Skip to content

พิชัย ยื่นข้อเสนอภาษีสหรัฐ สินค้า 0% บางรายการ อัดซอฟต์โลน 2 แสนล้านช่วยธุรกิจ

14 ก.ค. 2568 | 11:49น.
พิชัย ยื่นข้อเสนอภาษีสหรัฐ สินค้า 0% บางรายการ อัดซอฟต์โลน 2 แสนล้านช่วยธุรกิจ

พิชัยเผยไทยเตรียมส่งข้อเสนอเพิ่มสินค้าบางรายการเจรจาสหรัฐ เพื่อลดภาษี 0% เชื่อไม่กระทบตลาดในประเทศ พร้อมสั่งแบงก์รัฐอัดซอฟต์โลน 2 แสนล้าน ช่วยเหลือ-เยียวยาธุรกิจ รับมือภาษีทรัมป์

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “กรอบเจรจาและรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์” ในงานกรุงเทพธุรกิจ Roundtable : The Art of The (Re) Deal ว่า แม้การเจรจาจะผ่านมาแล้ว 100 วัน และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีทีมงานที่ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ถือว่าการเจรจาล่าช้า อีกทั้งไทยยังได้รับประโยชน์จากข้อสรุปในการเจรจากับประเทศอื่น ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับแนวทางเจรจาของไทย

โดยขณะนี้ไทยเตรียมเพิ่มรายการสินค้าเข้าสู่การเจรจา เพื่อลดอัตราภาษีให้เหลือ 0% ที่ไทยผลิตไม่ได้ และต้องนำเข้า หรือของที่ผลิตในไทยแล้วไม่เพียงพอ โดยการป้องกันภาคการผลิตของไทยโดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นยังมีอยู่

“ข้อเสนอใหม่ที่ไทยส่งไปให้พิจารณา โดยเปิดตลาดให้สหรัฐอยู่แล้วมูลค่า 63-64% โดยมาพิจารณาปรับเพิ่มอะไรได้อีกก็เพิ่มเป็น 69% เรามีการเปิดตลาดสินค้าบางอย่างที่เราไม่เคยเปิด เราก็ต้องเปิดมากขึ้น ซึ่งกำลังคิดว่าเดิมไทยผลิตเยอะก็จะไม่ได้เปิดให้ แต่ถ้าเราเปิดให้ คิดว่าถ้าเปิดเขาก็คงเข้ามาไม่ได้ง่าย เช่น รถพวงมาลัยซ้าย” นายพิชัยกล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างการเจรจาไทยจะต้องพิจารณาด้วยว่าข้อเสนอที่ตกลงกันจะกระทบประเทศที่สามหรือไม่ และจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับการรักษาผลประโยชน์ของไทยอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการค้ากับสหรัฐ ในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และการนำเข้าพลังงาน

นายพิชัยยอมรับว่า การเจรจาดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลา ไม่สามารถจบลงได้ในระยะสั้น โดยไทยต้องพิจารณาความต้องการของสหรัฐ เพื่อนำมากำหนดมาตรการรองรับ ซึ่งสหรัฐต้องการเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการจัดเก็บภาษี ลดรายจ่าย และลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยจากจดหมายฉบับล่าสุด สหรัฐต้องการให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมีการยุบสภาในระหว่างนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาในบางประเด็น เพราะเงื่อนไขบางประการจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา

นายพิชัยยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหา การป้องกันการสวมสิทธิสินค้า โดยข้อเสนอของสหรัฐนั้นจะให้มีการเพิ่มการใช้วัตถุดิบ หรือส่วนประกอบที่มีการผลิตในประเทศไทย (Local Content) ซึ่งสหรัฐยังไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดสัดส่วน Local Content ภายในประเทศไว้ที่เท่าไร แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูง 60-80% เทียบกับที่ไทยกำหนดไว้ที่ 40% ซึ่งหากมีการปรับเกณฑ์นี้ อาจไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเวียดนามมากนัก เพราะเวียดนามมีอัตราการใช้วัตถุดิบจากประเทศที่สามสูงกว่าไทย

ดังนั้น ไทยจึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเตรียมซอฟต์โลนไว้ประมาณ 2 แสนล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อช่วยเหลือทั้งการลงทุน การจ้างงาน การบริหารสินค้าคงคลัง และมาตรการอื่น ๆ ของสถาบันการเงิน มาตรการเยียวยาต่าง ๆ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้จากระดับปกติที่ดอกเบี้ย 2%

“ซอฟต์โลนดังกล่าวจะมาจากธนาคารออมสินเป็นหลัก ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะช่วยบางส่วน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเน้นช่วยภาคเกษตร รวมถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM BANK โดยสัดส่วนการปล่อยกู้จากธนาคารใดยังต้องรอความชัดเจนจากฝั่งสหรัฐ ว่าจะกำหนดอัตราภาษีกับไทยอย่างไร”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการเพิ่มเติมรองรับ โดยได้รวบรวมข้อมูลจากแต่ละภาคส่วน เพื่อออกแบบมาตรการให้ครอบคลุมและตรงเป้าหมาย ซึ่งภาคเอกชนทยอยส่งข้อมูลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในวันนี้ (14 ก.ค. 2568) เพื่อใช้ประกอบการประเมินและแก้ไขปัญหาในแต่ละภาคธุรกิจ

ในส่วนของข้อเสนอใหม่ที่ไทยจะยื่นต่อสหรัฐ นายพิชัยระบุว่าเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เช่น ความมั่นคงยังอยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งหากไทยเสนอประเด็นด้านความมั่นคงอาจทำให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีกับไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายพิชัยมองว่าเรื่องนี้ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากไทยยังไม่ได้ใช้ประเทศใดเป็นเงื่อนไขในการเจรจากับสหรัฐ