เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
KKP กำไร Q3 พุ่ง 43% บล.กรุงศรี ให้เป้าหมาย 150 บาท ชูปันผลสูง 6.7%
Finance KKP กำไร Q3 พุ่ง 43% บล.กรุงศรี ให้เป้าหมาย 150 บาท ชูปันผลสูง 6.7%
ประธานกลุ่มเซ็นทรัล ชี้กับดักประเทศไทยคือความไม่ต่อเนื่อง – ปัญหาเชิงโครงสร้าง
Business ประธานกลุ่มเซ็นทรัล ชี้กับดักประเทศไทยคือความไม่ต่อเนื่อง – ปัญหาเชิงโครงสร้าง
รุทธพล โยน DSI เคาะรับ ‘ไอเดียร์-สามี’ เป็นคดีพิเศษ จ่อเรียก ‘รังสิมันต์-ศิริโชค’ สอบ
Politics รุทธพล โยน DSI เคาะรับ ‘ไอเดียร์-สามี’ เป็นคดีพิเศษ จ่อเรียก ‘รังสิมันต์-ศิริโชค’ สอบ
รัฐบาลยันไม่สะดุด-พร้อมจ่ายทันที ‘เยียวยาน้ำท่วม‘ หลัง ครม.เพิ่มงบหมื่นล้าน
Politics รัฐบาลยันไม่สะดุด-พร้อมจ่ายทันที ‘เยียวยาน้ำท่วม‘ หลัง ครม.เพิ่มงบหมื่นล้าน
Firefly ทุ่ม 10 ล้านบาท ผุดแฟล็กชิฟโชว์รูมแห่งแรกของโลกในไทย
EV Firefly ทุ่ม 10 ล้านบาท ผุดแฟล็กชิฟโชว์รูมแห่งแรกของโลกในไทย
หุ้นไทยวันนี้ลุ้นงบแบงก์พยุง จับตา ครม.เพิ่มงบเยียวยาน้ำท่วม ชู CENTEL-HANA
Finance หุ้นไทยวันนี้ลุ้นงบแบงก์พยุง จับตา ครม.เพิ่มงบเยียวยาน้ำท่วม ชู CENTEL-HANA
รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
Politics รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
Politics ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

ถึงเวลาธรรมชาติเอาคืน น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจไทย 3 หมื่นล้าน

04 ต.ค. 2567 | 09:51น.
Flooded car
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : กษมา ประชาชาติ

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยลืมนึกถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม จนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ต่างโดน “ธรรมชาติ” เอาคืน จากสิ่งที่เรียกว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ใคร ๆ อาจจะเรียกในชื่อต่าง ๆ กันว่า ภาวะโลกร้อน โลกเดือด หรือโลกรวน

ไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% แต่เคยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.44 ล้านล้านบาท เมื่อครั้งเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 และมาปีนี้ก็เกิดปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน หอการค้าไทยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเสียหายไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท ทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่สิ้นสุด แล้วไทยจะแก้ไขอย่างไรให้ทันกาล ?

ย้อนกลับไปดูการเดินหน้าแก้ปัญหาโลกร้อน ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ว่าไทยจะลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% เป็น 40% ปี 2030 และจะเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero Emission ปี 2065 ซึ่งเป็นการขยับเป้าเร็ว และท้าทายมาก

ซึ่งต้องชื่นชมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสมัยอดีตรมต.วราวุธ ศิลปอาชาออกโรง เปลี่ยนชื่อ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกสั้น ๆ กรมลดโลกร้อน และมีการยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่คลอด โดยฉบับล่าสุดมี 14 หมวด และมีบทเฉพาะกาล คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2567 นี้ และบังคับใช้ในปี 2568

ที่น่าสนใจ คือ กฎหมายใหม่แก้ไข “คำนิยาม” ผู้ที่จะต้องรายงานการปล่อย GHG จากเดิมที่กำหนดไว้เป็นโรงไฟฟ้า อาคาร เปลี่ยนเป็น “นิติบุคคล” มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG (แต่ยังต้องรอประกาศกฎหมายลูกตามมาว่ามีนิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ต้องรายงาน เพราะหากไม่ระบุชัด ๆ จะมีนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ 2 ล้านราย)

ซึ่ง “ข้อมูลเหล่านี้” จะถูกนำไปจัดทำ “ฐานข้อมูล” การปล่อยก๊าซ GHG ไทยในอนาคต และนำไปสู่การกำหนด “สิทธิในการปล่อย GHG” ที่แต่ละอุตสาหกรรมสามารถปล่อยได้ และวางแนวทางเรียกเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งอาจจะเริ่มจากสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างน้ำมันก่อน หรือเร่งเครื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ไทยจะยื้อด้วยการไม่รายงานข้อมูลก็ได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับกติกาที่ออกมาจากข้อมูลของคนอื่น และถูกลงโทษเมื่อไม่ปฏิบัติตาม

หรือหากไทยจะเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่สุดท้ายก็ต้องไปเสียภาษีให้กับประเทศคู่ค้าอยู่ดี ตอนนี้อียูเริ่มใช้ CBAM แล้ว และอีกหลายประเทศจะใช้ตามมา ซึ่ง “อัตราภาษีคาร์บอน” คู่ค้าอาจแพงขึ้นไปอีก และท้ายที่สุดไทยจะเสียความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก เพราะคู่ค้าจะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะกับคนที่ดูแลรักษ์โลก จากผลสำรวจออกมาชัดเจน ว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ยินดีจ่ายแพงขึ้น สำหรับสินค้าที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ฉะนั้น ตอนนี้ยังพอมีเวลาที่จะ เตรียมแนวทางสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจ อย่ารอจนถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน เพราะท้ายที่สุดเงินที่ได้ก็อาจไม่คุ้มกับเยียวยาความเสียหายในอนาคตก็ได้