เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
ดูทั้งหมด

ดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ​ โอกาสการลงทุนหมุนสู่หุ้นจีน-ฮ่องกง​

20 พ.ค. 2567 | 18:27น.
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด เปิดเผยผ่านบทความว่า เข้าสู่ช่วงกลางปีแล้ว กระแสดอกเบี้ยโลกก็ปรวนแปรอีกครั้งผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแม้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดไว้ แต่กลับไม่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐเลย เพราะเฟดส่งสัญญาณว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นช้าลงและอาจจะน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังด้วย

หากจำกันได้ ผลการประชุมเฟดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้พร้อมกับส่งสัญญาณไว้ว่าจะปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายนนี้และจะมีการปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นในช่วงนั้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกันทั่วโลก

จุดเปลี่ยนการส่งสัญญาณของเฟดในครั้งนี้ทำให้นักลงทุนต้องหันกลับมาทำการบ้านพิจารณาข้อมูลใหม่และดูสินทรัพย์ไหนที่ได้ประโยชน์บ้าง เรามาดูข้อมูลต่าง ๆ กันครับ เพื่อวางแผนการลงทุนในช่วงกลางปีนี้กัน

เอฟเฟ็กต์เฟดลดดอกเบี้ยช้าลง บอนด์ยีลด์เด้ง

เวลาแค่เดือนกว่า ๆ เท่านั้น สถานการณ์ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิมแล้วเพราะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม 2567 FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% นับเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันและเป็นระดับสูงสุดในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่ปี 2544 หลังจากที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาถึง 11 ครั้ง เข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 5.25% นับจาก 0.00-0.25%

ถ้อยแถลงการณ์ของเฟดยังคงเน้นย้ำถึงการต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ โดยได้ระบุว่าข้อมูลปัจจุบันยังขาดพัฒนาการเพิ่มเติมในการลดลงของเงินเฟ้อที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2%

โดยตัวชี้วัดล่าสุด กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การจ้างงานยังคงแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนอัตราเงินเฟ้อแม้ได้ผ่อนคลายลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ยังเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงไม่แน่นอน จึงยังคงระมัดระวังต่อความเสี่ยงของเงินเฟ้อ

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการจะยังคงลดการถือครองพันธบัตรกระทรวงการคลังและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยหน่วยงานรัฐต่อไป โดยนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 จะชะลอการลดการถือครองหลักทรัพย์ โดยลดเพดานการไถ่ถอนพันธบัตรกระทรวงการคลังรายเดือน จาก 60,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงเหลือ 25,000 ล้านดอลลาร์

แต่จะคงวงเงินการไถ่ถอนรายเดือนสำหรับพันธบัตรรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยหน่วยงานรัฐไว้ที่ 35,000 ล้านดอลลาร์ และจะนำเงินต้นที่เกินกว่าขีดจำกัดนี้ไปลงทุนในพันธบัตรกระทรวงการคลัง ถ้อยแถลงระบุด้วยว่า การประเมินจุดยืนที่เหมาะสมของนโยบายการเงินจะติดตามผลกระทบของข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่ รวมถึงข้อมูลสภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อ และพัฒนาการด้านการเงินและด้านการระหว่างประเทศ

“คณะกรรมการจะเตรียมปรับจุดยืนของนโยบายการเงินตามความเหมาะสมหากเกิดความเสี่ยงที่อาจขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของคณะกรรมการ”

ด้าน “Jerome Powell” ประธานเฟด ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุมถูกถามถึงประเด็นมีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ “ในการประชุมครั้งถัดไปยังไม่มีแผนที่จะขึ้นดอกเบี้ย และก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนเช่นกัน กว่าที่จะมั่นใจในการลดดอกเบี้ย”

เขายังตอบคำถามเรื่อง ตลาดวิตกกังวลสหรัฐจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูงขึ้น (Stagflation) ว่า “การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ระดับ 3% และเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ซึ่งนี่ไม่ได้เรียกว่าภาวะ Stagflation”

ส่วนการสำรวจ Fed Watch Tool ในการประชุมครั้งถัดไป วันที่ 12 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ราว 90.8% ที่เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% และมองว่าจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงเดือนกันยายนนี้

ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปี 2567 จากที่ก่อนหน้านี้ คาดว่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมกัน 0.75% ในปีนี้ ลดลงมาเหลือ 4.50%-4.75%

เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน เฟดจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond yield) ปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟด พุ่งขึ้นเหนือระดับ 5% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ทะยานขึ้นแตะระดับ 4.657% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา

