Skip to content

หัวหน้า อช.สุรินทร์โต้ทราย สก๊อต ไม่ได้ใช้แรงงานเด็ก ยันดูแลชาวมอแกนดี

05 พ.ค. 2568 | 08:59น.
หัวหน้า อช.สุรินทร์โต้ทราย สก๊อต ไม่ได้ใช้แรงงานเด็ก ยันดูแลชาวมอแกนดี

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะสุรินทร์ โต้ทราย สก๊อต ไม่มีการใช้แรงงานเด็กชาวมอแกน ยันดูแลเป็นอย่างดี พร้อมสวนกลับ 5 ประเด็นการดูแลชาวมอแกนและการบริหารภายในหมู่เกาะ

หลังจาก “ทราย สก๊อต” นักอนุรักษ์ที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับกรณีการเข้าไปตักเตือนนักท่องเที่ยว โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ทราย-merman ใจความว่า ตอนทำงานเป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขาเลี่ยงที่จะไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

เนื่องจากเห็น “เด็กชาวมอแกน” อายุ 12-18 ปี ต้องมารับหน้าที่เป็นไกด์ ดูแลรับใช้ลูกค้านักท่องเที่ยว บางทีเด็กผู้ชายก็ต้องถอดเสื้อให้ลูกค้าถ่ายภาพ เขาได้เบอร์ติดต่อน้องมาเพราะสังเกตว่า การเป็นอยู่ไม่ปลอดภัย จึงได้โทร.ไปถามและชวนมาทำกิจกรรม แต่เจ้าของทัวร์ก็ปฏิเสธไม่ให้มา หนำซ้ำทางด้านการศึกษาก็ไม่ได้รับความทัดเทียมเท่าคนอื่น เนื่องจากเป็นสถานที่ห่างไกล ครูเดินทางลำบาก

โดยชาวมอแกนอาศัยอยู่บนหาดเล็ก ๆ ในเขตอุทยานฯ มีบ้านเรียงกันเป็น 100 กว่าหลัง มีประชากรเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่สามารถขยายพื้นที่ได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเสียชีวิตของ “น้องชล” เด็กชายชาวมอแกนที่ทรายระบุว่า การจัดการศพไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากอุทยานฯได้โดยตรง

เราจึงควรตั้งคำถามต่อการเป็นอยู่ของเขา แม้ว่าทรายจะได้เรียนไปทางหัวหน้าอุทยานฯช่วงต้นปี 2567 แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ชาวมอแกนซึ่งเป็นคนไทยที่ควรได้รับการปฏิบัติและการถูกคัดเลือกให้เป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพราะเข้าใจในพื้นที่มากกว่าใคร ก่อนจะทิ้งท้ายว่า อยากให้ทุกคนสนใจของเรื่องราวการเป็นอยู่ของน้อง ๆ ชาวมอแกน เพราะเด็กไทยทุกคนสมควรได้ชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย

ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเป็นกระแสสังคมตั้งคำถามต่อชีวิตการเป็นอยู่ของชาวมอแกนในหมู่เกาะสุรินทร์ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ล่าสุด นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ก็ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงสำหรับเรื่องนี้ว่า โพสต์ของทรายทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดในหลายประเด็นเกี่ยวกับการดูแลชาวไทยและการบริหารจัดการของอุทยานฯ

โดยชี้แจงเป็น 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การตั้งถิ่นฐานและการดูแลชาวมอแกน : การย้ายชาวมอแกนจากวิถีชีวิตดั้งเดิมบนเรือกะบางมาตั้งถิ่นฐานถาวรที่อ่าวบอนใหญ่ เกาะสุรินทร์ใต้ ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนเข้ามาดูแล ทั้งด้านการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนรู้ กศน. ซึ่งมีครูประจำ 4 อัตรา และด้านสาธารณสุขผ่านศูนย์สาธารณสุขมูลฐานที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดทั้งปี ไม่ใช่การทอดทิ้งแต่อย่างใด

2. ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานเด็ก : ในอุทยานฯมีการจ้างงานชาวมอแกนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น ด้วยค่าจ้างวันละ 200-250 บาท สำหรับการทำงานประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมอาหารเช้าและกลางวัน ซึ่งผู้ถูกจ้างสามารถนำอาหารกลับบ้านได้ด้วย

ส่วนกรณีบริษัททัวร์มีการจ้างชาวมอแกนผู้ใหญ่ในอัตราเงินเดือน 8,000-12,000 บาท (ไม่รวมทิป) ภาพเด็กที่ปรากฏเป็นการติดตามผู้ปกครองมา ไม่ใช่การจ้างงานเด็ก อุทยานฯยังดูแลเรื่องอาหารเช้าและเที่ยงแก่เด็ก ๆ ที่ติดตามผู้ปกครองมาเหล่านี้ด้วย และทางบริษัททัวร์ก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่มีนโยบายจ้างหรือใช้แรงงานเด็ก

3. ประเด็นการไม่ช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิต : หัวหน้าอุทยานฯ เปิดเผยว่า ได้มีการประสานงานกับนายตะวัน กล้าทะเล ซึ่งเป็นทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและญาติของผู้เสียชีวิตแล้ว โดยนายตะวันแจ้งว่าได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายศพและจัดการเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยใช้เรือส่วนตัว และไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากทางอุทยานฯ เนื่องจากเห็นว่าสามารถจัดการได้เอง

4. ข้อกล่าวหาบังคับเด็กชายถอดเสื้อถ่ายรูป : นายเกรียงไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบกับบริษัททัวร์ที่เกี่ยวข้อง ไม่พบว่ามีการบังคับให้เด็กชายชาวมอแกนถอดเสื้อเพื่อถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวหญิงแต่อย่างใด การที่ผู้ชายชาวมอแกน ไม่ว่าจะเป็นคนขับเรือหรือผู้ดูแลนักท่องเที่ยว ถอดเสื้อหลังเสร็จสิ้นภารกิจทางน้ำ ถือเป็นวิถีปฏิบัติปกติ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการถ่ายรูปหรือถูกบังคับ

5. กรณีการมาของคุณทราย สก็อต : หัวหน้าอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่า คุณทราย สก็อต และทีมงาน ได้แจ้งวัตถุประสงค์การเดินทางมาเมื่อวันที่ 6 – 9 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าเพื่อสำรวจทรัพยากรใต้น้ำและเก็บขยะ

อย่างไรก็ตาม มีการติดต่อเด็กชาวมอแกน 2 คนโดยตรง เพื่อชวนไปทำกิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเลแบบ Freediving เพื่อสร้างคอนเทนต์ โดยไม่ได้แจ้งผ่านผู้ปกครองหรือทางอุทยานฯ ซึ่งเด็กทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างเป็นตัวเงิน แต่ได้รับสิ่งของตอบแทน (แว่นตา, กางเกง, เสื้อ คนละ 1 ชุด) และเมื่อถูกชวนอีกในวันถัดมา เด็กๆ ได้ปฏิเสธเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า “ข้อมูลทั้งหมดที่ชี้แจงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ อุทยานฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมเสมอมา การให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอาจสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

ซึ่งผู้กระทำการอาจเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายได้” ซึ่งการชี้แจงครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน และยืนยันถึงแนวทางการบริหารจัดการและการดูแลชุมชนชาวมอแกนของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้”

ข้อความฉบับเต็ม ระบุว่า “หัวหน้า​ อช.หมู่เกาะสุรินทร์ โต้ “ทราย Merman” ทุกประเด็น​ “ไม่เป็นความจริง” ยืนยัน! ดูแลมอแกนดี-ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก

4 พฤษภาคม 2568​ นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ตอบโต้ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ทราย – Merman” ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ทำให้สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลชาวไทยมอแกนและการบริหารจัดการภายในอุทยานฯ

