บรรจุภัณฑ์แก้ว “บีจีซี” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตลอดซัพพลายเชน
หากจะบอกว่าอุตสาหกรรมแก้วเป็นธุรกิจที่แทบไม่ก่อผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเลยคงไม่ผิดนัก เพราะเมื่อมองการดำเนินธุรกิจของบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือบีจีซีแล้ว สามารถสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
นอกจากการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนที่อยู่รอบการดำเนินงานของกิจการ ด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างโครงการ 1 โรงงาน 1 โรงเรียน ที่ร่วมพัฒนาและปรับปรุงโรงเรียนบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงโรงงาน ซึ่งต้องการความช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือโครงการมองโลกผ่านแก้วที่ให้บริการตรวจวัดสายตาเคลื่อนที่ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ พร้อมสนับสนุนแว่นสายตาแก่นักเรียนที่มีปัญหาทางสายตา รวมถึงปีนี้ที่จะมีโครงการรักแก้ว รักษ์โลก ซึ่งจะเข้าไปสอนเรื่องการรีไซเคิลขวดแก้วให้กับโรงเรียน
สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ กระบวนการได้มา ซึ่งผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของบีจีซีล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย “ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร” กรรมการผู้จัดการ บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์กล๊าส ให้ข้อมูลถึงธุรกิจของบีจีซีว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว 4 แห่ง ที่ จ.ปทุมธานี, จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.ขอนแก่น และ จ.ปราจีนบุรี กำลังการผลิตอยู่ที่ 3,495 ตันต่อวัน มีเตาหลอมทั้งหมด 11 เตา และเดือน ส.ค.นี้จะเปิดเพิ่มอีก 1 เตาที่ จ.ราชบุรี ซึ่งจะเป็นโรงงานแห่งที่ 5
“อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมแก้วจะดูจากจำนวนเตาหลอมที่เพิ่มขึ้น หรือเรียกได้ว่าดู capacity ของโรงงาน ซึ่งโรงงานที่ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วนั้นไม่สามารถหยุดการผลิตได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลให้แก้วเกิดการแตกร้าว หรือมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา โดยเตาหลอมนึงจะอยู่ได้ถึง 10-15 ปี หลังจากนั้นจะต้องรื้อเตาแล้วทำใหม่”
เพราะต้องเปิดเตาหลอมตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยอุณหภูมิ 1,500 องศา จึงถือได้ว่าเตาหลอมคือจุดที่ใช้พลังงานมากที่สุด และทางออกของการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตคือการออกแบบเตาหลอมที่เหมาะสม โดยบีจีซีได้นำเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีมาใช้ในการออกแบบเตาหลอม รวมถึงนำเทคโนโลยีมาควบคุมกระบวนการเผาไหม้ในเตาหลอม โดยทีมวิจัยและพัฒนาได้พัฒนาและติดตั้งเครื่องตรวจวัดออกซิเจน (oxygen sensor) ในเตาหลอม เพื่อควบคุมสีแก้วในรางน้ำแก้ว และวัดอุณหภูมิในเตาให้คงที่ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
“สิ่งที่ได้คือลดการใช้เชื้อเพลิง และพลังงาน 5-10% และเกิดผลต่อเนื่องถึงการลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน ด้วยความที่เกิดพลังงานความร้อนระหว่างการเผาไหม้ เราสามารถนำพลังงานนั้นกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งการใช้พลังงานน้อยลง ผมมองว่าเกิดประโยชน์กับทั้งบริษัทและสังคม เพราะเมื่อเราใช้พลังงานได้ดี ใช้พลังงานลดลง จะทำให้ต้นทุนของเราดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอีกด้วย”
จากการเล็งเห็นถึงการนำพลังงานกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า ได้นำไปสู่การจัดตั้ง BG Energy เพื่อบริหารจัดการด้านพลังงานใน 3 ส่วน โดยส่วนแรกคือ พลังงานความร้อนทิ้ง (waste heat energy) นำความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ เพื่อผลักดันให้เครื่องจักรหรือเตาเผาทำงานได้ แล้วนำความร้อนที่เหลือบางส่วนไปขาย
อีกส่วนคือพลังงานแสงอาทิตย์ (solar rooftop) มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่โรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้าในโรงงานได้ 20% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของพลังงานลม โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการตั้งเสากังหันลมที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่โรงงานเก่าของบีจีซีที่เพิ่งปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
“ศิลปรัตน์” กล่าวอีกว่า บรรจุภัณฑ์แก้วนับเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตัว เพราะสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งมีการนำเศษแก้วมาใช้ในกระบวนการผลิตถึง 60% ขณะที่ขวดแก้วที่ใช้แล้วจะผ่านกระบวนการรีไซเคิล และปรับสภาพ เพื่อคัดแยกส่วนประกอบที่ไม่ต้องการออกไป ก่อนนำเศษแก้วมาเข้าสู่กระบวนการย่อยและขั้นตอนการผลิต โดยข้อดีของการนำเศษแก้วมาผสมกับวัตถุดิบบริสุทธิ์จะช่วยลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาไหม้
“หากมีเศษแก้วที่ต้องทิ้งทั้งลอต จะมีสายพานไหลกลับมาหลอมใหม่ได้ ดังนั้น อุตสาหกรรมแก้วแทบไม่มีของเสียออกจากระบบเท่าไร แต่เหมือนเป็นการนำของเสียมาใช้มากกว่า นอกจากนี้ เรามีการรับซื้อเศษแก้วมาจากทุกที่ โดยความสามารถในการจัดเก็บของเราอยู่ที่ 60-70% จากจำนวนขวดแก้วที่ผลิต และจำหน่ายไปทั้งหมด สัดส่วนที่หายไปเป็นเพราะส่วนใหญ่คนไทยจะทิ้งขวดแก้ว ไม่เหมือนต่างประเทศที่มีจุดให้นำขวดไปทิ้งแล้วได้เงิน ซึ่งเรากำลังหาแนวทางในการรณรงค์ให้คนไทยคืน หรือนำขวดแก้วกลับมารีไซเคิล”
“ไม่เพียงเท่านั้น เรายังทำงานกับซัพพลายเออร์ คือเราไม่ได้ดูเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเฉพาะในองค์กรของเรา แต่จะดูตั้งแต่ต้นทางว่าคนที่ส่งของให้บีจีซีต้องเป็นมิตร หรือมีการจัดการที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม หากตรวจสอบแล้วไม่ได้มาตรฐาน เราจะไม่ซื้อสินค้าของเขา หรือหากมีโรงงานที่เราต้องการซื้อสินค้าด้วย ก็จะเข้าไปร่วมปรับปรุงมาตรฐานหรือระบบของเขาให้ดีขึ้น รวมถึงบางโรงงานที่แม้จะมีราคาของแพงกว่ารายอื่นนิดหน่อย แต่ระบบของเขาดีกว่า เราจะเลือกโรงงานนั้น”
เสมือนเป็นการตรวจสอบไปถึงต้นทาง เพื่อให้มั่นใจว่าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วของบีจีซีไม่สร้างผลลบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน และจากการผ่านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 3 จากกระทรวงอุตสาหกรรม และผ่านการรับรองมาตรฐานการบริหารงานสิ่งแวดล้อม ISO 14000 : 2015 จาก SGS (Thailand) เป็นบันไดที่การันตีถึงความมุ่งมั่นของบีจีซีในการก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียวชั้นนำระดับโลก