แนวโน้ม Bond Yield จากนี้ คาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยหนุนจากนักลงทุนในตลาดได้เลื่อนความคาดหวังถึงการลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเป็นช่วงปลายปีนี้ และมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้ และอีกปัจจัย ตลาดมองว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 3.8%

และคงดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปในระยะยาวซึ่งเข้มงวดกว่าประมาณการดอกเบี้ยระยะยาวที่เหมาะสมของ Fed ที่ 2.6% ตลาดประเมิน Bond Yield จะปรับตัวลงอยู่แถว ๆ 4% ต้น ๆ ในช่วงปลายปีนี้ ดังนั้น พันธบัตรระยะยาวจะได้ประโยชน์ครับ

ทิศทางลมเปลี่ยน ตลาดหุ้นสหรัฐยังไปต่อหรือขอพักก่อน ?

เวลานี้นักลงทุนกำลังพยายามหาความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ยังอยู่ในทิศทางที่ดี บ้างก็มองว่าเป็น Soft Landing กับประเมินภาพรวมของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง แต่เมื่อกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนี CPI ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือน เม.ย. ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยยอดค้าปลีกทรงตัวในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือน มี.ค.

ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐ ​ ที่ชะลอความร้อนแรงในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลับมาทำสถิติ All Time High อีกครั้ง แต่จะเห็นได้ว่ากลุ่มหุ้นเทคโนโลยียังเป็นตัวหนุนนำตลาดเช่นเดียวกับช่วงไตรมาสแรกที่ผลประกอบการของหุ้นสหรัฐยังออกมาแกร่งกว่าที่ตลาดคาดโดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ จึงยังหนุนราคาหุ้นไปต่อ

ประกอบกับปีนี้เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งสถิติพบว่าปีที่มีการเลือกตั้ง ดัชนี S&P500 จะปรับตัวบวกเฉลี่ย 13.1% สำหรับใครที่กำลังมองตลาดหุ้นสหรัฐ ช่วงนี้อาจจะลังเลว่า ราคาหุ้นสูงเกินไปหรือยัง หรือยังมีหุ้นดีราคาถูกให้เลือกลงทุนอยู่หรือไม่ หากคุณเชื่อมั่นในสหรัฐ จริง ๆ ผมแนะนำให้เข้าไปเลือกหุ้นตามการจัดอันดับของ Jitta.com ได้ฟรี ๆ เลยครับ

เพราะเราพัฒนาระบบ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และประมวลผล ข้อมูลกว่า 1,000 ล้านชุดข้อมูลต่อวัน วิเคราะห์หุ้นกว่า 48,000 หุ้น ครอบคลุมหุ้น 90% ทั่วโลก เพื่อหาหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดของแต่ละตลาด (Jitta Ranking) ตามหลักการลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing : VI) ช่วยคัดหุ้นดีราคาถูก สร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ในระยะยาว

หุ้นจีน-ฮ่องกง เริ่มติดเครื่องรับเศรษฐกิจจีนฟื้น-กำไร บจ.โต ​

แต่หากคุณต้องการหันไปหาตลาดที่ยังมีราคาถูกลงทุน เพื่อรับผลตอบแทนก้าวกระโดดในอนาคต ผมยังมีข้อมูลเด็ด ๆ มาแบ่งปันให้อีกครับ เนื่องจาก Jitta ใช้ AI มาวิเคราะห์หุ้นนานกว่า 12 ปี และยังคงพัฒนาต่อเนื่อง AI ล่าสุดที่นำมาใช้คือ AI Predictive Analytics ที่พัฒนามาสู่ Jitta Market Prediction

ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในแบบ ที่นำฐานข้อมูลการลงทุนมาวิเคราะห์ในทุกมิติ เฟ้นหาตลาดที่น่าลงทุนและมีศักยภาพที่จะสร้างผลกำไรดีที่สุดในอนาคต โดย AI บ่งชี้ว่า เวลานี้ หุ้นจีน-ฮ่องกงเป็นตลาดที่น่าลงทุน และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้มากที่สุดครับ

ตลาดหุ้นจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ดัชนี CSI 300 บวก 3.1% ขณะที่ ดัชนี HSI ของฮ่องกง ยังติดลบ 2.52% แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตลาดหุ้นฮ่องกง ติดเครื่องวิ่งทำนิวไฮไป 7 วันติด ๆ กันเลยครับ

หลายคนอาจจะมีภาพจำบาดเจ็บจากหุ้นจีนปรับตัวลงมานาน 3 ปีแต่ตอนนี้กำลังรอเวลาทะยานครับ ผมหวังว่า คุณจะเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ดันตลาด ? แล้วจะเข้าซื้อตอนนี้ยังทันไหม ? จะแบ่งสัดส่วนลงทุนอย่างไรดี ? ผมขอฉายภาพรวมอย่างนี้ครับ