นายเกรียงไกรได้แจกแจงข้อเท็จจริงเป็น 5​ ประเด็นหลัก ดังนี้​

1. การตั้งถิ่นฐานและการดูแลชาวมอแกน: หัวหน้าอุทยานฯ ยืนยันว่า การย้ายชาวมอแกนจากวิถีชีวิตดั้งเดิมบนเรือกะบางมาตั้งถิ่นฐานถาวรที่อ่าวบอนใหญ่ เกาะสุรินทร์ใต้ ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนเข้ามาดูแล ทั้งด้านการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนรู้ กศน. ซึ่งมีครูประจำ 4 อัตรา และด้านสาธารณสุขผ่านศูนย์สาธารณสุขมูลฐานที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดทั้งปี ไม่ใช่การทอดทิ้งแต่อย่างใด

2. ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานเด็ก: นายเกรียงไกรปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง โดยชี้แจงว่าอุทยานฯ มีการจ้างงานชาวมอแกนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น ด้วยค่าจ้างวันละ 200-250 บาท สำหรับการทำงานประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมอาหารเช้าและกลางวัน ซึ่งผู้ถูกจ้างสามารถนำอาหารกลับบ้านได้ด้วย

ส่วนกรณีบริษัททัวร์มีการจ้างชาวมอแกนผู้ใหญ่ในอัตราเงินเดือน 8,000-12,000 บาท (ไม่รวมทิป) ภาพเด็กที่ปรากฏเป็นการติดตามผู้ปกครองมา ไม่ใช่การจ้างงานเด็ก อุทยานฯ ยังดูแลเรื่องอาหารเช้าและเที่ยงแก่เด็กๆ ที่ติดตามผู้ปกครองมาเหล่านี้ด้วย และทางบริษัททัวร์ก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่มีนโยบายจ้างหรือใช้แรงงานเด็ก

3. ประเด็นการไม่ช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิต : หัวหน้าอุทยานฯเปิดเผยว่า ได้มีการประสานงานกับนายตะวัน กล้าทะเล ซึ่งเป็นทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและญาติของผู้เสียชีวิตแล้ว โดยนายตะวันแจ้งว่าได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายศพและจัดการเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยใช้เรือส่วนตัว และไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากทางอุทยานฯ เนื่องจากเห็นว่าสามารถจัดการได้เอง

4. ข้อกล่าวหาบังคับเด็กชายถอดเสื้อถ่ายรูป : นายเกรียงไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบกับบริษัททัวร์ที่เกี่ยวข้อง ไม่พบว่ามีการบังคับให้เด็กชายชาวมอแกนถอดเสื้อเพื่อถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวหญิงแต่อย่างใด การที่ผู้ชายชาวมอแกน ไม่ว่าจะเป็นคนขับเรือหรือผู้ดูแลนักท่องเที่ยว ถอดเสื้อหลังเสร็จสิ้นภารกิจทางน้ำ ถือเป็นวิถีปฏิบัติปกติ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการถ่ายรูปหรือถูกบังคับ

5. กรณีการมาของคุณทราย สก๊อต : หัวหน้าอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่า คุณทราย สก๊อต และทีมงาน ได้แจ้งวัตถุประสงค์การเดินทางมาเมื่อวันที่ 6-9 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าเพื่อสำรวจทรัพยากรใต้น้ำและเก็บขยะ

อย่างไรก็ตาม มีการติดต่อเด็กชาวมอแกน 2 คนโดยตรง เพื่อชวนไปทำกิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเลแบบ Freediving เพื่อสร้างคอนเทนต์ โดยไม่ได้แจ้งผ่านผู้ปกครองหรือทางอุทยานฯ ซึ่งเด็กทั้งสองไม่ได้รับค่าจ้างเป็นตัวเงิน แต่ได้รับสิ่งของตอบแทน (แว่นตา, กางเกง, เสื้อ คนละ 1 ชุด) และเมื่อถูกชวนอีกในวันถัดมา เด็ก ๆ ได้ปฏิเสธเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย

นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ย้ำว่า “ข้อมูลทั้งหมดที่ชี้แจงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ อุทยานฯปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส และคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมเสมอมา การให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อาจสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ซึ่งผู้กระทำการอาจเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายได้”

ซึ่งการชี้แจงครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน และยืนยันถึงแนวทางการบริหารจัดการและการดูแลชุมชนชาวมอแกนของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

#อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์”