 2.1% YOY จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารไทยพาณิชย์ และการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มดิจิทัลของบริษัทลูกอื่น ๆ

รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 10,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% QOQ แต่ลดลง 7.6% YOY เป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคาร และรายได้ที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ

ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 18,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YOY โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 42.1% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ระดับ 41% สะท้อนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 10,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มีความเปราะบาง อันเนื่องมาจากสภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงระดับสูง โดยอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 160.6% คุณภาพของสินเชื่อโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ 3.5% ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.3% ในปีก่อน

เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.6% และมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ระดับ 9.3% โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 10.34 บาท คิดเป็น 80% ของกำไรสุทธิปี 2566 ตามงบการเงินรวม ซึ่งสูงกว่าในปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงสถานะการเงินที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นในการเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

ทีทีบีชี้ คุมหนี้เสียอยู่ หนุนกำไรโตพุ่ง 5,334 ล้านบาท

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินเพื่อหนุนรายได้ การมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน และการดูแลคุณภาพสินทรัพย์

โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงมาอยู่ที่ 39,759 ล้านบาท ลดลง 3.0% จากสิ้นปีที่แล้ว หรือคิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ที่ระดับ 2.56% เทียบกับ 2.62% ณ สิ้นปีที่แล้ว นอกจากนี้ ในด้านพอร์ตการลงทุน ธนาคารเน้นการลงทุนในตราสารภาครัฐเป็นหลัก ไม่มีนโยบายแสวงหากำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา

จากภาพรวมด้านคุณภาพสินทรัพย์ข้างต้น ส่งผลให้การตั้งสำรอง ตามการดำเนินงานปกติยังคงเป็นไปตามแผน และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการเงิน ธนาคารได้เสริมกันชนรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยธนาคารได้ตั้งสำรองเพิ่มเติมจากระดับปกติ รวมตั้งสำรองทั้งสิ้นเป็นจำนวน 5,117 ล้านบาท ซึ่งหลังจากหักสำรองและภาษี ธนาคารรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2567 ที่ 5,334 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 4,295 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2566

ท้ายสุดด้านฐานะเงินกองทุน ยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วน CAR และ Tier 1 ณ สิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ 20.8% และ 17.0% โดยระดับดังกล่าวถือว่าสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% และ 9.5% ตามลำดับ

“นอกเหนือจากการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทีทีบียังคงเน้นย้ำการดูแลและช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องตามแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของภาครัฐ ทั้งนี้ ภายใต้พันธกิจหลัก Financial Well-being ซึ่งเราได้ดำเนินการมาโดยตลอด การสนับสนุนของเราไม่ได้จำกัดเพียงแค่ด้านสินเชื่อเท่านั้น

แต่ยังครอบคลุมถึงปัจจัยพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการออม การลงทุน และการมีประกันที่เพียงพอและเหมาะสมกับลูกค้าในทุก ๆ ช่วงชีวิต โดยเรามุ่งมั่นที่จะเป็นธนาคารที่ LEAD the CHANGE หรือเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพื่อให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

ทิสโก้ กำไรลด 3.3% เหตุรายได้ค่าฟีธุรกิจหลักหดตัว-ต้นทุนพุ่ง

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2567 กลุ่มทิโก้มีกำไรสุทธิ 1,733 ล้านบาท ลดลง 3.3% YOY สาเหตุจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในกลุ่มธุรกิจหลักชะลอตัวลง ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ที่ถูกกดดันจากภาวะตลาดทุนที่ยังไม่ฟื้น และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่อ่อนตัวลงตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ที่ชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์ในประเทศ อีกทั้งต้นทุนทางการเงินยังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง และคาดว่าจะถูกกดดันต่อตลอดทั้งปี

ในส่วนของสินเชื่อรวมขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.2% จากปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยในกลุ่มให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียน “สมหวัง เงินสั่งได้” โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเพิ่มความรอบคอบและระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงติดตามและดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังเปราะบาง และคุณภาพลูกหนี้ที่อ่อนตัวลง

บริษัทเพิ่มระดับการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss-ECL) มาอยู่ที่ 0.5% ของสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ยังคงรักษาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.9%

“ในปีนี้กลุ่มทิสโก้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3% ลดลงจากประมาณการในครั้งก่อนที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.5% โดยเป็นการทยอยฟื้นตัวแบบ “ต้นร้าย-ปลายดี” ปัจจัยหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่คาดว่าจะทำได้ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป รวมถึงภาคการส่งออกสินค้าที่จะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณที่ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีแนวโน้มปรับลดลงในครึ่งหลังของปี และจะช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยได้ในที่สุด”

KKP ประกาศกำไร 1,506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.9% เหตุตั้งสำรองลด

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับใตรมาส 1/2567 ธนาคารเกียรตินาคินภัทรและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,506 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 124.9% หากเทียบกับไตรมาส 4/2566 โดยหลักจากการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของผลขาดทุนด้านเครดิตที่ดาดว่าจะเกิดขึ้น หากเทียบกับไตรมาส 1/2566 กำไรสุทธิปรับลดลง 27.8% หากพิจารณากำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับไตรมาส 1/2567 เท่ากับ 1,676 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ธนาคารคงความรอบคอบและมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง และจากมาตรการต่าง ๆ ที่ธนาคารไห้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ส่งผลให้ธนาคารเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทยอยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับไตรมาส 1/2567 ธนาคารมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นจำนวน 609 ล้านบาท ลดลง 44.5% หากเทียบกับไตรมาส 1/2566

นอกจากนี้แล้วในไตรมาส 1/2567 ภายใต้หลักการบริหารคุณภาพสินเชื่อเชิงรุก ธนาคารได้มีการพิจารณาจัดชั้นเชิงคุณภาพสินเชื่อขนาดใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งธนาคารได้มีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ครบถ้วนแล้วในไตรมาส 4/2566 ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 3.8% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ณ สิ้นปี 2566 และจากการที่ธนาคารได้มีการพิจารณาจัดชั้นเชิงคุณภาพสินเชื่อขนาดใหญ่รายดังกล่าว ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อประเภทอื่น ๆ โดยรวมแล้วยังบริหารได้ในระดับที่ดี สำหรับอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ณ สิ้นไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 137.3%

LH Bank กำไรไตรมาสแรก 370 ล้าน โต 47.2%

ด้านบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) หรือ LHFG ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จํากัด (มหาชน) (LH Bank) รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 399.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม แต่ลดลง 40.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 เป็นผลจากการลดลงของรายได้เงินปันผล

ทั้งนี้เฉพาะกำไรสุทธิของ LH Bank อยู่ที่ 370.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 ที่มีกําไรสุทธิจํานวน 323.1 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม แต่ลดลง 29.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 ที่มีกําไรสุทธิจํานวน 526.5 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานอื่นและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจํานวน 1,736.3 ล้านบาท ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 แต่เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin : NIM) ประจําไตรมาส 1/2567 เท่ากับ 2.33% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 ที่อยู่ที่ 2.49%

ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ มีจํานวน 188.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 ส่วนใหญ่เป็นกําไรสุทธิจากครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม และลดลง 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของกําไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล

ด้านผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาส 1/2567 มีจํานวน 526.6 ล้านบาท ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 แต่เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ณ ไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 202.11% มีกําไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน เท่ากับ 0.19 บาทต่อหุ้น ลดลงขึ้น 70.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 และลดลง 27.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566