Skip to content

“วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย” ผู้ว่าใหม่พา กฟผ.ฝ่า Disrupt

02 ก.ค. 2561 | 10:44น.
“วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย” ผู้ว่าใหม่พา กฟผ.ฝ่า Disrupt

สัมภาษณ์

เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงยุคที่ต้องแข่งขันและฝ่าฟันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รุกเข้ามา (disruptive technology) องค์กรขนาดใหญ่ที่มีบุคลากร กว่า 22,000 คน จำเป็นที่ต้องรีดไขมันส่วนเกินออกโดยปรับโครงสร้างใหม่ ให้มีขนาดกะทัดรัดคล่องตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย” ซึ่งรับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.คนใหม่ คนที่ 14 ถึงการรับมือความท้าทายใหม่

รับมือ disruptive technology

36 ปีนับตั้งแต่เข้าทำงาน ปี 2525 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ กฟผ. ตามเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ด้วยเป็นยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก หรือ disruptive technology ของการแข่งขันด้านพลังงาน แน่นอนว่าระบบสั่งจ่ายพลังงาน การทำธุรกรรม ระบบไฟฟ้า ภาคการผลิต บริการเปลี่ยน หมู่บ้านจัดสรรเริ่มเปลี่ยนแปลงซื้อขายไฟกันเองได้ในอนาคต

เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น กฟผ.จำเป็นต้องปรับตัวตามแนวโน้มว่าจะไปทางไหน โครงสร้างไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย ต้องตามติดให้ทันอะไรที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ จะเกิดที่ไทยจะรับมืออย่างไร เรากลับมาย้อนดูตัวเองว่าจะปรับโครงสร้าง วิธีการคิดกันอย่างไร จำเป็นต้องมีแผน 3, 5, 10 ปี เอาไว้

ดังนั้น ภารกิจสำคัญจากนี้ยังคงทำตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เตรียมแผนรับมือกับธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามา ประเมินผลกระทบ ชุมชน กำหนดแผนและวิธีการทำงานท่ามกลางการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนแปลง

กฟผ.จับมือพาร์ตเนอร์

วันนี้ กฟผ.ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ รูปแบบการดำเนินงานจากนี้จะต้องมีพันธมิตรเข้ามาศึกษาโครงการใหม่ ๆ ในส่วนที่เราไม่ถนัด เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าอาจต้องจับมือกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเอกชนในธุรกิจเชื้อเพลง และด้านนวัตกรรม อย่างการลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลางเดือน ก.ค. 2561 นี้ จะมีโครงการนำร่องด้านเชื้อเพลิงในประเทศ และอาจมีการลงทุนต่างประเทศโดยใช้บริษัท อีแกท อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าลงทุนกับ ปตท. รวมทั้งการใช้นวัตกรรมเพื่อลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เพื่อเดินหน้าทำโซลาร์ลอยน้ำด้วย ทาง SCG เชี่ยวชาญและมีวัตถุดิบที่จะรองรับแผงโซลาร์ และความร่วมมือกับบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ด้านเทคโนโลยีสื่อสาร

ปรับองค์กร “รีดไขมัน”

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเราเดินหน้าปรับองค์กรเพื่อรับเทคโนโลยีไฟฟ้าแข่งขันกับเอกชน และได้สื่อสารกับพนักงานให้ทราบถึงทิศทางรายได้ ถึงความจำเป็นของการปรับตัว ผลกระทบจะเป็นอย่างไร ซึ่งภายในปีนี้โครงสร้างใหม่จะแล้วเสร็จและชัดเจนเรื่องทิศทางของโครงสร้างใหม่ กฟผ. ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ไม่มีความจำเป็นต้องลดคน เพราะขณะนี้เรามีบุคลากรกว่า 22,000 คน คาดว่าจะเกษียณอายุ เหลือ 16,000 คน ในอีก 5 ปี เมื่อคนและงานสอดรับกับภารกิจใหม่ก็จะมีความคล่องตัว

เดินหน้าโรงไฟฟ้า RPS

ตามที่รัฐมีโครงการสร้างความมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาไฟฟ้าทางภาคใต้ คือ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังการผลิต 300เมกะวัตต์ โดยการจัดตั้งบริษัท Regional Power System (RPS) ขึ้นเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ ด้วยโครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์กับคนในพื้นที่ที่สามารถหาวัตถุดิบป้อนการผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอ RPB จึงต้อเดินไปตามกระทรวงได้วางไว้ แต่การตกผลึกทั้งหมดยังต้องหารือรายละเอียดกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และวิสาหกิจชุมชน

PDP ใหม่ ชู “โรงไฟฟ้ามั่นคง”

ต่อประเด็นที่ว่าหากมี RPS แล้วยังจำเป็นต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (FSRU) หรือไม่นั้น ผู้ว่าการ กฟผ. ระบุว่า คลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (FSRU) ขนาด 5 ล้านตัน ในพื้นที่ภาคใต้คือ 1 ในโครงการสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ แม้ว่าขณะนี้โครงการดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อนำเข้า LNG ป้อนให้กับโรงไฟฟ้า แต่ยืนยันว่าโครงการนี้ยังเป็นไปตามแผน แผนการลงทุน 5 ปีก็เช่นกัน

ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP ฉบับใหม่ซึ่งมีการกำหนดโรงไฟฟ้ามั่นคงเข้าไปไว้ในแผนด้วย ซึ่งรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่เรียกว่ามั่นคงนั้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าต้องมีเท่าไร ขึ้นอยู่กับความเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดูรายภูมิภาคว่าตอบสนองการผลิตหรือไม่ ดังนั้นความมั่นคงจะกำหนดที่ 50% หรือไม่นั้นจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ชัดเจน

ดังนั้น การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 1.5 ล้านตัน จึงยังต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างเพื่อรองรับการนำเข้าให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ แต่จะนำเข้าลอตแรกเมื่อไรนั้นยังไม่มีข้อสรุป และยังคงการหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ. หรือเรกูเลเตอร์) ด้วยอาจมีผลต่อประเด็นค่าไฟฟ้าในอนาคต