อนุทิน : ภูมิใจไทยไม่ดีแต่พูด ใส่เกียร์ 10 ปักหมุด 251 สส.
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : วิรวินท์ ศรีโหมด
หนึ่งคีย์แมนพรรคการเมืองสำคัญแห่งยุค คือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้การนำของแม่ทัพชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร “อนุทิน” แห่งพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
ท่ามกลางข่าวลือ-รอยร้าวในรัฐบาล “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “อนุทิน” ถึงทิศทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย-สถานะพรรคร่วมรัฐบาล และฝีมือนายกฯหญิง แพทองธาร
“รัฐบาลอิ๊งค์” เสถียรภาพสูง
อนุทินประเดิมตอบคำถาม ประเมินสถานการณ์รัฐบาลปี’68 และปัจจัยเสี่ยงอาจทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ มองว่ารัฐบาลนี้มีเสถียรภาพสูงมากในรอบหลายปี เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีรัฐบาลผสมเสียงในรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งเช่นนี้ ซึ่งยังไม่เห็นปัจจัยทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรี ร่วมมือกันด้วยดี ส่วนปัญหาปลีกย่อยเป็นเรื่องปกติ เชื่อว่าไม่มีเรื่องใดจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลขัดแย้ง จนเป็นปัญหาที่หาทางกลับไม่ได้
ส่วนปัจจัยภายนอกอย่างกรณีการพักรักษาตัวของอดีตนายกฯ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ที่ผ่านมามีการชี้แจงจากฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ โดยมีหลักฐาน เหตุผล และหากยังกังขาก็มีเวทีรัฐสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหาที่จะสะเทือนมาถึงรัฐบาล
ส่วนกรณีการร่วมก๊วนกอล์ฟอดีตนายกฯทักษิณ และนักธุรกิจ เพื่อเคลียร์ใจหรือไม่ หลังภูมิใจไทยมักถูกมองเป็นปัญหาในรัฐบาล จนได้ฉายา “ภูมิใจขวาง” แม่ทัพ ภท. สวนกลับทันที “ภูมิใจไทยไม่ได้ขวาง” ก่อนหยุดคิดพร้อมอธิบายต่อว่า ภูมิใจไทยแสดงความเห็นจุดยืนตามความเชื่อของพรรค ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์ ขณะเดียวกัน ก็ยังเคารพเสียงส่วนใหญ่ ฉะนั้น เมื่อแสดงเจตนารมณ์แล้ว และบางเรื่องต้องใช้มติสภา พรรคภูมิใจไทยก็เคารพเสียงข้างมาก
ก่อนอธิบายเพิ่มว่า หากถามถึงกรณีภูมิใจไทยแพ้โหวตร่างแก้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ปลดล็อกเสียงข้างมาก 2 ชั้น ภท.ถือว่าจบแล้ว เพราะไฟต์บังคับของทุกคนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน ไม่ใช่บังคับให้มาร่วมกัน
อนุทินชี้แจงเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทยก็เคยเสนอการลงทะเบียนวีซ่าแรงงานต่างชาติเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรวมข้อมูลทำให้ถูกกฎหมาย แต่พอเสนอไปยังรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (หมอมิ้ง) ส่งคืนกลับมา พร้อมชี้แจงว่ากฤษฎีกามองยังไม่จำเป็น
“อันนี้ต้องฉายา ปกรณ์ขวาง (เลขาฯ กฤษฎีกา) หรือ พรหมินทร์ขวางไหม” รวมถึงนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ในอดีตผ่าน ครม. พอไปถึงสภาก็ถูกคว่ำ และปลายรัฐบาลเศรษฐาจะมีการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยก็นั่งในรัฐบาล ซึ่งนี่เป็นความเชื่อของแต่ละพรรคที่ต้องมาพูดคุยกัน
เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลแพทองธารขาดภูมิใจไทยได้หรือไม่ อนุทินบอกว่า“ไม่มีใครในโลกนี้ ขาดไม่ได้หรอกครับ ถ้ามันถึงเวลาต้องขาด มันก็ขาดกันได้ทั้งนั้น”
ขอยืน 8 เก้าอี้ 4 รมว.-4 รมช.