ปีนี้ตลาดหุ้นจีนมีปัจจัยหลักที่หนุนอยู่ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจีนทยอยออกมาทั้งการลดดอกเบี้ย ลด RRR มาตรการ Whitelist ที่พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์และที่สำคัญ National Team ก็ออกมาซื้อ CSI300 /500/1000 ด้วย พยุงกันสุด ๆ ครับ

ส่วนเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกปี 2567 ขยายตัว 5.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วสูงกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 4.6% โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และภาคการผลิตยังคงขยายตัวได้ดีสูงกว่าช่วงเกิดวิกฤต COVID-19 ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และความต้องการใช้สินค้าภายในประเทศยังคงอ่อนตัว

​แม้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวดีกว่าคาดการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป้าหมายการขยายตัวของ GDP ที่ 5%ของทั้งปีมีความเป็นไปได้แต่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีนเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งแนวโน้มอีก 3ไตรมาส GDP น่าจะโต 4.9%, 4.7% และ 4.7% ตามลำดับ (Bloobmerg Consensus) โดยยังต้องระวังความเสี่ยงสำคัญ คือ ธุรกิจในภาคอสังหาฯที่ยังหดตัว รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) กันอยู่ครับ

หุ้นจีนจะไปต่อได้ไหม ? คำตอบคือ หรือต่างชาติ ซึ่งรัฐบาลก็ส่ง National Team เข้ามาคอยพยุงตลาดไว้อีกด้วยยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นขึ้นมาดีขึ้นซึ่งสถานการณ์ต่างจากหลายปีก่อนที่ความเชื่อมั่นลดลง เนื่องจากการฟื้นตัวที่ช้าของเศรษฐกิจ ปัญหาด้านการเมือง การแทรกแซงจากภาครัฐ และที่สำคัญ ปัญหาวิกฤตในภาคอสังหาฯกดดันภาพรวมตลาดหุ้นระดับหนึ่ง

ปัจจุบัน ภาพรวมรายประเทศ GDP จีน เติบโตมาได้เรื่อย ๆ เป็นอันดับ 2 ของโลก ไล่หลังสหรัฐมาติด ๆ แต่! ราคาหุ้นกลับสวนทางขณะที่กำไรของบริษัทในตลาดยังเติบโตได้ต่อเนื่อง หากมองตลาดหุ้น Valuation ถือว่าถูก กลายเป็นว่ามีของที่ดีมาก ๆ ราคาดันถูกมาก…และนี่คือโอกาสดีที่คุณจะได้ “หุ้นจีนคุณภาพ” ในราคา Super Sale ครับหากคุณเลือกการลงทุนแบบ Stock Selection ก็น่าสนใจครับ มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่คุ้มมาก ๆ

ผมขอสะท้อนการลงทุนหุ้นรายตัว ผ่านผลตอบแทนจาก Jitta Ranking หุ้นจีน +20.96% Jitta Ranking หุ้นเทคจีน +21.10% Jitta Ranking หุ้นฮ่องกง +16.24% ซึ่งชนะตลาดทั้งดัชนี CSI 300 ที่ +6.44% และ ดัชนี HSI +5.80%ซึ่งหุ้นรายตัวที่ Jitta Ranking ลงทุน ก็คัดเลือกมาจาก Jitta.com เหมือนกันครับ

แต่ถ้าคุณยังไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็แนะนำให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง และวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุน ก็คือ การถัวเฉลี่ยหรือ DCA ครับ ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงยามตลาดผันผวนแต่หากใครอยากจัดสัดส่วนลงทุนก็ควรจะเริ่มจากน้อย ๆ สัก 5% หรือ 10-15% ของพอร์ต ผมหวังว่า คุณจะเริ่มทำการบ้านและตัดสินใจลงทุน คว้าให้ทันก่อนมังกรทะยานนะครับ และขอย้ำว่าสัดส่วนการลงทุนใด ๆ ก็ควรอยู่ในระดับความเสี่ยงที่รับไหวนะครับ

และอีกกลยุทธ์กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ หลายภูมิภาคและอุตสาหกรรมต่าง ๆ และตราสารหนี้ จะเป็นตัวช่วยลดความผันผวนได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวลงช้า ซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครควบคุมได้

แต่การเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีจะเป็นปัจจัยเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้ และจะพาพอร์ตของคุณแกร่งพร้อมสร้างผลตอบแทนเติบโตในระยะยาวขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการลงทุนนะครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิตตะ เวลธ์ บทความ