Skip to content

ขายรถ Q1 ‘ไฮบริด-อีวี’ ยังแรง ค่ายจีน-ญี่ปุ่นลุ้นยอดหวังทั้งปี 6 แสนคัน

03 พ.ค. 2568 | 08:09น.
ขายรถ Q1 ‘ไฮบริด-อีวี’ ยังแรง ค่ายจีน-ญี่ปุ่นลุ้นยอดหวังทั้งปี 6 แสนคัน

ขายรถยนต์ไตรมาสแรก 2568 ร่วง 6.5% ค่ายรถญี่ปุ่นขายลดลงทุกค่าย ส่วนค่ายจีน-เกาหลี อย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์-ฉางอาน-เกีย ขายแตะบวก ผู้ประกอบการชี้ เทรนด์รถยนต์ EV-ไฮบริดยังแรง เผยหากไม่มีปัจจัยลบ-เศรษฐกิจกระทบ มั่นใจขายทั้งปี 5.5-6 แสนคัน

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายงานยอดขายรถยนต์ของประเทศไทยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค. 2568) พบว่า มียอดขายทั้งสิ้น 153,193 คัน ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่ 163,756 คัน หายไป 10,563 คัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นยอดขายในส่วนของค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ทั้งสิ้น 113,020 คัน ลดลง 9.6% จาก 125,008 คัน และเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติอื่น ๆ 13,359 คัน เพิ่มขึ้น 17.1% จาก 11,408 คัน

โดยจะเห็นว่าค่ายรถยนต์ที่มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรกนั้น จะเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติจีน ทั้งเกรท วอลล์ มอเตอร์-ฉางอาน และซีพี โฟตอน ส่วนค่ายรถยนต์สัญชาติเกาหลีอย่าง เกีย ก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน ขณะที่ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอยู่ในแดนติดลบทั้งแผง โดยมีเพียงโตโยต้าเท่านั้นที่มียอดขายลดลงน้อยที่สุด และคงมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ที่ 57,683 คัน ลดลง 1.9% ตามมาด้วย ฮอนด้า จำนวน 21,369 คัน ลดลง 14.9%, อีซูซุ จำนวน 20,289 คัน ลดลง 17%, มิตซูบิชิ จำนวน 7,099 คัน ลดลง 6.4%

นิสสัน จำนวน 1,956 คัน ลดลง 32%, มาสด้า จำนวน 1,825 คัน ลดลง 24.9%, ซูซูกิ จำนวน 1,428 คัน ลดลง 27.8%, ฮีโน่ จำนวน 1,212 คัน ลดลง 20.6% และซูบารุ จำนวน 159 คัน ลดลง 36.7%

และเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติอื่น ๆ 13,359 คัน เพิ่มขึ้น 17.1% จาก 11,408 คัน แบ่งเป็น บีวายดี จำนวน 9,984 คัน ลดลง 0.6%, ฟอร์ด จำนวน 4,935 คัน ลดลง 16.8%, เอ็มจี จำนวน 4,769 คัน ลดลง 1.3%, เกรท วอลล์ มอเตอร์ จำนวน 2,547 คัน โต 8.9%, ฉางอาน จำนวน 2,238 คัน โต 157.2%

เนต้า จำนวน 938 คัน ลดลง 28.6%, เกีย จำนวน 436 คัน โต 122.4%, ฮุนได จำนวน 388 คัน ลดลง 65.3%, ปอร์เช่ จำนวน 436 คัน ลดลง 11.9%, ซีพี โฟตอน จำนวน 122 คัน โต 0.8%, เปอโยต์ จำนวน 21 คัน ลดลง 72%

และเมื่อแบ่งยอดขายตามประเภทของรถยนต์ไตรมาสแรกที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มรถยนต์นั่ง มียอดขายลดลงไปถึง 11.2% จากเดิมทำได้ 65,615 คัน เหลือเพียง 58,234 คัน ในจำนวนนี้มีเพียงค่ายโตโยต้า มียอดขายเติบโต 18% จากยอดขาย 16,631 คัน เพิ่มเป็น 19,625 คัน, เกรท วอลล์ มอเตอร์ โต 90.4% จาก 1,073 คัน เป็น 2,043 คัน ฉางอาน โต 452.1% จาก 144 คัน เป็น 795 คัน และเกีย ที่มียอดขายทรงตัว คือมียอดขายเท่าเดิม 194 คัน

ขณะที่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์นั้นพบว่า มียอดขายลดลง 3.2% จากยอดขาย 98,141 คัน ทำได้ 94,959 คัน โดยบีวายดีมียอดขายโตขึ้น 180.7% จาก 2,072 คัน เป็น 5,816 คัน, มิตซูบิชิ โต 39.2% จาก 2,633 คัน เป็น 3,665 คัน, ฉางอาน โต 98.8% จาก 726 คัน เป็น 1,443 คัน เอ็มจี โต 13.7% จาก 1,002 คัน เป็น 1,139 คัน และซีพี โฟตอน โต 0.8% จาก 121 คัน เป็น 122 คัน

ส่วนรถยนต์ปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถพีพีวี มียอดขายลดลง 11.6% จาก 56,425 คัน ทำได้ 49,862 คัน โดยค่ายที่มียอดขายเติบโตคือ มิตซูบิชิ โต 39.7% ทำได้ 3,665 คัน จาก 2,624 คัน และเอ็มจี โต 297.5% จาก 122 คัน ทำได้ 485 คัน

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มของตลาดรถยนต์เดือนเมษายนว่าปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ภายใต้ปัจจัยชี้วัดสำหรับตลาดในเดือนเมษายน มาจากยอดจองรถยนต์ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46” ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 44.8%

และจากยอดขายพบว่า ในเดือนมีนาคมนั้น เดือนมีนาคม 2568 มียอดขาย 55,798 คัน ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง ทำยอดขายได้ 21,054 คัน ลดลง 5.8% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น ด้วยยอดขาย 34,744 คัน เติบโตขึ้น 2.9%, รถกระบะขนาด 1 ตัน มียอดขาย 18,355 คัน ลดลง 6.6%

ในส่วนของตลาด xEV มียอดขายทั้งหมด 23,123 คัน คิดเป็นสัดส่วน 41.4% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด เติบโตขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน, รถยนต์ไฮบริด ( HEV) มียอดขาย 13,196 คัน เติบโตขึ้น 3.6% และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 8,598 คัน เพิ่มขึ้น 66.9%

ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้น หากไม่มีปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจมากระทบ โดยคาดว่าทั้งปีจะมียอดขายที่ระดับ 550,000-600,000 คัน

และจากงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เห็นได้ว่ารถยนต์อีวียังคงได้รับความนิยม และความสนใจมากขึ้น ประกอบกับการที่ค่ายรถยนต์ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง มีทั้งเทคโนโลยี ฟีเจอร์การใช้งาน ระบบช่วยขับขี่ต่าง ๆ ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญที่จะให้ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปจะต้องกลับไปทำการบ้านและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีระบบต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะฟีเจอร์ เทคโนโลยีการใช้งาน

และเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ความคึกคักของตลาดโดยเฉพาะในส่วนของรถยนต์ไฮบริด และปลั๊ก-อินไฮบริด มากขึ้นด้วย หลังรัฐบาลประกาศให้การสนับสนุนเพิ่มเติม ก็น่าจะทำให้ตลาดเติบโตได้