การประเมินรัฐบาลจะอยู่ครบวาระหรือไม่ หัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลอันดับ 2 บอกว่าต้องแยกเป็น 2 เรื่อง 1.คณะรัฐมนตรี คือกลุ่มคนที่มาบริหารประเทศ ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม 5-6 พรรค มาอยู่ใน ครม. ต้องอยู่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โดยมีรองนายกฯดูแลงานแยกย่อยตามที่นายกฯมอบหมาย และร่วมกันทำงานตามนโยบายรัฐบาล หากไม่ฟังผู้นำคือนายกรัฐมนตรี ก็เป็น ครม.ไม่ได้ และ 2.สภา การทำหน้าที่นิติบัญญัติในการตรวจสอบ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล เพราะทุกคนมีเอกสิทธิ์แสดงความคิดเห็น
ฉะนั้น หากถามว่ารัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับสภา หากแต่เป็นนโยบายรัฐบาลที่พรรคร่วมต้องสนับสนุนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำเช่นนั้นมาตลอด ส่วนประเด็นแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นเรื่องสภา ไม่ควรเอามารวมกัน
เมื่อถูกถาม “ประเมินการทำงาน นายกฯแพทองธารมีอะไรต้องปรับปรุง” อนุทินออกตัว “ผมเป็นรองนายกฯ ผู้บังคับบัญชาคือนายกรัฐมนตรี” พร้อมยกตัวอย่างและหันไปทางปลัดป๊อบ-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ก่อนตอบว่า “ถ้าถามปลัดมหาดไทย มท.1 สอบผ่านหรือไม่ แม้สอบไม่ผ่านปลัดก็ต้องบอกสอบผ่าน แต่ถ้าถามว่ารัฐบาลทำงานได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ รวมถึงภาวะผู้นำนายกรัฐมนตรี ผมมองว่านายกฯแพทองธารมีสูงด้วย”
เมื่อถามว่าตอนนี้ควรปรับ ครม.หรือยัง อนุทินกล่าวว่า “อะไรที่มันไม่มีปัญหาอย่าทำให้มันมีปัญหา ถึงอย่างไรการปรับ ครม.เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี หากจะปรับจะมีการแจ้งมา และพรรคภูมิใจไทยยืนยันไม่เปลี่ยนแปลง ขออยู่ที่เดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐา และสิทธิต่าง ๆ ภูมิใจไทย ไม่ขออ้างสิทธิ ขอคงกำกับดูแลกระทรวงที่มีอยู่ จนข้ามมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ภูมิใจไทยยังยืนยันกับทางหัวหน้ารัฐบาล เรายังทำงานได้”
ยังไร้เชื้อไฟปลุกม็อบ
ส่วนกรณีม็อบกลุ่มเก่า ๆ ออกมาเคลื่อนไหวต่อนโยบายร้อน ๆ ของเพื่อไทย จะส่งผลต่อรัฐบาลและนำไปสู่การปฏิวัติอีกครั้งหรือไม่ อนุทินประเมินว่าจากที่ดูคนใน ครม. รวมถึงแกนนำทางการเมือง ไม่เดือดร้อนใจกับเรื่องพวกนี้ เพราะการจะร้อนหรือไม่ร้อนอยู่ที่การกระพือของข่าว “คำว่า HOT หรือไม่ HOT มันอยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนกำหนด”
“รัฐบาลทำอะไรผิดหรือยัง หรือทำอะไรไม่ถูกต้องแล้วหรือไม่ สำหรับตน รัฐบาลนายกฯแพทองธารยังมองไม่เห็น”
การรัฐประหารไม่น่ามีแล้วใช่หรือไม่ อนุทินบอกว่า “ไม่มีใครบอกได้ มันจะเกิดหรือไม่เกิด คนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันก็ทำงานไป ทำให้ดีที่สุด หากทำงานแล้วอยู่ในทำนองคลองธรรม ทำตามระเบียบรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้เกิดความไม่สงบ หรือเกิดความขัดแย้งแตกแยก ก็อนุมานได้ว่ามันไม่มีที่สำหรับสิ่งที่เป็นนอกระบบเข้ามาได้
