Chula Zero Waste เปลี่ยนพลาสติก 1.6 แสนใบเป็นปุ๋ย
ปริมาณขยะแก้วพลาสติกกว่า 160,000 ใบ/เดือน จาก 17 โรงอาหาร ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นโจทย์สำคัญว่าจะบริหารจัดการ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากขยะเหล่านั้นได้อย่างไร ?
ล่าสุดจึงมีการผลักดันโครงการ “Chula Zero Waste” โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมี และวัสดุ หรือ PETROMAT (Center Of Excellence On Petrochemical and Materials Tech-nology) ที่วางเป้าหมายว่าขยะแก้วพลาสติกในจุฬาฯ จะต้องเป็นศูนย์ภายใน 5 ปี ซึ่ง PETROMAT เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค. 61 นี้
“วรุณ วารัญญานนท์” ที่ปรึกษาเพื่อภาคีอุตสาหกรรม PETROMAT ระบุว่าพลาสติกที่นิยมใช้กันคือพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน (Polyathylene) และโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเคมีที่แข็งแรงทนทาน มีราคาถูก ใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายมากกว่า 400 ปี จึงมีข้อกังวลว่าในอนาคตปัญหาขยะสะสมจะทำให้แก้ไขได้ยากขึ้น
ฉะนั้น ควรหาทางสกัดการ “เกิดใหม่” ของขยะพลาสติก หรือเลือกใช้พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เร็วที่สุด จึงนำร่องด้วยการกำหนดให้โรงอาหาร 3 แห่ง ต้องใช้แก้วไบโอพลาสติก และผนวกเข้ากับมาตรการด้าน “ราคา” โดยในกรณีที่นิสิต นักศึกษา ต้องการใช้แก้วน้ำจากโรงอาหารจะต้องจ่ายค่าแก้วที่ 2 บาท/ใบ ขณะเดียวกันหากนำกระบอกน้ำมาใช้แทนจะได้รับส่วนลด 2 บาท/แก้วเช่นกัน ก่อนที่จะดำเนินการดังกล่าว ได้ให้รายละเอียดและสอบถามความเห็นไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในจุฬาฯ แล้วทั้งหมดก็ไม่ได้รับการคัดค้านแต่อย่างใด
“วรุณ” ระบุถึงข้อดีของแก้วไบโอพลาสติกว่ามีส่วนผสมของกระดาษที่ถูกเคลือบด้วยพลาสติกที่ผลิตจากสารธรรมชาติ เช่น อ้อย, ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ที่ย่อยสลายได้ภายใน
4 เดือน ด้วยระบบการหมักแบบ compost และนำมาใช้เป็นปุ๋ยเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ไบโอพลาสติกราคาสูงกว่าพลาสติกทั่วไป
ซึ่งการผลักดันโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นความต้องการใช้ไบโอพลาสติกให้มีมากขึ้น ถือเป็นการเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และเชื่อมั่นว่าจากนี้การพัฒนาไบโอพลาสติกก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงจนแข่งขันกับพลาสติกประเภทอื่นได้ในที่สุด”
“โปรเจ็กต์นี้เน้นย้ำว่าไม่มีการ Subsidy ราคา แต่ก็ไม่ต้องการให้เป็นภาระกับนักเรียน นิสิต นักศึกษามากเกินไป ทีมของโครงการจึงได้เจรจาราคาผลิตกับโรงงานให้ตัดสเป็กเรื่องความทนทานของแก้วออกไป เพราะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทำให้เกิดส่วนต่างราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มให้น้อยที่สุด
คือ 2 บาท/แก้วเท่านั้น แต่ก็ยังมี option ให้ได้เลือก และร่วมกันรับผิดชอบดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อม จากจุดเล็ก ๆ เหล่านี้ผมมองว่าจะสามารถต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ และเชื่อว่าในอนาคตราคาไบโอพลาสติกจะลดลงได้ หากมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น”
ดังนั้น หากพื้นที่นำร่องประสบความสำเร็จก็จะขยายเพิ่มให้ครบทั้งหมดต่อไป ทั้งนี้ “วรุณ” ยังมองถึงความเป็นไปได้ที่จะลดการใช้พลาสติกที่นอกเหนือจากแก้วน้ำได้อีกคือ ฝาขวด, หลอด, ถุงพลาสติก และจานใส่ของทอดอีกด้วย แต่กระนั้น ยังต้องเผชิญกับปัญหาคือต้นทุนการผลิตสูง ความต้องการใช้ยังน้อย ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนโดยเฉพาะหลอด ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าแก้วน้ำด้วยซ้ำ เพราะยิ่งเล็กราคายิ่งแพง
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตไบโอพลาสติกเพียง 2 ราย คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท โททาล คอร์เบียน พีแอลเอ (ประเทศไทย) จำกัด และส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออก
“เทรนด์ของโลกต่างมุ่งไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เขาไปไกลกว่าเรามาก เขาเก็บค่าถุงพลาสติก เก็บทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการใช้พลาสติก ทุกคนต้องพกไปเอง และสุดท้ายปลายทางอยากประเทศไทยเองก็ควรไปถึงจุดนั้นให้ได้ โครงการของเราไม่ได้บอกให้ห้ามใช้ แต่ขอให้ใช้ในระดับที่พอดี และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็ควรบริหารจัดการให้มันอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ด้วย”
ทั้งนี้สำหรับโมเดล Chula Zero Waste “วรุณ” จึงเปิดทางให้องค์กรอื่น ๆ ที่สนใจ สามารถนำโมเดลนี้ไปใช้ได้ทันที แต่สิ่งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนต้องร่วมกันต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกของประชาชนให้มีการแยกขยะ และรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่เทรนด์นี้
“ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริม และกำหนดเป็นนโยบายให้ชัดเจน มองถึงความพร้อมในมิติอื่นให้รอบด้าน เช่น ควรมีมาตรการกระตุ้นการใช้ไบโอพลาสติกหรือไม่ หรือความพร้อมของวัตถุดิบ
คือพืชผลทางการเกษตรจะรองรับการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแย่งวัตถุดิบในอนาคต”
นอกจากนี้ทางโครงการยังอยากเห็นภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษหรือ EEC (Eastern Economic Corridor) ที่มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาเสริมเพื่อให้คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น