เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

แฮร์คัตหนี้แก้ประวัติ “ล้านราย” แบงก์เฮ ! รับอานิสงส์ได้เคลียร์พอร์ต

02 ธ.ค. 2567 | 06:15น.
Haircut Debt

คลังเผย “แฮร์คัตหนี้บุคคล” เกือบ 1 ล้านราย ชง ครม. 11 ธ.ค. เปิดทางลูกหนี้กลับมาจ่าย 5-10% ได้เคลียร์สถานะหนี้จากรหัส 21 เป็นรหัส 11 “ปิดบัญชี” เริ่มต้นชีวิตใหม่-ขอสินเชื่อใหม่ได้ ขณะที่แบงก์เฮ ! โบรกฯมองรับผลกระทบเชิงบวก “บล.หยวนต้า” ชี้แบงก์ได้ประโยชน์เคลียร์หนี้ค้างพอร์ต-รายได้จากตั้งสำรองกลับมาเป็นกำไร มอง “SCB-KBANK” เด่น เหตุมีตั้งสำรองพอร์ตหนี้รายย่อยไว้สูงช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้าน “บล.พาย” ระบุผลกระทบจาก “พักดอกเบี้ย 3 ปี” ขึ้นกับพอร์ตแต่ละแบงก์ ยังไม่ชัดน็อนแบงก์ต้องเข้ามาตรการหรือไม่

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แพ็กเกจมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณวันที่ 11 ธ.ค.นี้ โดยในส่วนที่เป็นการแฮร์คัตหนี้ให้กับบุคคลรายย่อย เกือบ ๆ 1 ล้านราย ที่เป็นหนี้เสียมาเกินกว่า 1 ปี ขณะนี้เหลือการหารือข้อสรุปว่าจะกำหนดวงเงินหนี้ที่ 5,000 บาท หรือ 10,000 บาท ซึ่งจะใช้โมเดลคล้าย ๆ กับของธนาคารออมสินที่ทำไปก่อนหน้านี้ แต่กรณีนี้จะให้ลูกหนี้ติดต่อแบงก์ เพื่อเข้ามาชำระประมาณ 5-10% แล้วแบงก์จะยกหนี้ที่เหลือให้

“มาตรการนี้จะช่วยลูกหนี้ที่เป็นคนตัวเล็ก ซึ่งเดิมเขาถูกบันทึกในเครดิตบูโร รหัส 21 (เป็นหนี้เสียช่วงโควิด) แต่ที่ผ่านมาจ่ายไม่ได้ เป็นหนี้ค้างนาน เมื่อยอมกลับมาจ่าย 5 หรือ 10% รัฐบาลจะล้างหนี้ให้ทั้งหมด ก็จะปิดบัญชี สถานะลูกหนี้ก็จะเป็นรหัส 11 หรือชำระหนี้หมด ซึ่งกลุ่มนี้ก็สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนอีกมาตรการเป็นการปรับโครงสร้างหนี้สินเชื่อบ้านและรถ ที่รัฐบาลและธนาคารพาณิชย์จะช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ในช่วง 3 ปีแรก พร้อมกับลดการจ่ายค่างวดให้ภาระเบาลง ครอบคลุมลูกหนี้ราว 2.3 ล้านบัญชี มูลหนี้ 1.31 ล้านล้านบาท

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการแก้หนี้ออกมา ต้องบอกว่าการแก้หนี้ของภาครัฐในครั้งนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี มีประสิทธิภาพ จากการร่วมมือ ทั้งสมาคมธนาคารไทย กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ตฤณ สิทธิสวัสดิ์
ตฤณ สิทธิสวัสดิ์

ซึ่งล่าสุดจะมีมาตรการแฮร์คัตที่จะเน้นไปที่ลูกหนี้ในกลุ่มเป็นหนี้เสีย (NPL) มานาน และเป็นหนี้ก้อนเล็กที่ไม่มีหลักประกัน โดยการออกแบบมาตรการคล้ายกับที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้าไปติดต่อลูกค้า แล้วจะมีการทำข้อตกลงในการชำระหนี้ต่าง ๆ แต่หากธนาคารมาทำเองโดยตรงจะส่งผลดีกับธนาคารกว่า เพราะไม่ต้องขายหนี้เสียออก และใช้วิธีในการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเอง

“กลุ่มนี้เป็นหนี้เสียมาค่อนข้างนาน มีการตั้งสำรองไปเต็มจำนวนแล้ว หากลูกหนี้มาจ่าย 5-10% จะเป็นประโยชน์กับธนาคาร เพราะจะมีรายได้หนี้สูญรับคืนกลับเข้ามา จะทำให้พอร์ตของธนาคารดีขึ้น และการตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชี TFRS 9 จะน้อยลง ดังนั้น จะเห็นว่ามาตรการแก้หนี้รอบนี้ ผลกระทบเชิงลบกับธนาคารมีน้อย และถ้าลูกหนี้กลับมาจ่ายหนี้ได้จะเป็นบวกด้วย จากการตั้งสำรองที่จะลดลง หนี้สูญรับคืนเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ดอกเบี้ยจะเห็นลดลงบ้าง แต่สุดท้ายจะเป็นเชิงลบแค่บางส่วน โดยรวมกำไรสุทธิของแบงก์จะดีขึ้น”