แต่ถ้าวัน ๆ มัวหาเรื่องทะเลาะกัน ยั่วยุก่อให้เกิดความแตกแยก ขัดขวางทุกเรื่อง พูดดูหมิ่นดูแคลนกระแทกแดกดัน มันก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยง ทำให้อำนาจนอกระบบเข้ามา ซึ่งทุกคนมีประสบการณ์ก็ไม่ต้องไปอยู่ใกล้ตรงนั้น ฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือควรทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด
มท.ยุคนี้ ใส่เกียร์ 10 ลุยงาน
เมื่อถามว่า การทำงานของมหาดไทยวันนี้ ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำได้สลายขั้วเก่า ๆ แล้วหรือยัง รมว.หนูชี้ไปทางปลัดและอธิบดีในกระทรวงมหาดไทย ที่นั่งฟังการให้สัมภาษณ์ ก่อนบอกว่าทุกคนก็ล้วนแต่เป็นคนเก่า ๆ ก่อนระบุอีกว่า “ต่อให้เป็นปลัดเก่า ปลัดใหม่ ถ้าผมสั่งการ หรือมีนโยบายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายใครก็ไม่ต้องทำ แต่ถ้าชอบด้วยกฎหมายและเป็นประโยชน์ต้องทำ ถ้าใครไม่ทำคนนั้นมีความผิด”
เมื่อถามย้ำว่า หลังจากนี้มหาดไทยจะไม่มีเหตุการณ์ผู้ว่าฯเกี่ยร์ว่างเหมือนอดีตแล้วใช่หรือไม่ อนุทินอุทาน “โอ้ย” ก่อนบอกต่อว่า “ตอนนี้เข้าเกียร์ห้า คว้าเกียร์หก ยกเกียร์เจ็ด เด็ดเกียร์แปด แถดเกียร์เก้า เข้าเกียร์สิบ” เพราะทุกอย่างมันชัดเจน ที่ผ่านมาทุกคนพิสูจน์ให้เห็น ว่าเขามาร่วมกันทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติ ไม่มีตรงไหนทำให้ตัวเอง
มท.1 มั่นใจว่าการทำงานของมหาดไทยหลังจากนี้จะไม่มีแตกแถว พร้อมเชื่อว่า ด้วยวิธีการทำงานของตนมีแต่คนจะมาเข้าแถวเพิ่ม เพราะมันสนุก ซึ่งตนไม่ได้สนุกคนเดียว แต่ทุกคนต้องสนุกด้วย เพราะได้เห็นความทุกข์ ความสุข น้ำตา รอยยิ้มชาวบ้าน เพราะมหาดไทยเป็นกระทรวงที่ข้าราชการระดับสูงต้องลงพื้นที่ เห็นได้จากตนลงพื้นที่มักมีปลัดและอธิบดีไปด้วย เพื่อสั่งงานให้เรียบร้อย
“คำว่าแตกแถวนับจากวันนี้ไปคงไม่มี และก็คงไม่น่าจะกล้าด้วย” ก่อนย้ำว่า หากมีคนแตกแถวไม่ต้องห่วง มีวิธีร้อยแปดพันเก้าในการจัดการ ผมเชื่อว่ามันจะไม่มี จนกว่าตนจะไป
ช่วยกระตุ้น ศก. มุ่งดูแล ปชช.
การทำงานรัฐบาลปีหน้า รองนายกฯอนุทินยอมรับว่าฝั่งเพื่อไทยกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนภูมิใจไทยเน้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ต้องทยอยทำให้ครบทั่วประเทศ โดยจะมีการเจรจาคณะกรรมการไตรภาคีให้เรียบร้อย
ส่วนกระทรวงมหาดไทยมีงานเยอะ ทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด รวมถึงอำนวยความสะดวก ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาการท่องเที่ยวภูมิภาค น้ำดื่มต้องสะอาดทุกหมู่บ้าน ไฟฟ้าแสงสว่างต้องไปถึงทุกที่ รวมถึงการบริหารจัดการป้องกันภัยต่าง ๆ ปี’68 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมงานเชิงมิติป้องกันเพิ่มมากขึ้น
โดยจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มุ่งทำแค่บรรเทาความเดือดร้อน แต่ทำเรื่องการป้องกัน เห็นจากปีนี้ใช้งบฯ เยียวยากว่าหมื่นล้าน ดังนั้น หากนำเงินจำนวนนี้ไปทำเรื่องป้องกันภัยต่าง ๆ ในระยะยาวก็จะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ดังนั้น ต้องมีการสังคายนาระบบ
วางเป้า 251 เก้าอี้ สส.
