“วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย” ผู้ว่าใหม่ กฟผ. กับนโยบายจับมือพาร์ทเนอร์-ปรับโครงสร้างองค์กร รับเทคโนโลยีและภารกิจการผลิตไฟฟ้า/บริหารจัดการพลังงาน
นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยวิสัยทัศน์การดำเนินนโยบายขององค์กรอย่างเป็นทางการในโอกาสรับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 14 ว่าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว กฟผ. พยายามมองหาพันธมิตรร่วมดำเนินการผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกำหนดแนวทางหารือในการร่วมดำเนินงานกับพันธมิตรต่างๆ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเอสซีจี เพื่อให้สอดรับกับภารกิจงานใหม่ที่ กฟผ. ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ
และยังเป็นการพัฒนานำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาโครงการระบบส่งไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จตามกำหนด พัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ตกริดให้การผลิตและจ่ายพลังงานไฟฟ้ามีเสถียรภาพ และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน เป็นต้น
สำหรับความคืบหน้าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 1.5 ล้านตันนั่น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยยืนยันมีความพร้อมที่จะจัดหาและนำเข้า LNG แล้วเสร็จเป็นไปตามแผนที่กำหนดภายในปี 2561 นี้เพื่อใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. แต่ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บกับประชาชน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.หรือเรกกูเลเตอร์) จะออกมาเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป
นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ที่อาจส่งผลกระทบในอนาคต โดยคาดว่าบุคลากรที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 22,000 คน จะมีการเกษียณอายุในแต่ละปีทำให้เหลือบุคลากรอยู่ประมาณ 16,000 คน จะต้องจัดการให้สอดรับกับงานที่ดำเนินการอยู่ รวมถึงปรับวิธีการทำงานใหม่ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ซึ่ง กฟผ.ยืนยันยังคงสัดส่วนการผลิตสร้างความมั่งคงด้านไฟฟ้าของประเทศ 30%