ทั้งนี้ ประเมินว่าหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ได้แก่ บมจ.เอสซีบีเอกซ์ (SCB), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แบงก์เหล่านี้มีปัญหาพอร์ตรายย่อย และการตั้งสำรองค่อนข้างสูง ประเมินว่าในระยะกลาง-ยาวจะเริ่มเห็นการชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ดีขึ้น โดยแนะนำซื้อ SCB ราคาเป้าหมาย 130 บาท, KBANK แนะนำซื้อ 175 บาท รวมถึงแนะนำซื้อธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่ราคา 25 บาท

ขณะที่กลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) ต้องรอดูความชัดเจนว่าจะร่วมด้วยหรือไม่ เพราะปัจจุบันยังเห็นว่ามีการมุ่งไปที่ธนาคารเป็นหลัก แต่ประเมินว่า ธปท.น่าจะทำให้ครอบคลุมทั้งระบบ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต ธปท.น่าจะต้องเข้าเกณฑ์ช่วยเหลือทั้งหมด

นายตฤณกล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการช่วยเหลือพักดอกเบี้ย 3 ปี มีกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน เน้นกลุ่มที่เพิ่งจะค้างชำระไม่เกิน 1 ปี ซึ่งหากไม่มีมาตรการช่วยสุดท้ายต้องตกเป็นหนี้เสีย ดังนั้น การมีมาตรการให้เป็นทางเลือกสำหรับลูกหนี้ อาจทำให้มีความสามารถในการมาจ่ายหนี้มากขึ้น ซึ่งประเมินว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่องบการเงินของกลุ่มธนาคารมาก

เนื่องจากหนี้กลุ่มดังกล่าว หากถูกจัดเป็น Stage 2 หรือ Stage 3 ธนาคารจะมีการตั้งสำรองไว้แล้ว แต่อาจจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารลดลงได้ เนื่องจากมาตรการพักหนี้ 3 ปี ธนาคารจะต้องรับภาระด้วยครึ่งหนึ่ง ในส่วนของดอกเบี้ยที่ลดให้กับลูกค้า และอีกครึ่งสามารถนำไปขอสิทธิลดค่านำส่งในกองทุน FIDF ได้

“NIM อาจจะลดลง แต่ถ้าลูกหนี้เข้าโครงการเยอะ และมีการชำระหนี้กลับขึ้นมา โอกาสที่หนี้สูญจะได้รับคืนจะเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่การตั้งสำรองของแบงก์จะลดลงได้ในอนาคต”

กราฟฟิกบล.หยวนต้า

ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแฮร์คัตเงินกู้ส่วนบุคคล-บัตรเครดิต ที่เป็นหนี้ไม่เกิน 5,000-10,000 บาท สำหรับลูกหนี้ที่เป็น NPL เกิน 1 ปี ประเมินว่ากลุ่มธนาคารมีผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากลูกหนี้แบงก์ส่วนใหญ่น่าจะมีปริมาณหนี้ NPL ที่มากกว่า 10,000 บาท ซึ่งอาจจะไม่เข้าเกณฑ์

ทั้งนี้ หากเปิดให้น็อนแบงก์เข้าร่วมด้วย บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) จะถูกกระทบมากสุด เพราะฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มฐานรากที่ใช้แรงงาน ขณะที่ลูกค้าของ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เป็นกลุ่มคนที่ทำงานในออฟฟิศอาจจะกระทบน้อยกว่า

ขณะที่มาตรการแก้หนี้สินเชื่อบ้านและรถพักดอกเบี้ย 3 ปีนั้น ประเมินค่อนข้างยาก เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เกิดขึ้น มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีกับลูกหนี้ ส่วนธนาคารต้องดูว่าใครมีพอร์ตสินเชื่อบ้านใหญ่ที่สุด ซึ่งได้แก่ SCB รองมาเป็น KBANK, KTB

ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ (TISCO), ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP), SCB, KBANK, ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) มีสินเชื่อต่อสัดส่วนมากที่สุด อาจเข้าข่ายว่าต้องมาช่วยเหลือลูกหนี้ ส่วนที่มีลูกค้ากลุ่มนี้น้อยที่สุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ดังนั้น จะได้รับผลกระทบจำกัด

“อย่างไรก็ดี ยังตอบไม่ได้ว่าการที่มีพอร์ตสินเชื่อเยอะแล้วจะกระทบเยอะ เนื่องจากต้องรอติดตามว่าลูกค้าของแต่ละธนาคารเข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อ BBL ราคาเป้าหมาย 168 บาท, KTB ราคาเป้าหมาย 22.80 บาท ส่วน KBANK, SCB, TTB, KTC แนะนำถือได้”