ส่วนการเดินของภูมิใจไทย เพื่อสร้างจุดแข็งและความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ อนุทินบอกว่าต้องเอาผลงานเข้าแลก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามสโลแกน “พูดแล้วทำ” ซึ่งทำจริงทั้งเรื่องที่พูดและไม่พูด ไม่ใช่ดีแต่พูด ตรงนี้ถือเป็นเรื่องชัดเจน และเป็นเครดิตที่ประชาชนสามารถจับต้องได้
“แม้พูดไม่ค่อยเก่ง พูดไม่ค่อยเพราะ เอาใจคนไม่ค่อยเป็น แต่เวลาทำงานเราทำอย่างเต็มที่ และมีผลงานเป็นรูปธรรม จับต้องได้”
เมื่อถามว่าอุดมการณ์ของพรรคภูมิใจไทยจะผูกโยงเป็นพรรคประชาธิปไตย พรรคอนุรักษ์ หรือด้านไหน อนุทินปฏิเสธว่าไม่รู้จัก แต่ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ทำตามหน้าที่ วันนี้เป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่รัฐบาล วันใดเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออยู่กับประชาชนในพื้นที่ตลอด ซึ่ง สส.ไม่ว่าจะสอบได้หรือสอบตกเขาก็อยู่กับประชาชน ไม่ใช่อยู่กับประชาชนเฉพาะตอนเป็น สส. และสถิติคนภูมิใจไทยส่วนใหญ่พอพลาด แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปมักกลับมาได้แทบทุกคน 100%
ขณะที่เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยสมัยหน้าจะขยายไปนอกพื้นที่ภาคอีสานหรือไม่ อนุทินประกาศว่าขณะนี้ภูมิใจไทยไม่ได้มีเฉพาะแค่ภาคอีสาน แต่มีภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้ สัดส่วนไม่ต่างกัน “ภูมิใจไทยไม่ใช่เป็นพรรคท้องถิ่นแล้ว แต่เป็นพรรคที่สามารถมี สส.ทั่วทุกภาคของประเทศ”
สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ ภูมิใจไทยก็ยังเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เห็นคนอื่นอ่อนแอแล้วจะต้องไปเน้น แต่เราทำงานในแบบยั่งยืน มั่นคงมาตลอด ซึ่งเป็นวิธีทำงานสไตล์ตนและพรรคภูมิใจไทย ส่วน กทม.มองว่าไม่ใช่พื้นที่แข็งแรงของพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่เป้าหมายเก้าอี้ สส.จากนี้ อนุทินประกาศอย่างเป็นทางการอยากได้ 251 เก้าอี้ ส่วนจะทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง พร้อมยืนยันว่าการส่งผู้สมัครคนภูมิใจไทยสู้ทุกคน แต่จะเข้ามาได้หรือไม่เป็นเรื่องของพื้นที่ และที่ผ่านมาตั้งแต่ทำพรรค มองว่าภูมิใจไทยทุก ๆ การเลือกตั้งเติบโตมาตลอด อย่างการเลือกตั้งปี’66 โตทุกเขต ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี ดังนั้น จากที่ปี’62 ภูมิใจไทย มี 39 ที่นั่ง ปี’66 โตมาเป็น 68 ที่นั่ง ฉะนั้น มองว่าหากเติบโตในระดับนี้ได้ ปี’70 ก็น่าจะเติบโตกว่านี้
เมื่อถามว่า หวังเป็นพรรคแกนนำหลัก หรือเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อนุทินกล่าวว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะเมื่อการเลือกตั้งมาถึงทุกพรรคต้องเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทยก็เสนอหัวหน้าพรรคมาตลอด ฉะนั้น ในส่วนความเป็นพรรคหากได้เป็นนายกฯ ก็ต้องดูว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากภูมิใจไทย แต่ระหว่างกลางแบบนี้ขอไม่ต้องกังวล เพราะมันจบเป็นครั้ง เมื่อถึงการเลือกตั้งตอนนั้นต่างคนก็ต่างเสนอแคมเปญ ก็ไปสู้กัน